‘กม.ชาติพันธุ์’ เปิดทางจัดการร่วมชุมชน หนุนภูมิปัญญา สะท้อนโอกาสไทย เดินสู่กรอบพันธสัญญาสากล
นักวิชาการ-ตัวแทนชาติพันธุ์ เชื่อ ภูมิปัญญาชาติพันธุ์ สร้างประโยชน์ คุ้มครองทรัพยากรในภาวะโลกเปลี่ยนแปลง ชู วิถีชุมชนชาติพันธุ์ ต้นแบบการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ย้ำ แผนความหลากหลายทางชีวภาพ เปิดช่อง แต่ยังไร้ตัวชี้วัดและกลไกปฏิบัติ ขณะที่ นานาชาติ เสนอใช้พื้นที่ชุมชนร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายพื้นที่อนุรักษ์ 30%
หลังผ่านพ้น วันชนเผ่าพื้นเมืองสากล และ วันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ที่ได้ชวนให้สังคมร่วมกันตระหนักถึงตัวตน และการมีอยู่ของชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 หรือ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ มาเกือบ 1 ปี ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญในการรับรองสิทธิและวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง แต่คำถามสำคัญหลังจากนี้ คือ จะทำอย่างไร ? ให้สิทธิที่เขียนไว้ในกฎหมายเกิดขึ้นจริง
โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มาอย่างยาวนาน ทั้งการพึ่งพา การดูแลและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ขณะเดียวกันในระดับนานาชาติก็มีการยอมรับมากขึ้นถึงบทบาทของชนเผ่าพื้นเมืองในการอนุรักษ์และจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ
ที่สำคัญคือ ประเทศไทยมีพันธกรณีระหว่างประเทศด้าน สภาพภูมิอากาศ, ความหลากหลายทางชีวภาพ และ สิทธิมนุษยชน อย่างน้อย 3 พันธสัญญาที่เกี่ยวข้อง นั่นคือ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ กรอบงาน คุนหมิง-มอนทรีออล ที่ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework) และ อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
แต่โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการทำตามข้อตกลง หากคือการเปิดพื้นที่ให้ชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งมีวิถีชีวิตและองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงกับทรัพยากรโดยตรงได้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่กระบวนการกำหนดนโยบายจนถึงการปฏิบัติจริง
พนม ทะโน ประธานเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN) ชี้ไปที่ตัวบทกฎหมายของ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ที่พูดถึงการกำหนดเขตพื้นที่และวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นวิถีที่ไม่เคยตัดขาดจากธรรมชาติ ทั้งในมิติของการพึ่งพาอาศัย การดูแล การเคารพ และการเชื่อมโยง ทั้งเรื่องแหล่งอาหาร ที่อยู่อาศัย และจิตวิญญาณ
โดยวิถีภูมิปัญญานี้ สอดคล้องกับหลักสากล และถูกเขียนออกมาเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่หลายคนอาจคุ้นเคยกันดี คือเรื่องของ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Convention on Biological Diversity : CBD ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่เปิดให้ลงนามใน การประชุมสุดยอดด้านสิ่งแวดล้อมโลก ณ นครริโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อปี 2535 (ค.ศ. 1992) ซึ่งไทยได้ลงนามอนุสัญญาฉบับนี้เมื่อ 12 มิ.ย. 2535 และได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2547
อนุสัญญาฉบับนี้เริ่มมีความก้าวหน้ามากขึ้น มีการพูดถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยในช่วงแรกจะต้องใช้บุคลากรทางวิทยาศาสตร์ผ่านกลไกทางการหรืออนุสัญญาต่าง ๆ แต่ภายหลังเริ่มมีเสียงของชนเผ่าพื้นเมืองสะท้อนมากขึ้น และเกิดการยอมรับทั้งในกรอบ CBD และอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยยอมรับบทบาทของชนเผ่าพื้นเมืองในการร่วมจัดการทรัพยากรและอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
สอดคล้องกับ นิตยา เอียการนา ผู้แทนสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ย้ำว่า อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพถือว่าเป็นอนุสัญญาฉบับหนึ่งที่มีความก้าวหน้าในการบรรจุประเด็นชนเผ่าพื้นเมืองเข้าไปในองค์การซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีความเข้มแข็งในการสร้างกลไกให้มีกลไกและมีตัวตนของชนเผ่าพื้นเมืองไปอยู่ในองค์การ
แม้จะเป็นเรื่องระหว่างประเทศ แต่สำคัญและจำเป็นกับประเทศไทย เพราะเมื่อรัฐเป็นภาคีของข้อตกลงแล้ว รัฐจะต้องนำข้อตกลงเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติ
