ท่องเที่ยวไทย 2026 ไหว-ไม่ไหว? ต่างชาติวูบ -7.22% แต่คนไทย 64% ยัง “กระหายเที่ยว”
ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ธุรกิจท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นหัวใจสำคัญ แม้ภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลง -7.22% และรายได้ในประเทศหดตัว -2.19% แต่ ตลาดคุณภาพยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางที่ใช้จ่ายสูงถึง 100,000 บาท/ทริป นทท.อิสราเอลเติบโตเกือบ 50% คาดสร้างรายได้กว่า 3.4 หมื่นลบ. ททท. เร่ง 'Airline Focus': ดึงสายการบินต่างชาติเปิดเส้นทางตรง กระจายรายได้สู่เมืองรอง ขณะที่คนไทยกว่า 64% ยัง "กระหายเที่ยว" โดยกลุ่ม Gen M ตั้งงบสูงสุด 9,941 บาท/ทริป
2 ธันวาคม 2568-ในปีที่ผ่านมา ภาคท่องเที่ยวไทย ยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วน 10% ของ GDP และคาดว่าจะสร้างมูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สะท้อนผ่านนักท่องเที่ยวจาก สิงคโปร์ อินเดีย อินโดนีเซียและออสเตรเลีย จัดให้ไทยเป็น 10 อันดับแรกสำหรับจุดหมายปลายทางในฝันปี 2026
ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยกว่า 64% ยังมีความรู้สึกอยากเดินทางมากขึ้นในปี 2026 เช่นกันนอกจากปลายทางนอกประเทศอย่าง ญี่ปุ่น แล้ว “เชียงใหม่” ยังเป็นปลายทางในประเทศยอดฮิตเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สัญญาณเตือนเริ่มดังขึ้นเมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัวลง -7.22% และรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศลดลง -2.19% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวนนี้ ททท. จึงต้องเร่งใช้ 'กลยุทธ์ Airline Focus' ดึงดูดตลาดคุณภาพสูงที่ใช้จ่ายหนักกว่า 100,000 บาท/ทริป จากกลุ่ม GCC พร้อมผลักดันไทยสู่การเป็น Wellness Hub ในอีก 10 ปีข้างหน้า
ตัวเลข 35.5 ล้านคน วัดความแกร่งภาคท่องเที่ยวครอง 10% ของ GDP
สุภกฤษฎิ์ แผนสมบูรณ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท SiteMinder ให้ข้อมูลถึงภาพรวมของธุรกิจท่องเที่ยวในปัจจุบัน พฤติกรรมและความคาดหวังของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงทิศทางของธุรกิจท่องเที่ยวในอนาคตว่า ในปี 2024 ที่ผ่านมา ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 35.5 ล้านคน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจมากกว่า 10% ของ GDP ของประเทศ และมีการคาดการณ์มูลค่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 หรืออีกไม่ถึง 5 ปีข้างหน้า
นทท.ต่างชาติหดตัว 7.22% นทท.ไทยหันเที่ยวในประเทศแต่รายได้หด 2.19%
ข้อมูลล่าสุดจากกองเศรษฐกิจกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 2 พฤศจิกายน 2025 มีทั้งสิ้น 26,889,456 คน หดตัวลง 7.22% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยนักท่องเที่ยวหลักได้แก่ มาเลเซีย, จีน, อินเดีย, รัสเซีย และเกาหลีใต้ ซึ่งรวมกันกว่า 46% เมื่อเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด
ในขณะที่การเดินทางในประเทศระหว่างเดือนมกราคม - ตุลาคมปีนี้เพิ่มขึ้น 1.40% แต่ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนคนเดินทางเพิ่มขึ้น แต่รายได้กลับหดตัวลง 2.19% อยู่ที่ 2.3 ล้านล้านบาท
จากสถานการณ์ทั่วโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลก, สงครามการค้า, หรือภัยธรรมชาติ ทำให้พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไปดังนี้
