โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อการใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพอาจไม่ใช่ “รางวัลชีวิต” แต่คือ “ยาพิษ” ของคนทำงาน

นิตยสารคิด

อัพเดต 27 มิ.ย. 2568 เวลา 06.54 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 06.54 น.
efficiency-paradox-cover

หนังสือที่มักติดอันดับขายดีบนชั้นวางอยู่เสมอก็คือ “หนังสือประเภทฮาวทู” ว่าด้วยการใช้ชีวิตอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ หรือเทคนิคการบริหารเวลาให้คุ้มค่าที่สุด หากเปรียบชีวิตเราในปัจจุบันเป็นดั่งผลส้ม โลกทุกวันนี้ก็เต็มไปด้วยสารพัดวิธีที่จะคั้นน้ำออกมาให้ได้มากที่สุด…สุดแรงจนถึงหยดสุดท้าย

แล้วคุณล่ะ กำลังใช้ชีวิตเช่นนั้นอยู่หรือเปล่า?

ใครที่คั้นน้ำส้มออกมาได้มากที่สุดมักได้รับการยกย่อง ผู้คนต่างกระหายใคร่รู้ถึงเทคนิคในการบีบคั้นเวลาจนสุด ตารางชีวิตของผู้ที่ประสบความสำเร็จมักถูกแชร์ต่อออกไปอย่างแพร่หลาย โดยมักเริ่มต้นตั้งแต่แสงแรกของวัน อัดแน่นด้วยกิจกรรมที่เบียดเสียด และเวลาที่ถูกแบ่งสรรอย่างขึงตึง

หลายปีก่อน มาร์ก วอล์เบิร์ก (Mark Wahlberg) นักแสดงชายชาวอเมริกันชื่อดังได้เปิดเผยกิจวัตรประจำวันที่ตื่นนอนตั้งแต่ตีสองครึ่ง สวดภาวนา ออกกำลังกาย กินข้าวเช้า ตีกอล์ฟ และเข้าเครื่องบำบัดด้วยความเย็น (cryo chamber) กิจกรรมทั้งหมดนี้ เขาทำเสร็จภายในเวลาเพียง 10 โมงเช้า

(The New York Public Library/ Unsplash)

เจนนี่ โอเดลล์ (Jenny Odell) ศิลปินและนักเขียนชาวอเมริกัน เจ้าของงานเขียน Saving Time: Discovering a Life Beyond the Clock แนะนำว่า แนวคิดเรื่อง "ความมีประสิทธิภาพแบบสุดโต่ง" ซึ่งแพร่หลายมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 กำลังพาเราหลงทาง และกลายเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

เธอเสนอว่า เราควรมอง “เวลา” ไม่ใช่แค่เป็น “ทรัพยากร” แต่เป็น “แนวคิด” ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

เมื่อโรงงานถูกจับใส่ในชีวิตส่วนตัว
โลกของ “การหมกมุ่นในประสิทธิภาพ” ถือกำเนิดขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านนวัตกรรมในโรงงานช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน ภาษาของการพัฒนาตนเองก็ดูราวกับถูกถอดแบบมาจากถ้อยคำที่ใช้กับแรงงานและเครื่องจักร จนกลายมาเป็นภาษาที่ใช้กับชีวิตส่วนตัวในที่สุด

เจนนี่สะดุดใจกับวิธีที่แนวคิดเหล่านี้ถูกนำเสนอในยุคแรก ๆ “บางครั้ง ภาษาที่ใช้ก็แทบจะไม่ต่างจากที่เขียนขึ้นสำหรับในโรงงาน หรือสำหรับผู้จัดการโรงงานเลย เพียงแต่ตอนนี้มันถูกนำมาใช้ในบริบทของการพัฒนาตนเองแทน ดังนั้น ตอนนี้คุณจึงไม่ใช่แค่คนงานในโรงงาน แต่ยังเป็นผู้จัดการโรงงานของตัวเองด้วย และหน้าที่ของคุณคือการรีดเอามูลค่าสูงสุดจากทุกชั่วโมงการทำงานให้ได้มากที่สุด…ซึ่งแนวคิดนี้ก็ยังคงมีอิทธิพลอยู่จนถึงทุกวันนี้”

อิทธิพลของแนวคิดนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นในยุคที่ทุกคนไม่เพียงแต่ต้องการใช้ชีวิตให้คุ้มค่าในทุกมิติ แต่ยังถูกทำให้เชื่อว่า เราเป็นเจ้านายของชีวิตตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของนักปรัชญาชาวเกาหลีใต้ บย็อง-ช็อล ฮัน (Byung Chul-Han) ที่บันทึกไว้ในหนังสือชื่อดังของเขา เราต่างหมดไฟ ในสังคมคลั่งไคล้การทำงาน The Burnout Society ว่า “สังคมที่ยึดถือความสำเร็จและการทำงานหนักไม่ใช่สังคมเสรี เพราะมันสร้างข้อจำกัดรูปแบบใหม่ขึ้นมา…ในสังคมแห่งการบีบบังคับนี้ ทุกคนเหมือนมีค่ายแรงงานอยู่ในตัวเอง และในค่ายนั้น คนหนึ่งคนอาจเป็นทั้งนักโทษและผู้คุม เป็นทั้งเหยื่อและผู้กระทำผิด เขากำลังเอาเปรียบตัวเอง ซึ่งหมายความว่า การถูกเอาเปรียบอาจเกิดขึ้นได้ แม้ไม่ได้ถูกกดขี่จากผู้อื่น”

(Urip Dunker / Unsplash)

เจนนี่ได้ให้คำนิยามผู้ที่ทำวิดีโอเกี่ยวกับ “การตื่นนอนตอนตีสี่ การเริ่มต้นวันอย่างมีพลัง และการใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดเวลา” ว่าเป็น “พวกโปรดักทีฟสายโซเชียล” หรือ “Productivity Bros” และได้โต้แย้งแนวคิดนี้ว่า “หนึ่งในเหตุผลก็คือ คำแนะนำลักษณะนี้มักตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงที่เท่ากันในแต่ละวัน ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป”

เจนนี่มองว่า แนวคิดเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพเหล่านี้มักมองข้ามความจริงที่ว่า ผู้หญิงจำนวนมากต้องแบกรับภาระทั้งที่ทำงานและที่บ้านมากกว่าคนอื่น รวมถึงไม่คำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของแต่ละคน

“ประเด็นสำคัญคือขอบเขตของสิ่งที่เราควบคุมได้ เราอาจพยายามทำทุกอย่างให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ได้ แต่สุดท้าย คุณก็ยังต้องเจอกับข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น คุณมีทรัพยากรแค่ไหน หรือได้รับการสนับสนุนมากน้อยเพียงใด” เจนนี่กล่าวกับสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติของออสเตรเลีย

(Cai Fang / Unsplash)

เวลาไม่ใช่ทรัพยากร
ความน่าฉงนของแนวคิดเรื่อง “ประสิทธิภาพ” คือมันสามารถเปลี่ยนรูปร่างไปได้ไม่สิ้นสุด บางครั้งหมายถึงเวลา บางครั้งหมายถึงเงิน ความเร็ว ผลผลิต การเลิกจ้าง ความรับผิดชอบ ส่วนแบ่งทางการตลาด หรือแม้แต่จีดีพี (GDP)

เจนนี่เตือนว่า นี่เป็นอีกหนึ่งข้อที่เราควรระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวโน้มที่เรามักจะมองเวลาเหมือนเป็น ‘วัตถุชนิดหนึ่ง’ “เรามักคิดว่าเวลาเป็นเงิน และถ้าฉันให้เวลาเธอไปบ้าง ฉันก็จะเหลือเวลาน้อยลง แต่ถ้าเราพยายามคิดให้กว้างกว่านั้น มันจะเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับเราได้”

เจนนี่ได้ยกตัวอย่างผู้หญิงคนหนึ่งที่เธอสัมภาษณ์เพื่อเขียนหนังสือเล่มนี้ ผู้หญิงคนนี้ดูแลกลุ่มโซเชียลมีเดียสำหรับคุณแม่ที่ทำงาน ซึ่งบางคนในกลุ่มตกลงกันว่า จะผลัดกันทำอาหารเย็นให้กันและกันในแต่ละวันของสัปดาห์

