โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

จุดคอขวดโลก “ช่องแคบมะละกา” ในเงาวิกฤติฮอร์มุซ

เดลินิวส์

อัพเดต 23 เม.ย. เวลา 19.42 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. เวลา 11.09 น. • เดลินิวส์
เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงจนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้จุดยุทธศาสตร์ทางทะเลทั่วโลก โดยเฉพาะช่องแคบมะละกา กลายเป็นจุดโฟกัส ของการประเมินความมั่นคงทางพลังงานและการค้าโลกใหม่

โลกยุคปัจจุบันพึ่งพาการขนส่งทางเรืออย่างมหาศาล โดยประมาณ 80% ของปริมาณการค้าโลกและ 70% ของมูลค่าการเคลื่อนย้ายผ่านเส้นทางเดินเรือหลัก ความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจโลกอยู่ที่การกระจุกตัวของการขนส่งผ่าน "จุดยุทธศาสตร์" หรือช่องแคบทางทะเลที่มีความกว้างจำกัด ซึ่งหากเกิดการหยุดชะงักเพียงจุดเดียวจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก

ช่องแคบมะละกาซึ่งมีความยาว 900 กิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย เป็นเส้นทางเดินเรือที่พลุกพล่านที่สุดในโลกสำหรับการค้าสากล ความสำคัญของช่องแคบแห่งนี้เพิ่มสูงขึ้นเป็นทวีคูณ เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากเป็นช่องทางหลักที่เชื่อมโยงแหล่งพลังงานในตะวันออกกลางเข้ากับเขตเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออก ซึ่งมีความต้องการใช้พลังงานในระดับสูง

ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซมีความรุนแรงเนื่องจากไม่มีเส้นทางเดินเรือสำรองที่สามารถรองรับปริมาณการขนส่งมหาศาลได้ ต่างจากช่องแคบมะละกาที่เรือยังสามารถอ้อมไปทางช่องแคบซุนดาหรือช่องแคบลอมบอกได้ แม้จะมีต้นทุนที่สูงกว่ามาก

วิกฤตินี้ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย โดยในช่วงกลางเดือน เม.ย. ปีนี้ มีเรือเพียง 13 ลำเท่านั้นที่สามารถเดินทางออกจากช่องแคบได้สำเร็จ ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดของอิหร่าน

เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ความสนใจทั้งหมดจึงพุ่งเป้ามาที่ช่องแคบมะละกา ในฐานะทางรอดเดียวที่เหลืออยู่สำหรับเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก ช่องแคบมะละกาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก ในปี 2568 มีเรือเดินทางผ่านช่องแคบนี้มากกว่า 102,500 ลำ เพิ่มขึ้นจาก 94,300 ลำ เมื่อปี 2567

จุดเปราะบางทางโครงสร้างและภูมิศาสตร์ความเปราะบางของช่องแคบมะละกาไม่ได้อยู่ที่ความเสี่ยงทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ข้อจำกัดทางกายภาพ: คอขวดทางธรรมชาติด้วย อาทิ ที่ช่องแคบฟิลลิปส์ (Phillips Channel) ในช่องแคบสิงคโปร์ ทางน้ำมีความกว้างเพียง 2.7 กิโลเมตร สร้างจุดบีบที่เสี่ยงต่อการเฉี่ยวชนและการติดขัด

ขณะที่ระดับน้ำในบางจุดของช่องแคบมะละกามีความลึกเพียง 25-27 เมตร จำกัดการผ่านของเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษซึ่งกินน้ำลึกมาก และปริมาณเรือที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุทางทะเลและภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำมันรั่วไหล

ความเปราะบางเหล่านี้ทำให้ช่องแคบมะละกากลายเป็น "จุดแตกหักเดียวของความเปราะบางระดับโลก" เนื่องจากหากเกิดอุบัติเหตุ หรือการปิดเส้นทางในช่องแคบมะละกา ซ้ำซ้อนกับวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทันที

ทั้งนี้ จีนจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงสุด หากเกิดความไม่มั่นคงในช่องแคบมะละกา เนื่องจากจีนต้องนำเข้าน้ำมันดิบผ่านเส้นทางนี้ถึง 3 ใน 4 ของปริมาณการนำเข้าทางทะเลทั้งหมด การปิดช่องแคบมะละกาจะส่งผลให้เกิดการขาดแคลนพลังงานในภาคอุตสาหกรรมของจีนอย่างรุนแรง และอาจนำไปสู่การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ หากมีการปิดเส้นทางยืดเยื้อเกิน 2 เดือน

ขณะเดียวกัน การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจยังซ้ำเติมความตึงเครียดในพื้นที่ ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้หรือช่องแคบไต้หวันอาจส่งผลกระทบโดยอ้อม ต่อความมั่นคงในการเดินเรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอินเดียเข้าใจและเตรียมการมาตลอด จึงมีการใช้ยุทธศาสตร์ "ปฏิเสธการใช้ทะเล" (Sea Denial) หรือการสกัดกั้นทางทะเลในพื้นที่หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ เพื่อเป็นไพ่ตายในการต่อรองทางยุทธศาสตร์กับจีน

เมื่อไม่นานมานี้ เกิดข้อโต้แย้งระดับภูมิภาคขึ้นมา เมื่อนายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รมว.คลังอินโดนีเซีย เสนอให้มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกา โดยระบุว่า ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแผนการของอิหร่าน ซึ่งต้องการเก็บค่าธรรมเนียมเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ขณะที่นายโมฮาหมัด ฮาซัน รมว.การต่างประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า การดำเนินการใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับช่องแคบแห่งนี้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทั้ง 4 ประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย เนื่องจากเรื่องนี้ “ไม่สามารถกระทำการได้ฝ่ายเดียว”

ด้านนายวิเวียน บาลากริชนัน รมว.การต่างประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า ช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์ต้องเปิดเสรีสำหรับการเดินเรือของทุกชาติ สิงคโปร์จะไม่สนับสนุนความพยายามใดก็ตาม ที่จะจำกัดการเดินเรือ หรือการเก็บค่าผ่านทาง พร้อมทั้งย้ำว่า สิทธิในการผ่านทาง เป็นหลักการพื้นฐานตามกฎหมายระหว่างประเทศ

การถกเถียงนี้แม้เกิดขึ้นและจบลงภายในเวลาอันรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า แม้วิกฤติช่องแคบฮอร์มุซสร้างแรงกดดันให้แต่ละประเทศต้องพยายามฉวยโอกาสสร้างรายได้ หรือชิงความได้เปรียบ แต่กฎระเบียบระหว่างประเทศและเสถียรภาพในภูมิภาคยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันไม่ให้ช่องแคบมะละกากลายเป็นจุดเกิดความขัดแย้งใหม่

ทั้งนี้ เรื่องช่องแคบมะละกายังมีประเด็นของภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางทะเล คือ โจรสลัดและการก่อการร้าย เพราะความแออัดของเรือในช่องแคบมะละกา และการเพิ่มขึ้นของมูลค่าสินค้า สร้างโอกาสให้กับอาชญากรรมทางทะเล แม้จำนวนเหตุการณ์จะลดลงจากการลาดตระเวนร่วม แต่ยังมีเหตุการณ์โจรสลัดและการปล้นเรือถึง 107 ครั้ง ตามสถิติเมื่อปี 2567

พื้นที่เสี่ยงภัยมักกระจุกตัวอยู่ในบริเวณทางน้ำแคบ ๆ เช่น ช่องแคบฟิลลิปส์ ซึ่งเรือต้องลดความเร็วลง ทำให้ง่ายต่อการขึ้นเรือ สะท้อนว่าความมั่นคงในช่องแคบมะละกาจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพึ่งพาระบบตรวจการณ์ที่ทันสมัย และการแบ่งปันข้อมูลแบบเรียลไทม์ระหว่างหน่วยงานรักษาความมั่นคงทางทะเลของประเทศชายฝั่ง

วิกฤติการณ์ช่องแคบฮอร์มุซสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับความมั่นคงทางทะเลโลก ช่องแคบมะละกาไม่ได้เป็นเพียงทางผ่านอีกต่อไป แต่เป็น "ป้อมปราการทางเศรษฐกิจและความมั่นคง" ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันรักษา ให้ช่องแคบมะละกามีเสถียรภาพต่อไป ในฐานะจุดยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...