- OTA ขึ้นแท่น 'ประตูแรก': 26% ทั่วโลกค้นหาผ่าน Agoda/Booking แซงหน้า Search Engine
26% ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงเริ่มต้นการค้นหาที่พักผ่านเว็บไซต์ ออนไลน์ทราเวลเอเจนซี (OTA) อาทิเช่น Agoda, Booking.com หรือ Expedia ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการค้นหาที่พักบน OTA มากกว่าเว็บไซต์ Search Engine ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 20%
- พลัง Influencer :13%นทท.ไทยวางแผนเที่ยวจาก 'บล็อกท่องเที่ยวออนไลน์' สูงสุดในโลก
อีกหนึ่งพฤติกรรมที่น่าสนใจคือ การเริ่มต้นค้นหาที่พักจากเพื่อนหรือครอบครัวที่เติบโตขึ้นมากกว่าปีก่อนหน้า ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยก็มีการค้นหาที่พักผ่านเว็บไซต์ OTA มากถึง 27% และจากรายงานพบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวไทยกว่า 13% ที่เริ่มต้นค้นหาที่พักจากการอ่านบล็อกท่องเที่ยวออนไลน์ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก สิ่งนี้บ่งบอกว่าเรื่องเล่าจากผู้มีประสบการณ์ในการท่องเที่ยวหรือ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ยังคงมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจจองที่พักของนักท่องเที่ยวชาวไทย
- 'Superior' คือมาตรฐานโลก: 58% เลือกห้องพรีเมียม แต่ 58% ของคนไทยยังจอง 'Standard'
สำหรับประเภทห้องพักที่ได้รับความนิยมสูงจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 58% คือห้องพักประเภท Superior ขึ้นไป ซึ่งเพิ่มขึ้น 4% จากก่อนหน้านี้ ส่วน 58% ของนักท่องเที่ยวชาวไทยยังคงนิยมห้องพักประเภท Standard ซึ่งมีสัดส่วนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับความนิยมของนักท่องเที่ยวชาติอื่น ตามมาด้วยห้องพักประเภทSuperior ที่ 24% และDeluxe ที่ 22%
- 4 กลยุทธ์ 'Look-to-Book': ค้นหาบน OTA แต่เลือกจองตรงโรงแรม เพื่อหาข้อเสนอที่ดีกว่า
พฤติกรรมการเริ่มหาที่พักผ่านเว็บไซต์ OTA แต่กลับเลือกจองตรงกับโรงแรม กำลังเติบโตขึ้นทั่วโลก โดยนักท่องเที่ยวเลือกที่จะค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากการเยี่ยมชมเว็บไซต์ OTA เพราะอาจค้นพบราคาและข้อเสนอที่ดึงดูดมากกว่าจากการจองตรงกับโรงแรม ส่วนการจองห้องพักผ่านเว็บไซต์ OTA ของนักท่องเที่ยวชาวไทยนั้นลดลงมาอยู่ที่ 47% และการจองผ่านเครื่องมือ Meta Search บนเว็บ Search Engine อยู่ที่ 22% ตามมาด้วยการจองตรงทางเว็บไซต์ของโรงแรมที่ 13%
เจาะลึก 5 พฤติกรรมพลิกโฉม'นักท่องเที่ยวไทย' ปี 2026
ไฮไลท์ 1: หมุดหมายในฝันที่ถูกขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรม
- ไทยติด Top 10 ฝัน APAC: กรุงเทพฯ-ภูเก็ต ยังเป็นหมุดหมายอันดับต้นๆ ของเอเชีย
ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม 10 อันดับแรก ที่นักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อยากมาเยี่ยมเยียนมากที่สุด โดยนักท่องเที่ยวจาก สิงคโปร์, อินเดีย, อินโดนีเซีย, และออสเตรเลีย จัดให้ไทยเป็น 10 อันดับแรกสำหรับจุดหมายปลายทางในฝันที่วางแผนจะเดินทางในปี 2026
“ไทยอยู่ใน 5 อันดับสูงสุด ของนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์, 8 อันดับสูงสุด ของนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย อินโดนีเซีย และจีน ส่วนนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียนั้นจัดให้ประเทศไทยติดอยู่ใน 10 อันดับสูงสุด ส่วน กรุงเทพฯ ก็ถือเป็นเมืองหลักที่เป็นจุดหมายปลายทางติด 6 อันดับสูงสุด ของนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์กว่า 13% และ 7 อันดับสูงสุด ของนักท่องเที่ยวชาวอินเดียอีกด้วย”
