กมธ.การเมืองถกแก้ กม.ไทยพีบีเอส "อนุสรณ์" จี้ รบ.ตอบทำไมโฟกัสแค่ 4 กองทุน
วันนี้ (29 ต.ค.2569) คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน พิจารณาร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส เพื่อพัฒนากลไกการดำเนินงานของสื่อสาธารณะ
โดยเชิญผู้แทนสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทน กสทช. เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน คณะผู้ร่างกฎหมาย ส.ส.ท. และผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เข้าชี้แจง
อย่างไรก็ตาม นายศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้เสนอแก้ไขร่างกฎหมาย ไม่ได้เข้าร่วมประชุม
สภาฯ เปิดความเห็น 2 ฝ่าย ปมเปลี่ยนแหล่งเงินองค์กร
ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรชี้แจงหลักการและเหตุผลของการเสนอร่างกฎหมาย รวมถึงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งดำเนินการผ่านเว็บไซต์และการส่งหนังสือสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง ไทยพีบีเอส กรมสรรพากร และสมาคมนักข่าวต่าง ๆ
ความเห็นที่ได้รับแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง
ฝ่ายสนับสนุนเห็นว่าการปรับแหล่งเงินเข้าสู่ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีจะช่วยสร้างความเป็นเอกภาพทางกฎหมายและเสริมวินัยการเงินการคลังของประเทศ รัฐบาลสามารถบริหารจัดสรรงบประมาณตามความจำเป็นได้ยืดหยุ่นขึ้น ขณะเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรจะมีโอกาสตรวจสอบความคุ้มค่าและความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินขององค์กรเหล่านี้เป็นประจำทุกปี
ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกังวลว่า การเปลี่ยนแหล่งเงินอาจกระทบหลักประกันความเป็นอิสระขององค์กร เปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองหรือผู้มีอำนาจใช้กลไกจัดสรรงบประมาณกดดันหรือแทรกแซงการทำงาน รวมถึงส่งผลต่อการนำเสนอข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และการรายงานประเด็นที่กระทบต่อกลุ่มเปราะบาง
นายกรณ์ ศินารักษ์ ณ จำปาศักดิ์ นิติกรชำนาญการพิเศษ กล่าวถึงความเห็นเพิ่มเติมจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ซึ่งมองว่า หากไทยพีบีเอสได้รับเงินผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะเป็นประโยชน์ต่อรัฐในการกำกับดูแลและตรวจสอบการใช้จ่ายให้เป็นไปตามภารกิจขององค์กร โดยใช้กระบวนการจัดสรรงบประมาณเป็นกลไกสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ อีกทั้งยังสามารถพิจารณาจัดสรรเงินตามความจำเป็นเร่งด่วนและภารกิจของประเทศในภาพรวม
"อนุสรณ์" ถามไทยพีบีเอสผิดวินัยการคลังหรือไม่
นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร สส.พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการคนที่ 1 ตั้งคำถามถึงข้ออ้างเรื่องวินัยการเงินการคลัง โดยเห็นว่าควรพิจารณาให้ชัดเจนว่า กฎหมายไทยพีบีเอสขัดต่อหลักวินัยการเงินการคลังตามมาตรา 82 จริงหรือไม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเปรียบเทียบกับเงินนอกงบประมาณทั้งหมด ยังมีหน่วยงานอื่นที่มีเงินนอกงบประมาณในวงเงินสูงเช่นกัน จึงควรพิจารณาโครงสร้างเงินนอกงบประมาณทั้งระบบ ไม่ใช่มุ่งแก้ไขเฉพาะองค์กรบางแห่ง
นายอนุสรณ์ ยังตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับนี้เป็นพิเศษ และการนำเงินเข้าสู่ระบบงบประมาณจะช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานของไทยพีบีเอสได้อย่างไร
