โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“วิทัย” เตือนเศรษฐกิจไทยเปราะบาง ซ้ำซ้อนปัจจัยลบ แนะเร่งออม-ลงทุน–บริหารหนี้

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 19 ก.ค. 2568 เวลา 10.52 น. • เผยแพร่ 19 ก.ค. 2568 เวลา 10.52 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ร่วมเป็นวิทยากรใน โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ปี 2568” จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดยระบุว่า เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ว่า ประเทศกำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจเปราะบางจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน โดยกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักอย่างภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวอ่อนแรงลงพร้อมกัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะเดียวกัน ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ เช่น หนี้ครัวเรือน ความสามารถในการแข่งขัน สังคมสูงวัย และความไม่แน่นอนทางการเมือง ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวในระยะยาว

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เน้นย้ำคือ “การออม” ซึ่งยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญของสังคมไทย โดยระบุว่า "การออมนี่มีปัญหาจริง ๆ ของเมืองไทย อย่าพูดถึงหนี้อย่างเดียว ออมก็มีปัญหา" พร้อมแนะนำให้ประชาชนเริ่มต้นวางแผนการออมตั้งแต่ในวัยหนุ่มสาว และไม่ควรเริ่มออมช้ากว่าอายุ 40 ปี เนื่องจากหากเริ่มช้าเกินไป อาจจำเป็นต้องทำงานหลังเกษียณเพื่อรองรับค่าใช้จ่าย โดยตัวอย่างการคำนวณเป้าหมายเงินออมเพื่อการเกษียณเบื้องต้น เช่น หากต้องการใช้เงินเดือนละ 30,000 บาท เป็นเวลา 25 ปีหลังเกษียณ ควรมีเงินออมสะสมประมาณ 9-10 ล้านบาท

สำหรับกลยุทธ์การออม ยังคงแนะนำให้ “ออมก่อนใช้” เป็นหลัก เช่น การตัดยอดเงินออมจากรายได้ประจำทันทีที่เงินเดือนเข้า และเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้นควรเก็บส่วนเพิ่มไว้ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด เพื่อป้องกันการขยายตัวของรายจ่าย นอกจากนี้ ยังเน้นว่าการออมในบัญชีเงินฝากเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อจะกัดกร่อนมูลค่าเงินในระยะยาว จึงควรพิจารณาลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เช่น สลากออมสิน หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ และพันธบัตรรัฐบาล พร้อมแนะนำแนวทางกระจายความเสี่ยง และการลงทุนแบบ DCA เพื่อสร้างวินัยการลงทุนระยะยาว

ส่วนในด้านของปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยยอมรับว่าเป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องการการแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยเน้นย้ำว่าเศรษฐกิจต้องฟื้นตัวก่อนเพื่อให้รายได้ประชาชนเพิ่มขึ้นและสามารถชำระหนี้ได้ ขณะเดียวกันควรมีมาตรการลดภาระดอกเบี้ย เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เฉพาะทางอย่างมีเป้าหมาย

สำหรับการบริหารหนี้รายประเภท ได้ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติ เช่น หนี้บ้านซึ่งมีดอกเบี้ยต่ำที่สุด ควรรีไฟแนนซ์หรือเจรจาลดดอกเบี้ยทุก 3 ปี และควรนำรายได้พิเศษมาโปะหนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ยระยะยาว ส่วนหนี้บัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยสูงถึง 16% ไม่แนะนำให้มี หากมีควรรีไฟแนนซ์เข้าสู่สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคลหรือการขอวงเงินเพิ่มเติมจากสินเชื่อบ้าน (Top-up) และไม่แนะนำให้ยุ่งเกี่ยวกับสินเชื่อ Non-Bank หรือนาโนไฟแนนซ์ที่มีดอกเบี้ยสูงถึง 25-36% ต่อปี หรือหนี้นอกระบบที่มีลักษณะเอารัดเอาเปรียบอย่างรุนแรง โดยสนับสนุนให้นำหนี้เหล่านี้เข้าสู่ระบบสถาบันการเงินที่มีโครงการช่วยเหลือ เช่น โครงการรีไฟแนนซ์หนี้นอกระบบของธนาคารออมสิน

ในมุมมองด้านบทบาทองค์กร ย้ำว่าธนาคารออมสินในยุคปัจจุบันทำหน้าที่เป็น “สองธนาคารในหนึ่งเดียว” โดยมีทั้งบทบาทของธนาคารพาณิชย์เชิงธุรกิจ และธนาคารเพื่อสังคม (Social Bank) ที่นำกำไรจากธุรกิจไปสนับสนุนโครงการสาธารณะต่างๆ เป้าหมายคือการช่วยเหลือประชาชนอย่างน้อย 2 ล้านรายต่อปีในรูปแบบที่มีผลจริง ไม่ใช่เพียงเชิงทฤษฎี

โครงการหลักของธนาคารออมสินภายใต้แนวคิด “Creating Shared Value (CSV)” ได้แก่ การสร้างโอกาสทางการเงินให้ผู้ที่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อ เช่น โครงการสินเชื่อสร้างเครดิต 10,000-20,000 บาท, โครงการแก้หนี้ ยกหนี้ รีไฟแนนซ์หนี้ดอกเบี้ยสูง และการพัฒนาอาชีพเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น ทั้งนี้ ธนาคารยังได้ปรับลดต้นทุนการบริหารจัดการจาก 42,000 ล้านบาท เหลือเพียง 32,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรไปใช้ในภารกิจเพื่อสังคมได้อย่างเต็มที่

“โดยการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้จะต้องอาศัย “ความร่วมมือแบบบูรณาการ” จากทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองหน่วยงาน แต่ต้องมีการสอดประสานเป้าหมาย ร่วมกันออกมาตรการที่ตอบโจทย์ความเป็นจริง และเข้าใจลักษณะเฉพาะของปัญหา พร้อมระบุว่า “ไม่มีมาตรการใดกดปุ่มแล้วหายได้ทันที แต่มันจะค่อยๆ บรรเทา เมื่อเราทำอย่างต่อเนื่องและจริงจัง” นายวิทัย กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...