- ญี่ปุ่นครองบัลลังก์: 56% ของคนไทยเลือกซามูไร เหตุผลหลักคือ 'ฟรีวีซ่า' และ 'สื่อบันเทิง'
สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยเอง ประเทศญี่ปุ่น ยังคงเป็นประเทศที่ได้รับความนิยมสูงสุดมาอย่างต่อเนื่องที่ 56% รองลงมาคือ เกาหลีใต้ 33%, จีน ที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น 27% และ สิงคโปร์ กับ ไต้หวัน 23% โดยปัจจัยที่ทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย นั่นคือการเดินทางเข้าประเทศที่ง่ายจากนโยบาย ฟรีวีซ่า และเรื่อง อาหาร, วัฒนธรรม รวมไปถึง ศิลปะ, ดนตรี, และสื่อภาพยนตร์ ที่มีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ
- พิกัดเมืองในฝันนักเดินทางไทย “ญี่ปุ่น”- “เชียงใหม่” ยังยืนหนึ่ง
เมืองที่เป็นจุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวไทยมีถึง 4 เมืองในประเทศญี่ปุ่น ที่ติด 5 อันดับสูงสุด ได้แก่ โตเกียว โอซาก้า เกียวโต และเมืองรอบภูเขาไฟฟูจิ โดยมีเพียง “โซล” ประเทศเกาหลีใต้เป็นเมืองเดียวที่อยู่นอกประเทศญี่ปุ่น
สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่วางแผนจะเดินทางไปท่องเที่ยวตามจังหวัดต่างๆ ในประเทศ พบว่า เชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่ได้รับความนิยมสูงสุดถึง 60% รองลงมาคือ พัทยา ชลบุรี 48% และ กรุงเทพฯ ที่ 30% ถึงแม้ว่านักท่องเที่ยวชาวไทยวางแผนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น แต่ตั้งใจที่จะจำกัดงบประมาณให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาที่มีความผันผวน
ไฮไลท์ 2: สู้เศรษฐกิจผันผวนด้วยความกล้าและงบประมาณที่คุ้มค่า
- กระหายเที่ยวสูงลิ่ว: 64% ของคนไทยกระตือรือร้นเดินทางในปี 2026 ทะลุค่าเฉลี่ยโลก
แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นทั่วโลก แต่นักท่องเที่ยวชาวไทยยังคงมีความกระตือรือร้นที่จะเดินทางท่องเที่ยวมากถึง 64% ในปี 2026 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 49% อย่างมีนัยยะสำคัญ โดยมีเพียง 15% ของนักท่องเที่ยวชาวไทยเท่านั้นที่มีความต้องการในการเดินทางท่องเที่ยวลดลง
- Gen M จ่ายหนักสุด: มิลเลนเนียลทุ่ม 9,941 บาท/ทริป แนะโรงแรมเร่งชู 'รวมอาหารเช้า'
และจากพฤติกรรมที่นักท่องเที่ยวชาวไทยมีความกระตือรือร้นในการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น รายงานของเราพบว่าพฤติกรรมต่างๆ มีความน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการโรงแรม ด้วย 38% บอกว่าพวกเขาวางแผนที่จะจองที่พักล่วงหน้าเพื่อให้ได้ราคาหรือข้อเสนอที่ดีกว่า, 31% บอกว่าต้องการเดินทางท่องเที่ยวใกล้บ้านมากขึ้น ในขณะที่ 29% อยากเดินทางไกลขึ้น
นอกจากนี้ยังพบว่านักท่องเที่ยวชาวไทยมีพฤติกรรมใช้จ่ายที่รอบคอบมากขึ้น โดย 32% ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยว และกว่า 21% เลือกที่จะจองที่พักแบบมีอาหารเช้าที่มีความคุ้มค่า
ทั้งนี้ กลุ่มมิลเลนเนียล (Gen M) มีการตั้งงบประมาณสำหรับการท่องเที่ยวสูงสุดที่ 9,941 บาทต่อคนต่อทริป ตามมาด้วยกลุ่ม Gen Z ที่ 9,119 บาทต่อคนต่อทริป และกลุ่ม Gen X ที่ 8,736 บาทต่อคนต่อทริป โดยที่ค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศอยู่ที่ 9,370 บาทต่อคนต่อทริป
- ยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์: 51% โอนเงินเพิ่มเพื่อ 'ดินเนอร์กูร์เมต์' หรือ 'สปา'
