โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

คลังอินโดฯ อ้างโมเดลอิหร่าน เล็งเก็บเงินเรือสินค้าผ่าน "ช่องแคบมะละกา"

Thai PBS

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569 สำนักข่าว CNA รายงาน สถานการณ์ความมั่นคงและเศรษฐกิจทางทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ เมื่อ ปูรบายา ยูดี ซาเดวา รมว.คลังอินโดนีเซีย นำเสนอแนวคิดในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือพาณิชย์ทุกลำที่สัญจรผ่านช่องแคบมะละกา โดยแนวคิดดังกล่าวถูกเปิดเผยขึ้นในระหว่างการสัมมนาวิชาการที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันพุธที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา

ปูรบายาระบุว่า ข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเชิงรุกภายใต้การนำของ ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ที่ต้องการให้อินโดนีเซีย ยกระดับสถานะของตนเองจากการเป็นเพียงประเทศ "ชายขอบ" ขึ้นมาเป็น "ตัวแสดงหลัก" บนเวทีเศรษฐกิจและการค้าโลก

โดยมองว่า อินโดนีเซียตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ปัจจุบันเรือสินค้าและเรือขนส่งพลังงานจำนวนมหาศาล กลับสัญจรผ่านช่องแคบมะละกาไป โดยที่รัฐชายฝั่งไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงในรูปแบบของค่าธรรมเนียม ซึ่งปูรบายามองว่า เป็นเรื่องที่ควรได้รับการพิจารณาใหม่

แรงบันดาลใจสำคัญของแนวคิดนี้มาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะแผนการของประเทศอิหร่านที่จะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากพื้นที่ดังกล่าวถูกปิดกั้นและเกิดความตึงเครียดจากการโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลซึ่งเข้าสู่สัปดาห์ที่ 8 แล้ว

รมว.คลังอินโดนีเซีย มองว่า หากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลให้กับทั้ง 3 ประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่มีพื้นที่ชายฝั่งครอบคลุมช่องแคบมะละกาเป็นระยะทางที่ยาวที่สุดและมีพื้นที่กว้างขวางที่สุด

อย่างไรก็ตาม ปูรบายายอมรับว่านโยบายนี้มีความซับซ้อนและไม่สามารถดำเนินการฝ่ายเดียวได้ เนื่องจากช่องแคบมะละกาเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวทางอธิปไตยและผลประโยชน์ของหลายประเทศ หากจะมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจริง จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันจากมาเลเซียและสิงคโปร์

ซึ่งปูรบายาให้ความเห็นว่าแม้สิงคโปร์และมาเลเซียจะมีขนาดพื้นที่ในช่องแคบเล็กกว่า แต่การแบ่งสัดส่วนผลประโยชน์เป็นเรื่องที่ต้องเจรจา และย้ำว่าอินโดนีเซียต้องเริ่มคิดเชิงรุกมากกว่าเชิงตั้งรับในประเด็นทรัพยากรทางทะเล

สิงคโปร์-มาเลเซีย ไม่เห็นด้วย ย้ำให้ยึดกฎหมายสากล

ทางด้านรัฐบาลสิงคโปร์ได้แสดงท่าทีคัดค้านข้อเสนอนี้อย่างทันควัน โดยวิเวียน บาลากฤษณัน รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ ได้กล่าวกับสำนักข่าว CNBC ว่าสิงคโปร์จะไม่สนับสนุนความพยายามใด ๆ ที่จะจำกัดเสรีภาพในการเดินเรือ หรือการเรียกเก็บค่าผ่านทางในพื้นที่รอบบริเวณสิงคโปร์และช่องแคบมะละกา

วิเวียนเน้นย้ำว่า "สิทธิในการผ่านแดน" (Right of Transit Passage) เป็นสิทธิสากลที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศสำหรับทุกคน ไม่ใช่สิทธิพิเศษที่รัฐชายฝั่งจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามอำเภอใจ และไม่ใช่ใบอนุญาตที่ต้องจ่ายเงินซื้อ และยังได้ระบุถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งสิงคโปร์เป็นภาคีสมาชิก ย้ำว่าช่องแคบมะละกา สิงคโปร์ และฮอร์มุซ ล้วนเป็นทางน้ำที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน การเรียกเก็บค่าผ่านทางจะทำลายหลักการพื้นฐานของกฎหมายสากล

