โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กกร.ห่วงปมร้อนตะวันออกกลางทุบเศรษฐกิจไทยโตเหลือ 1.3%

The Better

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 05.56 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 06.00 น. • THE BETTER
กกร.หวั่นเศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูงขึ้นจากผลกระทบเหตุตะวันออกกลาง เชื่อรัฐบาลรับมือทุกมิติครอบคลุม มั่นใจบริหารน้ำมันมีเพียงพอไม่จำเป็นต้องกักตุน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการนร่วมเอกชน (กกร.) เปิดเผยหลังการประชุมว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก โดยราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ ในตลาดล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูงในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า

นอกจากนี้ยังกระทบการขนส่งสินค้ารวมถึงสินค้าพลังงานทางเรือ และการเดินทางทางอากาศ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งจากราคาพลังงานในประเทศซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจและครัวเรือนที่จะสูงขึ้น รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวในระยะที่เที่ยวบินที่ผ่านตะวันออกกลางถูกยกเลิก

ทั้งนี้ในเบื้องต้นทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ประเมินว่าการสู้รบในตะวันออกกลางอาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เติบโตได้เพียง 1.3%-1.6% ต่ำกว่าค่ากลางของการประเมินเดิมที่ 2.0% และต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่ 1.6%-2.0% โดย กกร. จะมีการทบทวนต่อไป

อย่างไรก็ตามกกร.ให้ความสำคัญในการเตรียมแนวทางรับมือจากผลกระทบที่เกิดขึ้นร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา กกร.ได้ร่วมประชุมหารือกับภาครัฐแต่ละหน่วยงานโดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี คุณอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมการรับมือ

รวมถึงการสร้างโอกาสจากการที่ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศที่ดี ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและการส่งออก เช่น ด้านความมั่งคงทางอาหาร (Food Security) และบริการด้านสุขภาพ (Medical Hub) เป็นต้น โดยภาพรวมหน่วยงานภาครัฐได้กำหนดมาตรการรับมือแต่ละมิติอย่างครอบคลุม อาทิ การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ การช่วยเหลือประชาชนและแรงงานไทย การบริหารจัดการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมัน ตลอดจนการบริหารต้นทุนค่าขนส่ง เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเร่งด่วน

ทางกกร. ยินดีสนับสนุนการดำเนินงานด้านต่างๆ ของภาครัฐ พร้อมทั้งช่วยสื่อสารข้อมูลและข้อเท็จจริงจากภาครัฐไปยังภาคธุรกิจและภาคประชาชน ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวางแผนรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ข้อมูลปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า ปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยอยู่ในระดับ 60 วัน ซึ่งถือเป็นระดับที่เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเหตุจำเป็นต้องกักตุน แต่ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับประเด็นความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ กลับมาอีกครั้ง ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้ Reciprocal Tariffs ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำมาตรา 122 มาใช้ชั่วคราวสำหรับ Universal Tariff ที่ 10% ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีแนวโน้มบังคับใช้ Sectoral Tariffs รวมถึง ขยายผลมาตรา 301 และ 338 ในประเด็นการสวมสิทธิ์ของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ทำให้สินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ จะเผชิญกับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า โดยปี 2568 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมีสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ กกร. มุ่งหวังว่ารัฐบาลใหม่จะใช้โอกาสจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้งในการรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไปพร้อมกับการบรรเทาผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในระยะสั้น พร้อมทั้งเร่งกระบวนการงบประมาณเพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับปรุงกฎระเบียบ เน้นเรื่องการ Upskill – Reskill แรงงานมาเข้าระบบเพิ่มเติม ตลอดจนบริหารจัดการประเด็นการต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย และมีนายจ้างที่ถูกต้องให้มีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของภาคธุรกิจ รวมทั้งเร่งสนับสนุนการลงทุนใหม่ที่ยกระดับประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการเติบโตและความสามารถในการแข่งขัน ตามแนวทาง "Reinvent Thailand"

กรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของ กกร.

%YoY

ปี 2568

ปี 2569

(ณ ธ.ค. 68 – ก.พ. 69)

ปี 2569

(ณ มี.ค. 69)

GDP

2.4

1.6 ถึง 2.0

1.6 ถึง 2.0

ส่งออก

12.9

-1.5 ถึง -0.5

-1.5 ถึง -0.5

เงินเฟ้อ

-0.1

0.2 ถึง 0.7

0.2 ถึง 0.7

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...