ข้อเสนอจากโรงแรมที่ได้รับความนิยมสูงสุดจะพบว่า 38% เลือกข้อเสนอแบบรวมอาหารเช้า ตามมาด้วยข้อเสนอในการอัปเกรดห้องพักฟรี 21% และการเช็คอิน-เช็คเอาต์ที่ยืดหยุ่น16% ส่วนความต้องการการจ่ายเงินเพิ่มแลกกับประสบการณ์ในการเข้าพักที่ดีขึ้น กว่า 51% ยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับประสบการณ์ดินเนอร์ระดับGourme หรือ "Wine tasting workshop" ตามมาด้วย 40% ยอมจ่ายเงินเพื่อสปา
“และเมื่อถามเกี่ยวกับการใช้ AI เป็นตัวช่วยเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างการพักผ่อน กว่า 49% ต้องการใช้ AI เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพในขณะเข้าพัก, 48% ต้องการใช้ AI เพื่อช่วยแจ้งเตือนก่อนที่จะใช้งบประมาณเกินที่ตั้งไว้
และหากสมมุติว่านักท่องเที่ยวชาวไทยมีพลังวิเศษในด้านการท่องเที่ยว 36% เลือกที่จะให้เจ้าหน้าที่ในโรงแรมสามารถพูดได้ทุกภาษา, 13% อยากเลือกโลเคชั่นลับที่ไม่มีใครหาเจอมาก่อน และสุดท้าย 12% อยากควบคุมสภาพอากาศได้”
ไฮไลท์ 3: AI กลายเป็นเพื่อนซี้วางแผนเที่ยว (Travel Buddy)
- 95% พร้อมใช้ AI ค้นหา: คนไทยนำโลก! ต้องการ AI ช่วย 'ติดตามราคา' และ 'จับการหลอกลวง'
นักท่องเที่ยวชาวไทยกว่า 95% หรือเรียกได้ว่าเกือบทุกคน มีการวางแผนที่จะใช้ AI เป็นตัวช่วยในการค้นหาและจองที่พักในปี 2026 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวชาติอื่นจากการสำรวจในครั้งนี้ โดยกว่า 60% ของนักท่องเที่ยวชาวไทยต้องการใช้ AI เพื่อช่วยติดตามและแจ้งเตือนราคาที่ดีที่สุด, 56% ต้องการใช้ AI สรุปข้อมูลรีวิวโรงแรม และอีกพฤติกรรมที่น่าสนใจคือ 47% ของนักท่องเที่ยวไทยต้องการใช้ AI ในการตรวจจับการหลอกลวง
ไฮไลท์ 4: ความเข้าใจและยอมรับ 'ราคาที่ยืดหยุ่น' (Dynamic Pricing)
- เข้าใจ 'Dynamic Pricing': เกือบ 80% ของคนไทยเห็นด้วย ยอมรับราคาที่เปลี่ยนตาม Demand
เกือบ 80% ของนักท่องเที่ยวไทยเห็นด้วยและเห็นด้วยอย่างยิ่งสำหรับการปรับราคาขายห้องพักแบบ Dynamic Pricing ของโรงแรมตามช่วงเวลาของความต้องการในการจองที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ 65% สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยเข้าใจและมองเห็นคุณค่าของราคาห้องพักที่มีการปรับเปลี่ยนแบบไดนามิก หรือมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะคิดว่าราคาที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นย่อมแลกมากับประสบการณ์ที่ดีขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ในการเดินทางมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น โรงแรมมีการปรับราคาสูงขึ้นเมื่อมี Event สำคัญหรือคอนเสิร์ต หรือโรงแรมมีการปรับราคาต่ำลงเมื่อเข้าสู่นอกฤดูกาลท่องเที่ยว
- กลยุทธ์ราคาแห่งอนาคต: โรงแรมไม่ควรใช้ Standard Pricing แต่ต้องอิง 'ความต้องการ' ของแต่ละตลาด
นโยบายการปรับราคาขายห้องพักของโรงแรมในปีหน้า เป็นการปรับราคาแบบไดนามิก นั่นหมายความว่าโรงแรมไม่จำเป็นต้องใช้ Standard Pricing เสมอไป ขึ้นอยู่กับแนวโน้มความต้องการของนักท่องเที่ยวแต่ละตลาดต้นทาง (Source Market) ว่าต้องการท่องเที่ยวในช่วงเวลาไหนและในพื้นที่ (Area) ไหน
“การปรับราคาขายต้องขึ้นอยู่กับความต้องการในการจองที่พัก แน่นอนว่าหลังช่วงโควิดมีความต้องการท่องเที่ยวมากขึ้นก็สามารถปรับราคาอาจจะแตะระดับ 20 - 30% แต่ ณ ปัจจุบันผ่านช่วงโควิดมานานพอสมควร และพฤติกรรมต่างๆ ของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา เช่น ท่องเที่ยวเพื่อเฉลิมฉลอง Event สำคัญของครอบครัว หรือเดินทางมาดูคอนเสิร์ตต่างๆ”
