โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่ออากาศร้อนจัด ดันธุรกิจร่วงหนัก กับปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยผันผวนตามฤดูกาล

Capital

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Insight

ตอนนี้หลายคนน่าจะสัมผัสถึงอากาศที่ร้อนระอุไม่ต่างจากสถานการณ์บ้านเมือง ถึงขนาดที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งแคนาดาหรือ ECCC ออกมาบอกว่าปี 2026 มีแนวโน้มที่จะเป็น 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์เทียบเท่ากับปี 2023 และ 2025 และใกล้เคียงกับปี 2024 ซึ่งจะเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีบันทึกไว้

ประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักคือเมืองที่รายได้หลักขึ้นอยู่กับฤดูกาล อย่างประเทศไทยก็ถือเป็นหนึ่งในนั้น เพราะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของบ้านเรา นอกจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยให้เที่ยวไทยได้ตลอดทั้งปีแล้ว ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติเบาบางลง รวมถึงอีกภาคส่วนที่สำคัญอย่างการเกษตรก็เผชิญภาวะโลกร้อนจนผลผลิตตกต่ำ แม้แต่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันอย่างร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านค้าทั่วไปก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

โดยเฉพาะในปีนี้ที่มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.7% ต่ำกว่าศักยภาพการเติบโตตามธรรมชาติที่ประเมินไว้ราว 2.5-3% ต่อปี สะท้อนว่าการฟื้นตัวในระยะข้างหน้ายังเผชิญแรงกดทับจากข้อจำกัดภายในประเทศมากกว่าปัจจัยระยะสั้น

Recap ในตอนนี้จึงขอพามาฉายภาพให้เห็นว่าในช่วงหน้าร้อนนี้ นอกจากค่าไฟแพง สวนทางกับค่าแรงที่ขึ้นช้าแล้วนั้น มีภาคธุรกิจอะไรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอีกบ้าง และทางออกในหน้าร้อนที่เลี่ยงไม่ได้นี้อยู่ที่ตรงไหน

ภาคการท่องเที่ยว

กว่า 18% ของ GDP ประเทศไทยมาจากภาคการท่องเที่ยว และมีแรงงานที่อยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 3 ล้านคน แต่ช่วงเวลาท่ีคึกคักที่สุดคือไฮซีซั่นอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน เพราะเป็นช่วงเวลาที่อากาศดีที่สุด และตรงกับวันหยุดเทศกาลของคนไทยและชาวต่างชาติ เช่น วันปีใหม่ วันตรุษจีน วันสงกรานต์ ส่วนช่วงโลว์ซีซั่นลากยาวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม เพราะเป็นช่วงฤดูฝน ที่สภาพอากาศไม่แน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นช่วงที่อ่าวไทยตอนล่างอย่างเกาะพะงันและเกาะสมุย มีทะเลที่สวยและน่าไปเยือน

ไม่เพียงแต่ฤดูกาลที่มีผลต่อการท่องเที่ยวไทยเท่านั้น แต่จากข่าวเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนไทย สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และเกิดการแข่งขันสูงจากประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่นและเวียดนาม ทำให้ไทยน่าสนใจน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบเรื่องความคุ้มค่าและความปลอดภัยในประเทศอื่น ส่งผลให้ภาพรวมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปี 2025 โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวหลักอย่างจีนลดลง -7.22% และรายได้ในประเทศจากการท่องเที่ยวหดตัวถึง -2.19%

ทางออกของภาคการท่องเที่ยวคือการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก และบริการต่างๆ ให้ตอบโจทย์กับนักท่องเที่ยวคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ที่คนหนึ่งๆ ใช้ในหนึ่งทริปสูงถึง 100,000 บาท และนักท่องเที่ยวอิสราเอลยังมาไทยเพิ่มขึ้นกว่า 50% ในขณะเดียวกัน คนไทยกว่า 64% ยังหันมาเที่ยวในประเทศกันมากขึ้น และกลุ่มคนไทยที่มีศักยภาพยอมเปย์ให้กับการท่องเที่ยวทริปหนึ่งสูงสุด 9,941 บาท โดยสิ่งที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มองหาหลักๆ คือ สินค้าเกี่ยวกับ wellness, การนวดและทำสปา, แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม

ภาคการเกษตร

ภาคการเกษตรก็มีช่วงเวลาไฮซีซั่นและโลว์ซีซั่นไม่ต่างจากภาคการท่องเที่ยว เพราะผลผลิตขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศโดยตรง แม้การเกษตรจะสร้างรายได้ต่อ GDP ไทย 8-9% แต่มีแรงงานในภาคส่วนนี้ถึง 12.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 30% ของแรงงานทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นสภาพอากาศที่เลวร้าย ส่งผลให้ผลผลิตคุณภาพแย่ลงหรือเก็บเกี่ยวได้ในปริมาณที่น้อยลง เช่น ผลผลิตข้าวในปี 2567 มีแนวโน้มลดลงเหลือ 33.5 ล้านตัน ซึ่งถือว่าหดตัวลงกว่า 5-6%

ภาคการเกษตรค่อนข้างเป็นโจทย์ที่ยากในการแก้ไข เพราะมีปัจจัยมาจากสภาพอากาศและความภาวะโลกร้อนเป็นหลัก ทั้งเกษตรกร ภาครัฐ และภาคเอกชนจึงควรจับมือกันเพื่อแก้ปัญหา ทั้งการพัฒนาพันธุ์พืชที่ทนต่ออากาศร้อนได้มากขึ้น ไปจนถึงการบริหารจัดการระบบน้ำให้เพียงพอต่อการทำการเกษตรได้ทุกฤดูกาล

ธุรกิจร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านค้า

แน่นอนว่าหน้าร้อนย่อมมาพร้อมค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว จากการที่เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศต้องทำงานอย่างหนัก ท่ามกลางอุณหภูมิภายนอกที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ธุรกิจที่ต้องใช้ไฟฟ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือร้านอาหารและคาเฟ่ต้องแบกค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น นอกจากนี้ ร้านค้ารายเล็ก ก็ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งราคาข้าวของที่แพงขึ้นและค่าไฟภายในร้าน อีกทั้งอากาศที่ร้อนจัดยังส่งผลให้สินค้า โดยเฉพาะสินค้าบริโภคอย่างของยังมีโอกาสเน่าสดเสียไวกว่าปกติอีกด้วย

แต่ท่ามกลางวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่ อย่างการหันไปขายแบบเดลิเวอรีมากขึ้น เพราะอากาศที่ร้อนก็ทำให้ลูกค้าไม่อยากออกไปซื้อกาแฟหรือกินอาหารนอกบ้านและนอกออฟฟิศสักเท่าไหร่ แต่จะหันไปสั่งอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรีมากขึ้น

แม้ช่วงหน้าร้อนจะทำให้เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก ประกอบกับปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ GDP ไทยเติบโตช้า แต่ปัญหาเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หนทางที่ดีที่สุดคือการหาทางรับมือและแก้ไขให้ทุกภาคส่วนสามารถผ่านช่วงเวลานี้ไปได้แบบกระทบธุรกิจให้น้อยที่สุด

ที่มา

krungsri.com/th/research/industry/summary-outlook/thailand-industry-outlook-summary-2025-2027

today.line.me/th/v3/article/RB8P2ee

today.line.me/th/v3/article/Vx5Za05

the101.world/thai-economy-gdp-seasonal-dynamics

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...