เจาะลึก "อุตสาหกรรมค้าข้าวไทย"
นโยบายหาเสียงพรรคการเมือง กรณีทบทวนหลักเกณฑ์การสต็อกข้าว หวังเพิ่มการแข่งขันด้านราคา จากการมีผู้ค้าข้าวรายใหม่เข้าสู่ตลาด ส่งผลดีต่อเกษตรกร แต่สภาพโครงสร้างตลาด ในอุตสาหกรรมการค้าข้าว ทำให้ การทบทวนระเบียบภาครัฐเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่คำตอบของปัญหาทั้งหมด
สต็อกข้าวสารข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ของสหกรณ์การเกษตร เกษตรวิสัย จำกัด ที่เตรียมส่งมอบให้กับผู้ส่งออก เพื่อส่งข้าวไปยังยุโรปและสหรัฐอเมริกา บุญเกิด ภานนท์ ผู้จัดการสหกรณ์ฯ เปิดเผยว่า แต่ละปีสหกรณ์ฯ ต้องรวบรวมข้าวเปลือกหอมมะลิ 100,000 ตัน เพื่อแปรรูปเป็นข้าวสารราว 50,000 ตัน ส่งขายทั้งในและต่างประเทศ ผ่านผู้ส่งออกหลาย 10 บริษัท
ในทางปฏิบัติ การส่งออกข้าวไม่ว่าจะเป็นเอกชน สหกรณ์ หรือวิสาหกิจชุมชน จำเป็นต้องมีสต็อกข้าวไว้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับคู่ค้าว่าสามารถส่งสินค้าได้ตามคำสั่งซื้อ ขณะเดียวกัน การมีสต็อกยังช่วยให้สหกรณ์สามารถกำหนดราคาซื้อขายล่วงหน้าได้ให้สอดคล้องกับดีมานด์และซัพพลายในตลาดต่างประเทศ
สอดคล้องกับ โรงสีข้าวขนาดใหญ่ พื้นที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ซึ่งอยู่ระหว่างการขนข้าวสารจำนวนกว่า 40 ตัน เพื่อเตรียมส่งออกไปยังประเทศลาว โดย จำเริญ ณัฐวุฒิ ผู้ประกอบการโรงสีข้าว ยอมรับว่า ในแต่ละปีต้องสต๊อกข้าวสารมากกว่า 20,000 - 30,000 ตัน และข้าวเปลือกอีก 30,000 - 50,000 ตัน เพื่อใช้ในการสีข้าวส่งขายให้กับผู้ส่งออกได้ต่อเนื่อง เนื่องจากต้องเดินเครื่องสีข้าววันละกว่า 1,000 ตัน หากสต๊อกมีไม่เพียงพอจะเสียโอกาสการค้าและต้นทุนการผลิต
ผู้ประกอบการรายดังกล่าว ย้ำว่า หลักเกณฑ์การสต็อกข้าวเป็นเรื่องปกติที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้กระทบ หรือเป็นภาระของผู้ประกอบการค้าข้าวทั้งระบบ
ห่วงโซ่อุตสาหกรรมส่งออกข้าวไทย
สำหรับห่วงโซ่อุตสาหกรรมส่งออกข้าวไทย ประกอบด้วย เกษตรกร โรงสี และผู้ส่งออกข้าว ในแต่ละปีจะมีเม็ดเงินในอุตสาหกรรมข้าวไทยมากกว่าปีละ 140,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตในแต่ละปี โดยเงินจำนวนนี้จะถูกกระจายตัวไปยังภาคส่วนต่างๆ เริ่มตั้งแต่ชาวนาในฐานะผู้ผลิต โรงสีที่รับซื้อ ไปจนถึงผู้ส่งออกที่รับซื้อจากโรงสีเพื่อส่งไปประเทศต่าง ๆ อีกต่อหนึ่ง
ปัจจุบัน ตลาดส่งออกข้าวไทยมีผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทจดทะเบียนมากกว่า 100 บริษัท และมีรายใหญ่ราว 10 บริษัท ที่สามารถส่งออกข้าวได้ปีละหลักแสนตัน ในจำนวนนี้หากมีผู้เล่นเพิ่มมากขึ้นก็จะยิ่งส่งผลดีต่อราคาข้าวในประเทศที่อาจจะสูงขึ้นตามอำนาจการต่อรองและตลาดเสรีตามกลไกตลาดไม่มีการกดราคา