ไฮไลท์ 5: การเปิดรับ 'ประสบการณ์เฉพาะบุคคล' (Personalization) สูงกว่าใคร
- เปิดรับ Personalization: 86% เห็นด้วยให้โรงแรมใช้ข้อมูลส่วนตัวเพื่อมอบประสบการณ์ที่ตรงตามความต้องการของแต่ละบุคคลมากขึ้น
โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยมากถึง 86% มีทัศนคติที่ดีต่อการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปรับเปลี่ยนประสบการณ์ท่องเที่ยว ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอยู่ที่ 63% อย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้นักท่องเที่ยวชาวไทยต้องการมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากการเดินทางท่องเที่ยวในปีหน้ามากขึ้น
- มุ่งสู่ Wellness Hub: ไทยต้องเร่งพัฒนา Infrastructure รองรับเทรนด์ Longevity ใน 10 ปี
อนาคตปีหน้าหรือปีต่อๆ ไปไทยยังได้รับความนิยมติด Top 10 อยู่ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก และยังเห็นการเติบโตของกลุ่มประเทศยุโรปด้วย ซึ่งประเทศไทยมีระบบ สาธารณูปโภคพื้นฐาน หรือ Infrastructure รวมถึงระบบขนส่งมวลชนช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาที่ไทยมากกว่าจะเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้าน
ความต้องการในการเดินทางท่องเที่ยวไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับ 1 ยังเป็นเรื่อง อาหารและวัฒนธรรม ดังนั้นต้องทำการสื่อสาร หรือโฆษณาให้กับชาวโลกได้เข้าใจและได้ทราบมากขึ้นว่านอกจาก ผัดไทย หรือ ต้มยำกุ้ง ยังมีอาหารอื่นๆ ที่เป็นเมนูดึงดูดสำหรับชาวต่างชาติ
นอกจากนี้ ภายในอีก 10 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยเพื่อใช้บริการ Longevity หรือ Wellness ซึ่งหลายๆ โรงแรมกำลังปรับแผนรองรับ กระตุ้นและอำนวยความสะดวกให้กับนักเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางจากสนามบินเข้าไปถึงโรงแรม ห้องพัก สิ่งอำนวยความสะดวกเช่นสินค้า ชุดเครื่องใช้ Ergonomic ที่ช่วยเรื่องสรีระ ให้กับนักท่องเที่ยวได้อย่างถูกต้อง”
ททท. ตีปีก: กลยุทธ์ Airline Focus และศักยภาพตลาดคุณภาพ
หนึ่งในความพยายามกระตุ้นการท่องเที่ยวและดึงกำลังซื้อคุณภาพจากต่างชาติของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) อย่างเข้มข้นคือการใช้ กลยุทธ์ Airline Focus กับสายการบินต่างชาติเปิดเส้นทางบินตรงเพื่อกระจายตัวนักท่องเที่ยวและรายได้ไปยังเมืองท่องเที่ยวอื่นของไทย อาทิเช่น
Air Arabia: ดึงนักท่องเที่ยว 'ตะวันออกกลาง' กระเป๋าหนักลง 'กระบี่'
สายการบิน Air Arabia เปิดเส้นทางบินตรง ชาร์จาห์-กระบี่ ณ ท่าอากาศยานกระบี่ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ขยายจากชาร์จาห์-กรุงเทพมหานครและชาร์จาห์-ภูเก็ต จะช่วยเพิ่มการรองรับผู้โดยสารได้กว่า 5,220 ที่นั่งต่อเดือน เพื่อกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวคุณภาพจากตะวันออกกลาง และกระจายตัวนักท่องเที่ยวและรายได้ไปยังเมืองท่องเที่ยวอื่นของไทย อีกทั้งยังเป็นโอกาสเชื่อมต่อตลาดยุโรปและแอฟริกาเหนือสู่ภาคใต้ของไทยได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น
