โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิด 20 บจ. ยอดวางบัญชีมาร์จิ้นคงค้าง มิ.ย. ลดลง! SPALI-KTC-BEC วูบกว่า 10%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 27 ก.ค. 2568 เวลา 15.58 น. • เผยแพร่ 27 ก.ค. 2568 เวลา 15.58 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยรายงานสรุปข้อมูลหลักทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ในบัญชีมาร์จิ้น ประจำเดือนสิ้นสุดวันที่ 27 มิถุนายน 2568 โดยพบว่า มีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่วางหลักทรัพย์ในบัญชีมาร์จิ้นจำนวนทั้งสิ้น 850 บริษัท ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ซึ่งมีจำนวนบริษัทจดทะเบียนที่วางบัญชีมาร์จิ้นอยู่ที่ 1,065 บริษัท ถือเป็นการลดลงกว่า 20% ภายในระยะเวลาเพียงเดือนเดียว สะท้อนสัญญาณชัดเจนของความระมัดระวังในการลงทุน ท่ามกลางภาวะตลาดที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

เมื่อเจาะลึกในรายละเอียด “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” คัดมา 20 อันดับแรก พบว่าหลายบริษัทที่เคยมีอัตราการวางหลักทรัพย์ในบัญชีมาร์จิ้นในระดับสูง ต่างมีการปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญเช่น บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI ซึ่งในเดือนพฤษภาคม 2568 มีจำนวนหลักทรัพย์ที่ถูกวางเป็นประกันในบัญชีมาร์จิ้นอยู่ที่ 137.90 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 19.81 ของจำนวนหลักทรัพย์ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด แต่ในเดือนมิถุนายน 2568 ตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือ 118.55 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 6.07 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้ว ส่งผลให้สัดส่วนการวางประกันปรับลดลงถึง 13.74% เมื่อเทียบรายเดือน

ขณะที่ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ซึ่งในเดือนพฤษภาคม 2568 มีจำนวนหลักทรัพย์ที่ถูกวางเป็นประกันในบัญชีมาร์จิ้นอยู่ที่ 420.20 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 16.30 ของจำนวนหลักทรัพย์ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในเดือนมิถุนายน 2568ตัวเลขดังกล่าวปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียง 90.48 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.51 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้ว ส่งผลให้สัดส่วนการวางหลักประกันลดลงถึง 12.79% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

ทั้งนี้ การลดลงอย่างรวดเร็วของจำนวนหุ้นที่วางเป็นประกัน สืบเนื่องมาจากกรณีที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้นำหุ้นบางส่วนมาวางเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในบัญชีมาร์จิ้น และภายหลังจากราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนแตะระดับราคาต่ำสุดตามเพดานที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด ส่งผลให้เกิดการบังคับขายหุ้น (forced sell) เพื่อชำระหนี้มาร์จิ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้ปริมาณหุ้นที่อยู่ในระบบมาร์จิ้นของ KTC ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว

เช่นเดียวกับ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด(มหาชาน) หรือ BEC ซึ่งในเดือนพฤษภาคม 2568 มีจำนวนหลักทรัพย์ที่ถูกวางเป็นประกันในบัญชีมาร์จิ้นอยู่ที่ 320.47 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 16.02 ของจำนวนหลักทรัพย์ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในเดือนมิถุนายน 2568ตัวเลขดังกล่าวปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือ 88.61ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.43 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้ว ส่งผลให้สัดส่วนการวางหลักประกันลดลง 11.59% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

โดยปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เกิดจากภาวะความผันผวนของราคาหุ้น BEC ซึ่งได้รับผลกระทบจากแรงเทขายในตลาด รวมถึงกรณีที่มีการใช้หุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในบัญชีมาร์จิ้น และภายหลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงจนแตะระดับต่ำสุดที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด ส่งผลให้เกิดการบังคับขาย (forced sell) เพื่อรักษาระดับความเสี่ยงของบัญชี ส่งผลให้จำนวนหุ้นที่อยู่ในระบบมาร์จิ้นลดลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน

บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ RABBIT ซึ่งในเดือนพฤษภาคม 2568 มีจำนวนหลักทรัพย์ที่ถูกวางเป็นประกันในบัญชีมาร์จิ้นอยู่ที่ 847.67 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 11.33 ของจำนวนหลักทรัพย์ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในเดือนมิถุนายน 2568ตัวเลขดังกล่าวปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือ 148.05 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.98 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้ว ส่งผลให้สัดส่วนการวางหลักประกันลดลงถึง 9.35% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้จำกัดเฉพาะ KTC, BEC เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับหุ้นหลายตัวในตลาดที่มีสัดส่วนการวางหลักทรัพย์ค้ำประกันในระดับสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบมาร์จิ้นในช่วงที่ตลาดอยู่ภายใต้ภาวะกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

ไม่เพียงเท่านั้น บริษัทจดทะเบียนอีกหลายแห่ง เช่น BCPG, SAMART และกลุ่มหุ้นขนาดกลางอื่น ๆ ต่างมีทิศทางการลดลงของปริมาณหุ้นที่วางเป็นมาร์จิ้นในลักษณะเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงการปรับพอร์ตลงทุนอย่างเร่งด่วนของนักลงทุนรายใหญ่และรายย่อยในภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เกิดขึ้นในวงกว้างในระบบการลงทุนผ่านบัญชีมาร์จิ้น อันเป็นผลมาจากสภาพตลาดที่ผันผวน และระดับความเสี่ยงที่สูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางในระบบการใช้มาร์จิ้นในตลาดทุนไทย ซึ่งหากราคาหุ้นมีความผันผวนสูงอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อสภาพคล่องในระบบ และทำให้เกิดแรงขายที่ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทโดยตรง แต่เป็นผลมาจากกลไกของตลาดในภาวะบีบคั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...