นอกจากนี้เขายังชี้ให้เห็นว่า ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ต่างก็เป็นประเทศที่พึ่งพาการค้าโลกเป็นหลัก การรักษาช่องแคบให้เปิดกว้างและไร้อุปสรรคจึงเป็นผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดร่วมกันของทั้ง 3 ประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีกลไกความร่วมมือไตรภาคีเพื่อดูแลความปลอดภัยและเสรีภาพในการเดินเรืออยู่แล้ว แต่ไม่ใช่เพื่อการจัดเก็บค่าธรรมเนียม

ในทำนองเดียวกัน แอนโธนี โลก รมว.คมนาคมของมาเลเซีย ได้ยืนยันจุดยืนของมาเลเซียว่า ยังคงยึดมั่นต่อเสรีภาพในการเดินเรือและการผ่านแดนผ่านช่องแคบมะละกา โดยระบุว่าในฐานะรัฐอธิปไตยและสมาชิกสภาองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) มาเลเซียมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาระบบที่ยึดถือระเบียบโลกและให้ความเคารพต่อกฎหมายสากลอย่างเคร่งครัด

"มะละกา" เส้นทางเดินเรือที่หนาแน่นที่สุดในโลก

ช่องแคบมะละกา คือทางน้ำแคบ ๆ ที่อยู่ระหว่างคาบสมุทรมลายู กับเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย มีลักษณะเป็นรูปทรงกรวยยาวประมาณ 800-900 กิโลเมตร ทำหน้าที่เป็น "ประตูเชื่อม" ระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจของฝั่งตะวันตก (ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา) เข้ากับฝั่งตะวันออก (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และอาเซียน)

ในเชิงเศรษฐกิจ ช่องแคบนี้คือเส้นทางเดินเรือที่หนาแน่นที่สุดในโลก โดยในแต่ละปีมีเรือสินค้ามากกว่า 100,000 ลำแล่นผ่าน คิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของสินค้าที่มีการซื้อขายกันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

และที่สำคัญที่สุดคือ "พลังงาน" เพราะนี่คือเส้นทางหลักที่ใช้ขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางเพื่อไปเลี้ยงเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่ในเอเชียตะวันออก หากทางน้ำนี้ถูกปิดกั้นเพียงไม่กี่วัน อาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและน้ำมันทั่วโลกทันที

ความสำคัญของช่องแคบมะละกาสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศชายฝั่ง โดยเฉพาะ สิงคโปร์ ที่ใช้ชัยภูมิอันยอดเยี่ยมบริเวณปากช่องแคบ พัฒนาจนกลายเป็นศูนย์กลางการเดินเรือและท่าเรือที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

นอกจากนี้ มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ต่างก็มีบทบาทสำคัญในการดูแลความปลอดภัยและการจัดการทรัพยากรในน่านน้ำนี้ร่วมกัน ท่ามกลางความสนใจของมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐฯ ที่ต่างต้องการมีอิทธิพลเหนือเส้นทางยุทธศาสตร์นี้

อย่างไรก็ตาม ความหนาแน่นของเรือบวกกับลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่บางจุดแคบเพียง 2.8 กิโลเมตร และมีความตื้นเขิน ทำให้ช่องแคบมะละกาเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งเรื่องความเสี่ยงจากอุบัติเหตุเรือชนกัน ปัญหามลพิษทางทะเล และภัยจากโจรสลัดที่คอยดักปล้นเรือสินค้า

ทำให้ประเทศรอบข้างต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจว่า "ทางหลวงทะเล" สายนี้จะยังคงเปิดกว้างสำหรับการค้าโลกอย่างยั่งยืน

อ่านข่าวอื่น :

“เอกนัฏ” ให้คำมั่นจะจับให้ได้ “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน

เช็ก 56 จังหวัด รับมือพายุฝนฟ้าคะนอง 23-25 เม.ย.นี้

"อนุทิน" เตรียมออกนโยบาย "ไทยช่วยไทย" สูตรใหม่ 60:40

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ผู้ประกันตน ม.39 บุก ก.แรงงาน ทวงถามสูตร CARE จี้ ‘จุลพันธ์’ นำเข้า ครม. เร่งประกาศใช้

42 นาทีที่แล้ว

ฟีฟ่ายังไม่มีแผนสลับทีมฟุตบอลโลก หลังผู้แทนฯ "ทรัมป์" เสนอให้เลือกอิตาลี แทน อิหร่าน

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คลิปอ้างอิหร่านโจมตีช่องแคบฮอร์มุซ แท้จริงเป็นการซ้อมรบในอ่าวโอมาน

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เปิดสาเหตุ "ปลาแค้" เป็นตุ่ม จากเชียงราย สู่แม่น้ำโขง จ.เลย

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ต่างประเทศ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...