นายสันติ แสวงเจริญ ผู้อำนวยการภูมิภาคอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ททท. กล่าวว่า ภูมิภาคตะวันออกกลางถือเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวจากประเทศในกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือ Gulf Cooperation Council (GCC) ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, คูเวต, บาห์เรน และโอมาน มีรายได้ต่อหัวสูง นิยมการเดินทางเพื่อพักผ่อนเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวแบบครอบครัว และการเข้าพักในที่พักระดับหรู ซึ่งตรงกับจุดแข็งของประเทศไทยในด้านสินค้าและบริการคุณภาพ
โดยข้อมูลสถิติตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 มีนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยกว่า 728,340 คน โดยมีระยะพำนักเฉลี่ย 10 วัน และใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปประมาณ 100,000 บาท ทั้งนี้ คาดว่าภายในปี 2568 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคนี้มากกว่า 850,000 คน
Air France: เชื่อม 'ปารีส-ภูเก็ต' ลุยตลาดฝรั่งเศส Luxury พำนักยาว
Air France เปิดประตูสู่ภาคใต้ เส้นทาง “กรุงปารีส – ภูเก็ต” รองรับนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวคุณภาพตลาดฝรั่งเศส กลุ่มประเทศ Priority ที่มีการเดินทางเข้าไทยอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเป็นตลาดอันดับ 5 ของตลาดระยะไกลที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาประเทศไทยมากที่สุด รองมาจาก รัสเซีย, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา, และเยอรมนี ซึ่งสะท้อนว่าเป็นตลาดคุณภาพที่น่าจับตามอง
นางสาวสุลัดดา ศรุติลาวัณย์ ผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรป ททท. กล่าวว่า ททท. มุ่งรักษาการเติบโตของตลาดพร้อมมุ่งสู่การขยายฐานตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่ม Luxury ซึ่งการเปิดเที่ยวบินใหม่นี้มายังจังหวัดภูเก็ต เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมในภาคใต้ของประเทศไทย สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานดังกล่าว เนื่องจากภูเก็ตมีสินค้าการท่องเที่ยวมูลค่าสูงและกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับพฤติกรรมความสนใจของนักท่องเที่ยว พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพในกลุ่ม Luxury อาทิ สินค้า Wellness, การนวดและทำสปา, กิจกรรมล่องเรือยอร์ช นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงาม
สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวฝรั่งเศสถือเป็นตลาดศักยภาพและเติบโตสูง โดย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 23 พฤศจิกายน 2568 มีนักท่องเที่ยวฝรั่งเศสเดินทางท่องเที่ยวมายังประเทศไทย จำนวนทั้งสิ้น 710,968 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.8 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางครั้งแรก (First Visit) นิยมเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเอง (FIT) มีอัตราการใช้จ่ายต่อวันอยู่ที่ประมาณ 58,611 บาท/คน/ทริป และมีระยะเวลาพำนักที่ค่อนข้างยาวเฉลี่ยที่ 17.22 วัน จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวฝรั่งเศส ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, ภูเก็ต, กระบี่, สุราษฎร์ธานี ทั้งนี้ คาดว่าภายในปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวจากฝรั่งเศสเดินทางเข้าประเทศไทยจำนวน 846,000 คน
Arkia Israeli Airlines: เจาะ 'อิสราเอล' ตลาดฟื้นตัวแรง ดันไทยสู่ Wellness Hub