แม้จะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่เรียบง่ายและใช้งานได้จริง แต่เจนนี่ชี้ว่า สิ่งนี้สะท้อนแนวคิดที่ลึกซึ้งกว่า นั่นคือ แนวคิดที่ว่า “เวลา” ไม่ใช่สิ่งที่เป็นของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ หากแต่สามารถแบ่งปันกันได้

ทั้งหมดนี้สวนทางกับความเชื่อทั่วไปที่มองว่า เราทุกคนต่างมีเวลาของตัวเองคนละ 24 ชั่วโมงแยกขาดจากกัน แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้คนสามารถแบ่งเวลาเพื่อช่วยเหลือกันได้ แสดงให้เห็นว่า “เวลา” ก็สามารถกลายเป็นทรัพยากรสาธารณะได้เช่นเดียวกับสิ่งอื่น ๆ

(Ryoji Iwata / Unsplash)

จากปัจเจกสู่สังคม และวิกฤติ “ประสิทธิภาพ” ของคนในชาติ
ความรู้สึกแย่จากการบริหารจัดการเวลาได้ไม่ดีพอ มักนำไปสู่ความรู้สึกท้อแท้หรือเหนื่อยล้าทางอารมณ์และจิตใจ จนสุดท้ายคุณค่าของคนถูกผูกติดกับ “ประสิทธิภาพ” มากกว่า “คุณภาพชีวิต” ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลพวงจากระบบเศรษฐกิจและสังคมที่ให้ค่ากับความสามารถในการผลิต มากกว่าความเป็นอยู่ของผู้คน

หากเขยิบออกมาในภาพใหญ่ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนในระดับโครงสร้างเช่นกัน กูรู มาธาวัน (Guru Madhavan) เจ้าของหนังสือ Wicked Problems: How to Engineer a Better World ได้แสดงความเห็นในหนังสือพิมพ์ Financial Times ว่า “ความแตกต่างระหว่างยาและสารพิษอยู่ที่ “ขนาดหรือปริมาณ” ที่ใช้ แนวคิดนี้ได้ใช้กับการปฏิรูปโครงสร้างในภาพใหญ่ได้โดยตรง เพราะ ‘ประสิทธิภาพ’ หากใช้เกินขนาด ก็อาจกลายเป็นพิษต่อระบบที่ตั้งใจจะพัฒนาให้กลับแย่ลงได้”

ปัจจุบัน ความหมกมุ่นกับ “ความมีประสิทธิภาพ” อย่างสุดโต่ง กลับนำไปสู่แนวโน้มที่น่าเป็นห่วง กล่าวคือ การให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่าความสามารถที่แท้จริง ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ส่งผลให้เกิดสภาวะ “หมดไฟ” ที่ใคร ๆ ต่างกำลังประสบ

เกรซ เบลกลีย์ (Grace Blakeley) คอลัมนิสต์จากนิตยสาร Tribune เสนอว่า ทางออกที่แท้จริงนั้นไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด แต่คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่หล่อเลี้ยงระบบแรงงานคนในชาติ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล และระบบขนส่ง

“ประสิทธิภาพไม่ได้เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า มันพึ่งพาความเข้มแข็ง สุขภาพ และการศึกษาของผู้คน หากเราตัดงบประมาณของโรงเรียนที่ให้การศึกษาแก่พวกเขา โรงพยาบาลที่รักษาพวกเขา และระบบขนส่งที่พาพวกเขาไปทำงาน ก็เท่ากับเรากำลังทำลายรากฐานที่จำเป็นต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไปพร้อมกัน” เกรซกล่าว

(The New York Public Library / Unsplash)

ในระบบทุนนิยมปัจจุบัน ไอเดียที่ว่ามานี้กลับกลายเป็นความยาก เพราะมันไม่สร้างผลกำไร ไม่เพิ่มตัวเลขจีดีพี และไม่สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ

คำถามสำคัญก็คือ เราจะยังคั้นน้ำส้มให้ได้มากที่สุดต่อไป หรือจะหันมามองทั้งระบบ ตั้งแต่ดินที่ปลูก สภาพอากาศ ไปจนถึงสภาพแวดล้อม เพื่อให้น้ำส้มทุกแก้วนั้นหวานอร่อยพอ ๆ กัน เพราะแท้จริงแล้ว ความมั่งคั่งของประชาชาติ (The Wealth of Nations) ของอดัม สมิธ ความมั่งคั่งนั้นคือ “คนในชาติ” ไม่ใช่ตัวเลขเศรษฐกิจ

ศาสตราจารย์สรวิศ ชัยนาม อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอทางออกจากวังวนนี้ไว้กับ The Matter ว่า “เป้าหมายก็คือการเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจการเมืองที่เน้นการสร้างกำไร เศรษฐกิจที่ถูกขับเคลื่อนโดยเชื้อเพลิง มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างกำไรสูงสุด ให้ไปสู่เศรษฐกิจการเมืองที่เน้นการสร้างคน และให้คุณค่ากับการพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจที่ดูแลผู้คน” ซึ่งเศรษฐกิจหลังทุนนิยมที่ว่านั้น ในทางวิชาการก็เริ่มมีการพูดถึงกันมากขึ้นในชื่อ Degrowth หรือ “เศรษฐกิจที่ลดการเติบโต”

ในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะในระดับปัจเจกหรือระดับโครงสร้าง “ประสิทธิภาพ” ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ และไม่ควรถูกแยกขาดออกจากเงื่อนไขทางสังคม วัฒนธรรม และทรัพยากรที่ผู้คนมีไม่เท่ากัน ความย้อนแย้งของประสิทธิภาพก็คือ มันไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง หากไร้พื้นที่ให้กับ “ความไม่มีประสิทธิภาพ” ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนในระดับปัจเจกหรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในระดับสังคม

ตราบใดที่ระบบเศรษฐกิจยังไม่ตอบสนองต่อชีวิตของผู้คน วิกฤตประสิทธิภาพนี้ก็ไม่มีวันคลี่คลายลงได้ และคำมที่แท้จริงอาจไม่ใช่ “ทำไมการเติบโตถึงหยุดชะงัก” แต่คือ “ทำไมเรายังคาดหวังให้มันเติบโต ทั้งที่เราปฏิเสธที่จะลงทุนทรัพยากรที่สำคัญที่สุดอย่าง ‘ผู้คน’”

ที่มา : หนังสือ “Saving Time: Discovering a Life Beyond the Clock” โดย Jenny Odell
บทความ “The truth about maximising efficiency” โดย Guru Madhavan
บทความ “Jenny Odell believes we're obsessed with efficiency, and it's not making us any happier” โดย Anna Kelsey-Sugg และ Bec Zajac
บทความ “How to Solve a Problem Like Productivity” โดย Grace Blakeley
บทความ “Survival Mode ในโลกของทุน มองปัญหาและหาทางออกในโลกทุนนิยม กับ ศ.สรวิศ ชัยนาม” โดย Chonticha Intachai

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

ขูดหินปูน เจ็บไหม? ราคาเท่าไหร่ ต้องทำบ่อยแค่ไหน เช็กก่อนตัดสินใจ

sanook.com
วิดีโอ

มันเริด มันจบบบ ลองยังฮะ? #gemini #ai #aitool #aiforproductivity

ฝรั่งอั่งม้อ

กัม มะ เว คะ ภาพยนตร์สยองขวัญจากความร่วมมือ ไทย และมาเลเซีย เตรียมฉาย 26 มี.ค. นี้

THE STANDARD

หวั่นซ้ำรอย! เมื่อบรรดาศักดิ์ “เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์” คล้ายอดีตกษัตริย์ผู้ชิงราชย์

ศิลปวัฒนธรรม

ทีมวิจัยญี่ปุ่นเตรียมปล่อย “ดาวเทียมไม้” ดวงแรกของโลก ความหวังใหม่ในการกอบกู้โลกจากมลพิษและขยะอวกาศ

SPACEMAN

3 มี.ค. 69 มหาฤกษ์รอบปี วันมาฆบูชา-ลักษมีชยันตี-จันทรุปราคาเต็มดวง

ThaiNews - ไทยนิวส์ออนไลน์
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...