โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หวัง LTV กระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ หวั่นแบงก์ยังคุมเข้ม ทำสินเชื่อกระเตื้องน้อย

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 29 มี.ค. 2568 เวลา 23.30 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

เส้นทางนักลงทุน

สมหวังซะที…สำหรับมาตรการที่ผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์รอคอยกันมานาน เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เห็นควรให้ผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือเกณฑ์ LTV เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา

โดยประเมินว่าการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV จะช่วยประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สามารถบรรเทาปัญหาอุปทานคงค้างที่อยู่ในระดับสูงได้บ้าง จึงอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้จำกัด

ขณะที่ การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินมากนัก เนื่องจากในปัจจุบันภาวะการเงินตึงตัว และสถาบันการเงินระมัดระวังในการให้สินเชื่อ ท่ามกลางสภาวะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบันชะลอตัวต่อเนื่อง และยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน

ทั้งนี้ การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ดังกล่าวเป็นการผ่อนคลายชั่วคราว เนื่องจากเกณฑ์ LTV ของไทยผ่อนคลายมากอยู่แล้วเมื่อเทียบกับต่างประเทศ และการบังคับใช้เกณฑ์ LTV ยังมีความสำคัญเพื่อดูแลมาตรฐานการให้สินเชื่อของระบบสถาบันการเงิน ช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้กู้จะได้รับสินเชื่อที่ไม่สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ รวมถึงลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินที่จะมาจากการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์

โดยกำหนดสาระสำคัญดังนี้ 1.กำหนดให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันเป็นร้อยละ 100 สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ทั้งกรณี (1) มูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และ (2) มูลค่าหลักประกันตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 1 เป็นต้นไป

2.การผ่อนคลายนี้ให้เป็นการชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

การตัดสินใจของธปท.ครั้งนี้้เป็นการตอบสนองโดยตรงต่อความซบเซาอย่างต่อเนื่องในภาคอสังหาริมทรัพย์ และมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาปัญหาสินค้าคงค้างที่ยังไม่ได้ขายจำนวนมาก

การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ในครั้งนี้ แตกต่างจากเกณฑ์ LTV ปกติ คือเป็นการเพิ่มเพดานของการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยให้สูงขึ้นเป็น 100% (กู้ได้เต็มมูลค่าหลักประกัน) แทนเพดานเดิมที่ 70-90%

อย่างไรก็ดี วงเงินกู้ที่จะได้รับอนุมัติขึ้นอยู่กับดุลพินิจของสถาบันการเงินที่จะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้และคุณภาพของลูกหนี้ประกอบด้วย ซึ่งอาจไม่ได้นำไปสู่การได้รับวงเงินสินเชื่อเต็มเพดานที่ 100% ของมูลค่าหลักประกัน

การผ่อนคลาย LTV ดังกล่าวจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ น่าจะช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่น และช่วยลดสินค้าคงค้าง หรือสต๊อกของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีสินค้าพร้อมขายลงได้บ้าง

ประสิทธิภาพของมาตรการจะเริ่มเห็นผลตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ไปจนถึงไตรมาส 2 ปี 2569 โดยแนวโน้มธุรกรรมการซื้อที่อยู่อาศัยที่ได้รับประโยชน์จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วย

ข้อมูลของแผนกวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย ณ สิ้นปี 2567 พบว่า ในเขตกรุงเทพฯ มีซัพพลายคอนโดฯ อยู่ระหว่างการขาย 63,805 ยูนิต มูลค่า 458,394 ล้านบาท แบ่งเป็น กลุ่มราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท 57,245 หน่วย สัดส่วน 89.71% ราคามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป 6,560 หน่วย สัดส่วน 10.28%

และมีบ้านจัดสรรอยู่ระหว่างขาย 29,069 ยูนิต มูลค่า 301,457 ล้านบาท แบ่งเป็น ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท จำนวน 19,230 หน่วย สัดส่วน 66.15% ราคามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป 9,839 หน่วย สัดส่วน 33.84%

มาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ที่จะได้รับปัจจัยบวกจากการปรับเกณฑ์ LTV มีจำนวน 92,874 ยูนิต รวมมูลค่า 759,851 ล้านบาท รวมทั้งส่งผลดีต่อภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในพื้นที่ปริมณฑลและจังหวัดยุทธศาสตร์ที่ยังรอการขายอีกมากกว่า 100,000 หน่วยทั่วประเทศ มูลค่ารวมมากกว่า 1 ล้านล้านบาท

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วนต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ราว 4.3% อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจอื่น ๆ เช่น ของตกแต่งบ้าน, เฟอร์นิเจอร์, วัสดุ-รับเหมาก่อสร้าง, บริการ ฯลฯ ที่จะได้รับอานิสงส์ในเชิงบวกต่อเนื่องไปด้วย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า มาตรการ LTV ที่ผ่อนคลายจะช่วยหนุนอัตราการเติบโตของสินเชื่อบ้านปี 2568 เพิ่มเติมอีกประมาณ 0.1-0.2% เมื่อเทียบกับคาดการณ์เดิม โดยมองว่ามาตรการดังกล่าวสำหรับสัญญาสินเชื่อบ้านที่ 2-3 จะช่วยกระตุ้นโอกาสการปล่อนสินเชื่อใหม่ โดยเฉลี่ยในกลุ่มลูกค้ารายได้ระดับกลาง-บน ที่สถาบันการเงินสามารถจัดการความเสี่ยงด้านเครดิตได้

อย่างไรก็ตาม คาดสินเชื่อในระบบแบงก์ไทยในปี 2568 ยังฟื้นตัวในกรอบจำกัดสอดคล้องกับเศรษฐกิจในภาพใหญ่ที่ฟื้นตัวช้า ซึ่งยังคงมีผลต่อรายได้ อำนาจซื้อ และหนี้สินภาคครัวเรือนไทย

หลังการผ่อนคลายมาตรการ LTV มีความคาดหมายว่าภาคอสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัว ขณะที่สินเชื่อในระบบแบงก์ไทยจะเติบโต 0.6-0.7% เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนหน้าที่จะออกมาตรการที่ 0.5% และดีกว่าในปี 2567 ซึ่งมีการเติบโตต่ำสุดที่ 0.3% ต่ำสุดในรอบ 23 ปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...