แลนด์บริดจ์ แลกมั่นคง ? เหตุผลภูมิรัฐศาสตร์ ที่ยังไม่สมเหตุสมผล
การสร้าง แลนด์บริดจ์ มูลค่า 1 ล้านล้านบาท ส่งผลต่อ “ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์” และต้องบริหารจัดการในเชิง “รัฐศาสตร์” ระดับภูมิภาค และใช้การเจรจาพูดคุยกับหลายประเทศ นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ เราได้ยินคำว่า “ภูมิรัฐศาสตร์” หรือ Geopolitics บ่อยขึ้น และ ถูกหยิบขึ้นมาเป็นเหตุผลใหม่ในการเดินหน้าสร้างแลนด์บริดจ์
ที่ผ่านมาเรามักพูดถึงมิติเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ได้พูดถึงความมั่นคงเท่าไหร่ หากในอนาคตมีการตั้งฐานทัพทางทหาร หรือดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในพื้นที่ ส่วนนี้สำคัญมากที่จะต้องระมัดระวังในอนาคต ท้ายที่สุด อาจจะต้องช่างน้ำหนักกับชาติใดในอนาคต
“ตอนนี้ประเทศไทยประกาศสร้างแลนด์บริดจ์ เราคาดหวังว่าจะมีคนมาใช้ช่องทางนี้ แปลว่า ช่องทางเดิม ช่องแคบมะละกา อาจมีคนใช้น้อยลง แต่หากในช่วงเวลาที่แลนด์บริดจ์กำลังเดินหน้าก่อสร้าง (ซึ่งคาดว่าจะนานกว่า 5 ปี) ในระหว่างนี้ หากสิงคโปร์ เดินหน้าเจรจากับทุกชาติ และ ยืนยันให้ประเทศเหล่านี้ผ่านช่องแคบมะละกาได้ทั้งหมด …คำถามคือ แลนด์บริดจ์ของไทยใครจะใช้ประโยชน์”
รศ.ธนภัทร ชาตินักรบ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รศ.ธนภัทร ชาตินักรบ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า “ภูมิรัฐศาสตร์” หรือ Geopolitics คือ การวิเคราะห์เชิงภูมิศาสตร์ของภูมิภาค การเดินเรือ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ซึ่งจะใช้วิธีการจัดการในเชิงรัฐศาสตร์
เวลาเราพูดถึงการเดินเรือ จากมหาสมุทรหนึ่ง ไปอีกมหาสมุทรหนึ่ง โดยในปัจจุบันแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐส่วนใหญ่จะเดินทางผ่านช่องแคบมะละกา เชื่อมสิงคโปร์ มาเลเซีย หากไทยเดินหน้าแลนด์บริดจ์สำเร็จ ประเทศที่เคยได้ประโยชน์จากช่องแคบมะละกา ก็อาจได้รับผลกระทบจากส่วนแบ่งที่น้อยลง
หลังจากรัฐบาลไทยอ้างวิกฤตฮอร์มุซ เป็นตัวอย่างที่สำคัญในการเดินหน้าโครงการ อาจารย์อธิบายว่า ช่องแคบฮอร์มุซ มีการส่งน้ำมันเป็นหลัก คล้ายกับช่องแคบมะละกา แต่มีวิธีในการจัดการต่างกัน บริเวณช่อง หรือ เส้นทางที่ใช้การเดินเรือ หากถูกปิดกั้นจะส่งผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจเหมือนกัน
งบประมาณ 1 ล้านล้านบาท คุ้มหรือไม่ ?