อย่างไรก็ตาม หากมองภาพรวมตลาดค้าข้าวทั่วโลก อินเดีย ครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดเกือบ 40% ของมูลค่าการค้าข้าวทั่วโลก รองลงมา ได้แก่ เวียดนาม และไทย ตามลำดับ
เทรนด์ผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์โลก 6 กลุ่ม
ขณะเดียวกัน รายงานพฤติกรรมผู้บริโภคข้าวโลกกำลังเปลี่ยนไปสะท้อน 6 กลุ่มผู้บริโภคโลก หันมาสนใจสุขภาพและรับผิดชอบสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงเป็นโอกาสสำคัญของตลาดข้าวเฉพาะทางที่ให้คุณค่าทางโภชนาการ เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งตลาดส่งออกข้าวเฉพาะทาง มีปริมาณปีละ 100,000 - 150,000 ตัน แต่มีมูลค่าต่อตันสูงกว่าข้าวปกติ 2-3 เท่าตัว หรือ 3-5% ของมูลค่าการส่งออกรวม โดยมีตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ และยุโรป รวมทั้งตลาดเอเชีย บางส่วน
5 เสือผู้ส่งออกข้าวไทย
แม้ข้อจำกัดกฎระเบียบอนุญาตค้าข้าวมีเงื่อนไขสต็อกข้าวขั้นต่ำที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อาจทำให้ตั้งคำถามได้ว่าแม้ไทยจะมีผู้ประกอบการส่งออกข้าวรายเล็ก รายใหญ่ รวมกันมากกว่า 1,000 ราย แต่สัดส่วนการส่งออกส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในมือ "5 เสือผู้ส่งออกข้าว" ได้แก่ เอเซีย โกลเด้น ไรซ์ ผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 15-18% รองลงมา ได้แก่ นครหลวงค้าข้าว เจียเม้ง และข้าวซีพี รายชื่อผู้ค้าข้าวเหล่านี้ถือเป็นเบอร์เก่าแก่ในวงการค้าข้าวเป็นผู้กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมข้าวไทย
ขณะที่ ในยุคหลังสิ้นสุดโครงการรับจำนำข้าว "ธนสรร ไรซ์" กลายเป็นผู้ค้าข้าวที่มาแรงที่สุดในตลาด เพราะมีเครือข่ายโรงสีและโกดังเก็บข้าวที่ทันสมัย พร้อมทำนโยบายกล้าได้กล้าเสีย เช่น การประมูลงานใหญ่ ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งโครงการข้าว 10 ปี ของรัฐบาลจึงอาจกล่าวได้ว่า การส่งออก"ข้าวสาร" ในปัจจุบัน รายใหญ่ที่มีความพร้อมของธุรกิจ ทั้งสภาพคล่องทางการเงินและระบบลอจิสติกส์ รวมถึงเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ ยังมีความได้เปรียบ และการกำหนดเกณฑ์สต็อกข้าวอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ทำให้รายใหม่มีโอกาสมากขึ้น
เมียนมาส่งกลับชาวจีน 300 คน วันละ 6 เที่ยวบิน กลับประเทศผ่านไทย
สรุปราคาทองคำ 20 ม.ค.2569 ผันผวน 18 ครั้ง บวก 550 “รูปพรรณ” ทะลุ 7 หมื่นบาท
สำรวจเนิน 350 จ.สุรินทร์ หลังเสียงปืนสงบ-ไม่มีอุโมงค์ลับ