“พงศ์ภัทร” มอง SET ไซด์เวย์อัพ! รับเลือกตั้ง หนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้า ชูแบงก์–หุ้นปันผลเด่น
พงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์ นักกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์เอกซ์ จำกัด ในเครือกลุ่ม SCBX เปิดเผยในรายการ ข่าวหุ้นเจาะตลาด เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ว่า นักลงทุนต่างชาติยังคงเข้าซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบทางสถิติในอดีตที่ตลาดหุ้นไทยมักให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนกลับมาคึกคักอีกครั้ง แม้ค่าเงินบาทจะไม่ได้แข็งค่าอย่างโดดเด่นเหมือนช่วงก่อนหน้า
ทั้งนี้ จากสถิติย้อนหลังพบว่า ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวขึ้นได้เฉลี่ยราว 0.9% และหลังทราบผลการเลือกตั้งแล้ว ดัชนียังมีโอกาสปรับตัวเป็นบวกต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนถัดไป อย่างไรก็ตาม ทิศทางตลาดในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับความชัดเจนของผลการเลือกตั้งและความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาล หากเป็นขั้วการเมืองเดิมอาจใช้ระยะเวลาไม่นาน แต่หากเป็นขั้วใหม่อาจต้องใช้เวลามากขึ้น
ประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์ให้ความสำคัญ คือ ความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อออกไป
ในเชิงมุมมองตลาดทุน นายพงศ์ภัทรประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังมีอัพไซด์ต่อได้ จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมูลค่าซื้อสุทธิปรับเพิ่มจากระดับประมาณ 2,000 ล้านบาท มาอยู่เหนือ 3,000 ล้านบาทในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นตลาดอาจเริ่มชะลอการปรับขึ้น หากดัชนีเข้าใกล้ระดับแนวต้านบริเวณ 1,290–1,300 จุด
ด้านปัจจัยเสี่ยงภายนอก ยังต้องติดตามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน รวมถึงประเด็นการค้าระหว่างสหรัฐกับยุโรป จากกรณีที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีเตรียมขึ้นภาษีการค้ากับประเทศยุโรปบางแห่ง ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินโลกในระยะสั้น แม้ในบางมุมอาจเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้ประโยชน์ด้านการส่งออกก็ตาม
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะวาทกรรมระหว่างผู้นำของทั้งสองฝ่าย ซึ่งอาจนำไปสู่การยกระดับความรุนแรง แม้ตลาดจะคาดการณ์ว่าสุดท้ายอาจยังไม่มีการใช้อาวุธจริง แต่การเผชิญหน้ากับประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ถือเป็นความเสี่ยงระดับสูงที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้
สำหรับปัจจัยจากจีน นักลงทุนต้องติดตามความคืบหน้าการออกมาตรการทางการเงินเพิ่มเติม หลังตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของจีนไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัวที่ระดับ 4.5% ชะลอลงจากไตรมาส 3 ที่อยู่ที่ 4.8% ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนในภูมิภาค หากไม่มีมาตรการกระตุ้นใหม่ออกมา
ในส่วนของกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น นักกลยุทธ์อินโนเวสท์เอกซ์แนะนำให้นักลงทุนพิจารณาภาพทางเทคนิค โดยดัชนีที่เคยหลุดระดับ 1,250 จุดเพียงชั่วคราวและสามารถกลับขึ้นมาได้ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก หากดัชนียังสามารถยืนเหนือแนวรับสำคัญบริเวณ 1,268–1,273 จุดได้ มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบกรอบบนแถว 1,290–1,300 จุด แต่หากหลุดระดับดังกล่าวควรพิจารณาตัดขาดทุน
สำหรับกลยุทธ์แนะนำจัดพอร์ตตาม 2 ธีมหลัก ได้แก่
กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ (Big Cap & Fund Flow) ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในช่วงก่อนการเลือกตั้ง หุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ KTB, BBLจากแนวโน้มกำไรที่เติบโตหรือทรงตัวได้ดี พร้อมอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จูงใจ
กลุ่มหุ้นปันผลสูง (High Dividend) เน้นหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลมากกว่า 5% แม้จะมีการจ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว โดยหุ้นที่แนะนำ ได้แก่ BAM, KBANK,KKP, SAT, THANI และ TLI