การเปิดเที่ยวบินตรงจากกรุงเทลอาวีฟ รัฐอิสราเอล เดินทางถึง ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เป็นการดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสราเอล หนึ่งในตลาดนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกลที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศ ที่มียอด Forward Booking Winter สูงสุดในช่วงเดือนตุลาคม 2568 - มีนาคม 2569
ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดอิสราเอลที่มีต่อตลาดท่องเที่ยวไทย โดยการเชื่อมต่อเส้นทางนี้จะช่วยเพิ่มทางเลือกและเสริมศักยภาพในการเดินทางของนักท่องเที่ยวคุณภาพจากตลาดอิสราเอล เพื่อรองรับความต้องการเดินทางให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น เนื่องจากโดยปกติจะมีเที่ยวบินตรงของสายการบิน El Al Israel Airlines ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติเท่านั้น
นางสาวพรศิริ ชาติพรพันธุ์ ผู้อำนวยการกองตลาดยุโรป ททท. มองว่าการเปิดเส้นทางบินตรงของสายการบิน Arkia Israeli Airlines เป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่นักท่องเที่ยวและดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากอิสราเอลสู่ไทย พร้อมกระจายรายได้สู่เมืองท่องเที่ยวหลักและเมืองน่าเที่ยวของประเทศไทยมากขึ้น
สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวอิสราเอล เป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่มีอัตราการเติบโตสูง เห็นได้จากตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 หลังจากที่มีการประกาศเปิดน่านฟ้าและมีการประกาศยุติสงคราม ส่งผลให้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 17 พฤศจิกายน 2568 มีนักท่องเที่ยวอิสราเอลเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยแล้ว 356,446 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.57 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 ซึ่งถือเป็นอันดับ 1 ของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยสูงสุดในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (Middle East) นอกจากนี้ ยังเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีอัตราการใช้จ่ายต่อวันอยู่ในระดับสูง อยู่ที่ประมาณกว่า 86,406 บาท/คน/ทริป และมีระยะเวลาพำนักที่ค่อนข้างยาวเฉลี่ยที่ 19.17 วัน
นักท่องเที่ยวอิสราเอลส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางครั้งแรก (First Visit) และจัดการเดินทางด้วยตนเอง (FIT) เดินทางมาท่องเที่ยวไทยเพื่อพักผ่อนหย่อนใจเป็นหลัก รูปแบบการท่องเที่ยวเป็นการเน้นการพักระยะยาว การใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับครอบครัว การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และการทำงานควบคู่กับการท่องเที่ยว (Digital Nomad Travel)
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวอิสราเอลเดินทางเข้าประเทศไทยจำนวนไม่น้อยกว่า 400,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 41.94 เมื่อเทียบกับปี 2567 และสามารถสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวกว่า 34,562 ล้านบาท
ในสมการความคุ้มค่า นักท่องเที่ยวไทยคือผู้กำหนดทิศทาง โดย Gen M ทุ่มงบเที่ยวสูงสุดที่ 9,941 บาททริป และมากกว่าครึ่ง (51%) พร้อมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อแลกกับประสบการณ์พรีเมียมอย่าง 'ดินเนอร์กูร์เมต์' หรือ 'สปา' สะท้อนว่าความรอบคอบในการใช้จ่ายไม่ได้แปลว่าการลดคุณภาพ แต่คือการลงทุนในประสบการณ์ที่ตรงใจ เมื่อผนวกกับความเข้าใจ Dynamic Pricing ของคนไทยเกือบ 80% และการที่ 95% หันใช้ AI