โครงการแลนด์บริดจ์ มูลค่า 1 ล้านล้านบาท เป็นมูลค่าที่สูงมาก คำถามสำคัญ คือ หลังจากเสร็จสิ้นแล้ว จะมีคนมาใช้จริงหรือไม่ ? ไทยจำเป็นต้องพูดคุยกับหลายประเทศที่ใช้ช่องทางมะละกาเดิม เพื่อประเมินว่า สามารถเปลี่ยนใจให้ประเทศเหล่านี้หันมาใช้ แลนด์บริดจ์ ได้หรือไม่
การมีแลนด์บริดจ์มีข้อดี และถูกนำไปเทียบกับ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ที่ทำให้เรือไม่สามารถแล่นผ่านได้ หากมีวิกฤตคล้ายกันเกิดที่ช่องแคบมะละกา อาจจะทำให้แลนด์บริดจ์ เป็นทางเลือกขึ้นมาอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับชาติต่าง ๆ ที่จะแล่นเรือหรือเอาสินค้าผ่าน แต่ก็ยังมีมิติที่ต้องคิดหลายประการ
“เราจะเป็นแค่ทางเลือกจริง ๆ ใช่ไหมกับ 1 ล้านล้านบาท …เงินลงทุนมากขนาดนี้เราควรจะเป็นเส้นทางหลัก ไม่ใช่ทางเลือกหลังเกิดวิกฤต การที่เราบอกว่าอนาคตเผื่อมีปัญหาช่องแคบมะละกา และเราจะรู้ได้อย่างไรว่า แลนด์บริดจ์ที่สร้างจะไม่มีปัญหาในลักษณะเดียวกัน…”
ยังไม่นับรวมการเจรจาเงื่อนไขทางกฎหมาย เพราะหากมีแลนด์บริดจ์ การขนส่งจะใช้ทั้งทางเรือ และ ทางบก ดังนั้นอาจจะมี พิธีทางศุลกากร เข้ามาเกี่ยวข้อง มีกลไก ของกฎหมายไทยมาตรวจสอบ ซึ่งการดำเนินการต่าง ๆ เหล่านี้ต้องมานั่งดูว่า เราจะสร้างภาระเพิ่มเติมที่ยุ่งยากมากขึ้นหรือไม่ ?
ภูมิรัฐศาสตร์ เหตุผลใหม่ที่ยังไม่สมเหตุสมผล
นักวิชาการยืนยัน ว่า หลายครั้งที่มีคำแถลงออกมา การเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่มีความสมเหตุสมผลเพียงพอ ทั้งในแง่ของกระบวนการ กระบวนการศึกษาภายใน 90 วัน จะพบว่าสัดส่วนของประชาชนในพื้นที่ค่อนข้างน้อย, แผนการที่เผยแพร่ออกมา ก็ยังมีความไม่ชัดเจน และตอบไม่ได้ว่ามีกี่ประเทศที่สนใจจะมาลงทุน และใช้แลนด์บริดจ์ของไทย
ส่วนแง่ผลกระทบ ที่อาจกระทบกับความสัมพันธ์ของคนในชาติ และระหว่างประเทศ ความมั่นคงในพื้นที่สำคัญ ต้องฟังเสียงสะท้อนของประชาชนในพื้นที่ ก่อนที่รัฐบาลจะนำไปประเมินต่อว่าคุ้มค่าหรือไม่ ถัดมา การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
แต่ขณะเดียวกัน มิติความมั่นคงของอธิปไตย ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องระมัดระวัง รวมถึง มิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นานาชาติก็หวังผลประโยชน์สูงสุด
คำแถลงนโยบายของรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง เวลาแถลงหรือทำนโยบาย มีความสำคัญที่จะต้องบอกรายละเอียดสิ่งที่จะเกิดขึ้นใหม่ในประเทศ โดยเฉพาะเรื่อง โครงการแลนด์บริดจ์ ที่ไม่เคยพูดถึงเลยแต่มีการผลักดันอย่างเร่งรีบ กลายเป็นคำถามว่า มีประเด็นการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ? ประเด็นที่อาจจะต้องระมัดระวัง ทั้งความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ระมัดระวังมิติความมั่นคงมากเป็นพิเศษ
ส่วนคำถาม การพูดคุยเรื่องแลนด์บริดจ์กับจีน อาจารย์มองว่า การเจรจาพูดคุยไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องไม่เกิดลักษณะให้สิทธิประโยชน์ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมาเป็นพิเศษ และต้องเปิดเผยโปร่งใส ประชาชนสามารถตรวจสอบได้
ควรมีอะไรออกมาจากรัฐบาล หลังตั้งคณะกรรมการศึกษาแลนด์บริดจ์ 90 วัน
ในเบื้องต้นหลังผลการศึกษา 90 วันออกมาแล้ว รศ.ธนภัทร ย้ำว่า เราควรต้องเห็นเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ชัดเจน เห็นสัดส่วนความคุ้มค่าที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นกว่าเดิม และจำเป็นต้องคุยประเด็นความมั่นคงให้ชัดว่าไทยจะใช้กฎหมายในพื้นที่อย่างไร แผนการรัฐบาลระยะยาวเมื่อไหร่คืนทุน หากกระทบต่อประเด็นความมั่นคงจะทำอย่างไร
ท้ายที่สุดเราได้เตรียมแผนการรับมือกับนานาชาติที่ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์จากการทำแลนด์บริดจ์ไว้แล้วหรือยัง?