เนื่องจากภารกิจหลักของสื่อสาธารณะคือการตรวจสอบการทำงานของรัฐและนำเสนอข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบ จึงต้องพิจารณาด้วยว่าการเปลี่ยนแหล่งเงินจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพและความเป็นอิสระในการบริหารงานหรือไม่ โดยเฉพาะหากกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายยังขาดการวิเคราะห์ผลกระทบที่รอบด้าน
"เอกราช" เสนอพิจารณาควบรวมไทยพีบีเอสกับกองทุนสื่อ
นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน ตั้งคำถามเกี่ยวกับกฎหมายทุนหมุนเวียนและแนวทางจัดหาเงินสำหรับองค์กรที่ได้รับผลกระทบจากการแก้ไขกฎหมาย โดยยกกรณีกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งมีสถานะเป็นทุนหมุนเวียน
พร้อมสอบถามว่า หากมีการเปลี่ยนแหล่งเงินของ 4 องค์กร จะสามารถจัดสรรเงินจากกองทุน กปทส. มาใช้สนับสนุนการดำเนินงานได้หรือไม่ และมีความเป็นไปได้เพียงใดที่จะควบรวมไทยพีบีเอสกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อแบ่งภารกิจและสนับสนุนการทำงานของสื่อท้องถิ่น โดยต้องพิจารณาผลกระทบต่อวงเงินงบประมาณที่จะได้รับด้วย
ด้านนายเทินพันธ์ แพนสมบัติ ตัวแทนผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ชี้แจงว่า นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกองทุนฯ และเห็นว่าการควบรวมระหว่างไทยพีบีเอสกับกองทุนฯ อาจดำเนินการได้ โดยปัจจุบันกองทุนมีเจ้าหน้าที่ไม่เกิน 60 คน
ในมุมของผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อ การรวมองค์กรไม่ใช่เรื่องที่ขัดกับหลักการ หากสามารถจัดระบบการทำงานให้เหมาะสม เพราะทั้ง 2 หน่วยงานมีภารกิจเกี่ยวข้องกับสื่อและการบริหารงบประมาณกับทรัพย์สิน อย่างไรก็ตาม หากจะดำเนินการจริง จำเป็นต้องแบ่งภารกิจและงบประมาณให้ชัดเจน โดยผู้ชี้แจงระบุว่าไม่สามารถให้คำตอบแทนผู้บริหารเกี่ยวกับแนวทางดังกล่าวได้
สภาฯ แจงปมรับฟังความเห็น ยืนยันตัดยอดเที่ยงคืน 14 ต.ค.
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือกระบวนการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของเว็บไซต์หลังปิดรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 14 ต.ค. พร้อมสอบถามว่า ความคิดเห็นที่ปรากฏเพิ่มเติมหลังจากนั้นจะถูกนำไปพิจารณาอย่างไร และการวิเคราะห์ความคิดเห็นเพื่อประกอบการจัดทำรายงานมีหลักเกณฑ์แบบใด
นายสัณห์ชัว สินธุวงษ์ ตัวแทนสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงว่า การวิเคราะห์ความคิดเห็นใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์รับฟังความคิดเห็น รวมถึงหนังสือแสดงความคิดเห็นที่หน่วยงานต่าง ๆ ส่งเข้ามา ก่อนนำมาประมวลและจัดทำเป็นรายงาน
ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรยอมรับว่า เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการปิดรับฟังความคิดเห็นในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 14 ต.ค. แต่กลับมีความคิดเห็นเพิ่มเติมปรากฏขึ้นภายหลัง
พร้อมยืนยันว่ากระบวนการดังกล่าวไม่ขัดต่อหลักเกณฑ์ เพราะกฎหมายกำหนดให้เปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน อย่างไรก็ตาม การประมวลผลเพื่อจัดทำรายงานจะนับเฉพาะความคิดเห็นที่ได้รับภายในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 14 ต.ค.เท่านั้น
อ่านข่าว :
"ทรงศักดิ์" ชี้ฝ่ายค้านมีสิทธิ ขออภิปราย ม.152 ก่อน ม.151 ขอเห็นใจรัฐบาล-นายกฯ มีภารกิจ
มท.1 เซ็นเพิกถอนสัญชาติไทย "โจเซฟ เฮม แคนเตอร์" ชี้ฝ่าฝืนเงื่อนไขแปลงสัญชาติ
กลาโหมยัน สมช. ไม่ได้เตือนประชาชน สำรองอาหาร-เวชภัณฑ์ 72 ชม. รับมือขัดแย้งตะวันออกกลาง