อดีตทูตจี้รัฐบาลมองไกล อย่าทำการต่างประเทศกับเพื่อนบ้านเพื่อคะแนนเสียง
เสวนา “ประเทศไทย กับสงครามและ สันติภาพของโลก” อดีตทูต เสนอไทยทบทวนแนวทางการต่างประเทศกับเพื่อนบ้าน ยึดสิทธิมนุษยชน-ความเป็นอารยะ ชี้ เกลียดประเทศรอบข้างไม่ใช่การรักชาติ ถามนายกฯ อยากให้โลกจดจำในฐานะ “รัฐบุรุษ” หรือ “นักการเมืองที่ต้องการอยู่ในอำนาจ”
16 ส.ค. 2569 ในงานเสวนาหัวข้อ “ประเทศไทย กับสงครามและ สันติภาพของโลก” จัดโดย สถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ในงานครบรอบ 81 ปี วันสันติภาพไทยโดย พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา เสนอให้ไทยทบทวนแนวทางการต่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยระบุว่า แนวทางการทูตและการต่างประเทศ นอกจากยึดผลประโยชน์ชาติแล้ว ยังต้องมีหลักการสิทธิมนุษยชนและความเป็นอารยะสง่างาม ไม่เช่นนั้นไทยก็จะเป็นนักฉวยโอกาสในสายตาประเทศอื่น พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงแสดงน้ำพระราชหฤทัยต่อผู้ลี้ภัยจากกัมพูชาในอดีต ซึ่งทำให้ไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติ โดยมองว่าการแสดงออกดังกล่าวสะท้อนว่า ความเป็นอารยะสามารถกลายเป็นพลังทางการทูตของประเทศได้
“เราอยากให้คนมองประเทศไทยเป็นนักฉวยโอกาส หรือเป็นประเทศที่มีอารยะ”
พิศาล กล่าว
ทั้งนี้ พิศาล มองว่า ไทยมีความได้เปรียบกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายอย่าง หากมีการปลุกกระแสเกลียดชังก็ไม่ควรลดตัวไปทำเช่นเดียวกัน กล่าวคือ หากไทยทำตัวเป็นผู้มีอารยะ ผู้คนในประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้นก็จะให้ความนับถือต่อประเทศไทย แม้จะถูกรัฐบาลของเขาปลุกปั่นก็ตาม
ขณะเดียวกันการแสดงออกถึงการรักชาติ ไม่ได้แข่งกันตรงที่ว่าใครจะเริ่มพูดว่าเอกราชอธิปไตยเป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้ แต่การแสดงออกถึงการรักชาติ คือ ต้องไม่คดโกง และไม่เกลียดเพื่อนบ้าน พร้อมเปรียบไทยเหมือนบ้านหนึ่งหลังที่ควรมีเพื่อนบ้านที่ดี เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและอยู่ร่วมกันได้ มากกว่าต้องสร้างกำแพง ติดกล้อง และจ้าง รปภ. เพื่อป้องกันตัวเองอยู่ตลอดเวลา
อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา ยังฝากถึงรัฐบาลอีกว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศต้องมองการไกล เพื่อชาติสันติภาพ มนุษยธรรม และมนุษยชาติ ไม่ใช่เพื่อได้คะแนนเสียงและกลับมาอยู่ในอำนาจได้อีก พร้อมตั้งคำถามถึงนายกรัฐมนตรีว่า ต้องการให้ประวัติศาสตร์และประชาคมโลกจดจำในฐานะ “นักการเมืองที่ต้องการอยู่ในอำนาจไปเรื่อย ๆ” หรือ “รัฐบุรุษ” ที่มีสติปัญญาสามารถคิดและลงมาทำได้เหมือนอาจารย์ปรีดี พนมยงค์
ขณะที่ จริย์วัฒน์ สันตะบุตร อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน มองว่า ไทยควรทบทวนท่าทีต่อกัมพูชา โดยตั้งคำถามว่า หากใช้ความรุนแรงแล้ววันหนึ่งไทยจะยังต้องอยู่ร่วมกับกัมพูชาในฐานะประเทศเพื่อนบ้านต่อไปอย่างไร ทั้งนี้ ไทยควรเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต โดยเฉพาะสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับกัมพูชา และนำมาปรับใช้กับชาวเมียนมาที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในอนาคต
ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องเข้าไปกำหนดว่าภายในประเทศเมียนมาจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพราะไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของไทย แต่หากปัญหากระทบเข้ามายังประเทศไทย เช่น เรื่องความมั่นคง ยาเสพติด หรือแก๊งสแกมเมอร์ ก็ต้องดำเนินการปราบปรามตามปกติ ส่วนคนที่เข้ามาอยู่ในไทยควรหาวิธีดูแลและสร้างความสัมพันธ์ เพราะจะเป็นพื้นฐานของสันติภาพและความสงบสุขในประเทศไทยด้วย
อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ยังฝากถึง ส.ส. ให้ช่วยคิดว่าควรดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะเรื่อง MOU ที่มองว่า การมีกติกาย่อมดีกว่าไม่มี เพราะหากยกเลิกไปแล้วเกิดปัญหาใหม่ อาจไม่มีกรอบเดิมให้ยึดถือ และต้องกลับมาสร้างกติกากันใหม่
“สันติภาพบางทีมองใกล้ ๆ ตัวเราก็ได้ ไม่ต้องไปมองไกลมาก เรามีอำนาจอยู่แค่ไหน ไอ้ที่ไกลเกินไปก็อาจจะช่วยอะไรไม่ได้”
จริย์วัฒน์ กล่าว