'อาสาส้ม' หรือ 'อาสาเสี่ยง'? ยุทธศาสตร์เพ้อฝันบนความไร้เดียงสา
พรรคประชาชนเพิ่งผ่านพ้นพายุการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มาด้วยสภาพที่สะบักสะบอมพอสมควร ตัวเลข 118 ที่นั่งพร้อมตำแหน่งพรรคอันดับสอง คือเครื่องยืนยันชั้นดีว่า "กระแสส้ม" ที่เคยเป็นแรงส่งสำคัญในอดีตได้จางหายไปเกือบหมดสิ้น
สิ่งที่เหลือทิ้งไว้คือโจทย์ใหญ่เรื่องความพ่ายแพ้ในพื้นที่เขต ซึ่งพรรคพยายามแก้เกมด้วยยุทธศาสตร์สร้างเครือข่าย "อสส." หรือ "อาสาส้ม" ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อหวังงัดกับอิทธิพลของ "บ้านใหญ่" ที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน
แต่ยุทธศาสตร์ดังกล่าวกำลังเผยให้เห็นถึงความเพ้อฝันที่แทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
การวิเคราะห์ว่าพ่ายแพ้เพราะ "ระบบอุปถัมภ์ผ่านเครือข่ายบ้านใหญ่" สะท้อนชัดว่าแกนนำพรรคมองการเมืองผ่านทฤษฎีมากกว่าข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพราะในความเป็นจริง ระบบที่ถูกตีตรานี้คือ "กลไกความอาทร" ที่ชาวบ้านพึ่งพาอาศัยกันมานาน ตั้งแต่บรรเทาทุกข์ยามน้ำท่วม ไปจนถึงการดูแลภาระหนี้สินส่วนบุคคล
นี่คือ "ธรรมาภิบาลแบบถึงลูกถึงคน" ที่ซื้อไม่ได้ด้วยวาทกรรมสวยหรู เมื่อกระแสจางหายไปในปี 2569 สิ่งที่ปรากฏชัดคือ "เนื้อแท้" ของตัวบุคคลที่พึ่งพาไม่ได้ในยามยาก จนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในที่สุด
การสร้าง "อาสาส้ม" ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ย่อมเกิดคำถามว่าจะมีใครสละเวลามาทำงานให้พรรคฟรีๆ ได้จริง?
เมื่อพิจารณาจากภารกิจที่พรรคมอบหมาย ตั้งแต่การเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวังการทุจริต การทำหน้าที่ "กระบอกเสียง" ชี้แจงนโยบายระดับหมู่บ้าน ไปจนถึงการเก็บข้อมูลพื้นฐานของชาวบ้านเพื่อนำมาวิเคราะห์การเมืองเชิงลึก ล้วนเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งเวลาและความทุ่มเทอย่างสูง
หากคนเหล่านั้นไม่ใช่กลุ่มที่มีอุดมการณ์จนลืมปากท้อง ก็เสี่ยงที่จะเป็นกลุ่ม "วาระซ่อนเร้น" ที่ใช้เสื้อส้มเป็นใบเบิกทางสร้างบารมี หรือแสวงหาผลประโยชน์ในพื้นที่แทน เพราะอาสาฟรีที่ไม่มีผลตอบแทนในระดับฐานราก เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในการเมืองไทย
สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ "ความเสี่ยง" ที่พรรคจะควบคุมตัวละครเหล่านี้ไม่ได้ ดังบทเรียนราคาแพงจากตัวผู้สมัคร สส. ของพรรคเอง ทั้งคดีฟอกเงิน เว็บพนันออนไลน์ ไปจนถึงคดีฉาวทางเพศที่ศาลพิพากษาจำคุก
หากพรรคไม่สามารถคัดกรองแม้กระทั่งคนระดับ สส. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดรับอาสาสมัครนับหมื่นคนมาทำหน้าที่ "ตัวแทนพรรค" ในชุมชน จะไม่ยิ่งเป็นการเปิดประตูรับกลุ่มอิทธิพลสีเทาเข้ามาสวมรอยใช้ชื่อเสียงพรรคเป็นเกราะคุ้มกันผิดกฎหมายหรือ?
ยุทธศาสตร์“อาสาส้ม” สะท้อนการแก้ปัญหาแบบ "ทางลัด" แทนที่จะบ่มเพาะผู้สมัครให้ฝังตัวกับชาวบ้าน พรรคกลับเลือกสร้างกองทัพอาสาขึ้นมาสู้กับบ้านใหญ่ที่ดูแลพื้นที่มานานหลายสิบปี
พรรคอาจลืมบทเรียนเรื่อง "หมู่บ้านเสื้อแดง" ที่เคยสร้างรอยร้าวและจุดชนวนความแตกแยกในชุมชน การฝังตัวละครทางการเมืองลงไปในหมู่บ้านเช่นนี้ คือการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำไป และมองข้ามสติปัญญาประชาชนที่ย่อมดูออกว่าใครเข้ามาด้วยความจริงใจ หรือใครเข้ามาเพียงเพราะหน้าที่ชั่วคราว
ขณะเดียวกัน วาทกรรมที่ว่า "สส. ไม่มีหน้าที่พัฒนาจังหวัด แต่มีหน้าที่ออกกฎหมาย" ได้กลายเป็นดาบที่ย้อนมาทิ่มแทงความนิยมของพรรคเอง ในสังคมไทย สส. คือผู้แทนที่ต้องพึ่งพาได้ในทุกมิติ การตัดขาดสายสัมพันธ์นี้ด้วยข้ออ้างทางกฎหมาย คือช่องว่างสำคัญที่ทำให้บ้านใหญ่เข้าไปเติมเต็มได้ง่ายขึ้นและมั่นคงกว่าเดิม
ความดื้อรั้นที่จะกอดอุดมคติบนกระดาษมากกว่าการก้มลงมองดิน คือสัญญาณเตือนภัยว่าพรรคประชาชนกำลังก้าวเข้าสู่ "ยุคเสื่อมถอย" อย่างเต็มรูปแบบ ยุทธศาสตร์ “อาสาส้ม” คือการเดินหมากที่ขาดความเข้าใจในโลกการเมืองที่สุดเท่าที่เคยมีมา
บทเรียนสีเทาจากอดีตไม่เคยสร้างความตระหนักรู้ให้พรรคได้เลย ความตกต่ำนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่ออาสาสมัครนับหมื่นกลายเป็น "ระเบิดเวลา" กระจายอยู่ทุกหมู่บ้าน เมื่อแบรนด์สีส้มถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ พรรคจะเหลือเครดิตอะไรไปพูดเรื่องความสะอาดบริสุทธิ์ได้อีก?
การพยายามสู้กับระบบอุปถัมภ์ด้วยกองทัพอาสาที่ยังขาดระบบคัดกรองที่วางใจได้ คือการการันตีความพ่ายแพ้ล่วงหน้า เพราะขนาดระดับตัวแทนพรรคที่ต้องสกรีนอย่างหนัก ยังปล่อยให้คนสีเทาหลุดรอดเข้าไปสร้างมลทินได้ ยิ่งเมื่อขยายจำนวนเป็นหมื่นคน อุดมการณ์ที่จับต้องไม่ได้จะกลายเป็นเพียงเศษผงที่ปลิวหายไป
ผลการเลือกตั้งปี 2569 คือคำพิพากษาที่บอกชัดว่า ประชาชนต้องการคนที่เข้าใจหัวใจของความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่คนที่ขังตัวอยู่กับทฤษฎี หากพรรคยังเดินหมากผิดซ้ำซาก ความล่มสลายทางการเมืองก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม.
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์