ยกตัวอย่างกรณี อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) เรื่องกรอบงาน คุนหมิง-มอนทรีออล ที่ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework) คือ ข้อตกลงระดับโลกเพื่อหยุดยั้งและฟื้นฟูการสูญเสียธรรมชาติและสัตว์ป่าภายใน ค.ศ. 2030 โดยรับรองร่วมกันในการประชุม COP15 เมื่อเดือนธันวาคม 2022 ที่ว่าด้วยการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งถือว่าเป็นกรอบแผนงานที่สำคัญมากเมื่อรัฐรับรองแล้วก็จะต้องนำมาสู่การทำแผนงานเชิงปฏิบัติการแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันเป็นแผนงานเชิงปฏิบัติการฉบับที่ 5
นิตยา ยังระบุอีกว่า ในฉบับที่ 5 ถือว่าเป็นฉบับที่ก้าวหน้ามากและเป็นโอกาสที่ชนเผ่าพื้นเมืองจะนำไปใช้ประโยชน์ โดยกล่าวถึงความก้าวหน้านี้ว่าเป็นความก้าวหน้านี้เราไม่แน่ใจว่าเกิดจากอุบัติเหตุ หรือความเร่งรีบหรือเปล่า แต่มีหลายข้อความที่เขียนไว้ในแผนงาน ซึ่งกลายเป็นโอกาสที่ควรหยิบยกมาใช้ เช่น
การเพิ่มพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพ รัฐจะต้องเคารพกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ตรงนั้น โดยให้มีส่วนร่วม และต้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ต้องเคารพและยอมรับเรื่ององค์ความรู้ของชนเผ่าพื้นเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มชนท้องถิ่นในประเทศไทยไม่ได้เขียนว่าชนเผ่าพื้นเมือง แต่จะเขียนว่าชาติพันธุ์ แต่อาจมีบางคำที่กล่าวถึงชนเผ่าพื้นเมือง
สำหรับรูปแบบในการเพิ่มพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพ ภายใต้กรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออล เขียนเอาไว้ 2 รูปแบบ คือ
รูปแบบในการเพิ่มพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่โดยประกาศเป็นอุทยานฯ หรือพื้นที่อนุรักษ์
การเพิ่มพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตคุ้มครอง หมายถึงพื้นที่เอกชน พื้นที่ ที่จัดการโดยชุมชน หรือพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งพื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษของเราก็จะเข้าข่ายตรงนี้ได้
“แต่ของประเทศไทยก้าวหน้ามากกว่านั้น เพราะประเทศไทยกำหนดแนวทางที่ 3 คือ สามารถทำและจัดการโดยใช้ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่น อันนี้เป็นข้อความที่สำคัญมาก อยู่ในรูปแบบที่ 3 ภายใต้เป้าหมายที่ 2 ของประเทศไทย”
นิตยา เอียการนา
แต่ นิตยา ก็ชี้ให้เห็นปัญหาเรื่องความล่าช้าของการใช้ตัวกรอบแผนงานคุนหมิง-มอนทรีออล ซึ่งใช้เวลาหลายปีกว่าจะมีการการรับรอง และประเทศไทยต้องนำมาดำเนินการ แต่พบว่า ประเทศไทยก็เหลือเวลาไม่นานในการจัดทำแผนงานเรื่องกรอบแผนงานนี้
“หากพูดถึงการมีส่วนร่วมในการทำกรอบแผนงาน ก็มีเรื่องที่ต้องเล่าให้ฟังว่า เราควรต่อสู้ให้เรามีพื้นที่ไปนั่งในการทำงาน ต้องมีกระบวนการมีส่วนร่วมร่วมกับทางสภา หรือแม้แต่เวทีต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องหนักหน่วงมาก จนแทบไม่มีพื้นที่ให้เราไปนั่ง แต่ท้ายที่สุดก็มีพื้นที่ ถือว่าเป็นโอกาสเมื่อกรอบแผนงานนำไปสู่ระดับปฏิบัติการ มันมีข้อจำกัดตรงที่ว่า หลังจากมีกรอบมาแล้ว เรื่องของการดำเนินการในรูปแบบที่เป็นพี่น้องชนเผ่าหรือชาติพันธุ์ไปทำ จะออกมาในรูปแบบไหน ยังไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน และไม่มีมาตรการที่พูดถึงรูปแบบที่ 3”
นิตยา เอียการนา
นิตยา ยังมองว่า การเพิ่มพื้นที่อุทยานฯ จะทำให้มีการเพิ่มพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพค่อนข้างมาก และเป็นรูปแบบหนึ่งที่คิดว่ารัฐบาลไทยน่าจะจัดการได้เร็วที่สุด โดยเฉพาะพื้นที่ของพี่น้องชนเผ่าที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์และยังมีข้อพิพาทอยู่ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่รัฐบาลมองว่าง่ายและจัดการได้ง่ายที่สุด จึงเกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์โดยตรง
สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ถูกบัญญัติไว้ในตัวแผนฉบับนี้ว่า จะร่วมดำเนินการและติดตามเรื่องแผนความหลากหลายทางชีวภาพฉบับนี้
“แต่ภายหลังจากแผนออกมา เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่รู้ว่าเราจะต้องติดตามอย่างไร และช่องทางในการเข้าร่วมอยู่ตรงไหน ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ชาติพันธุ์กำลังถูกกีดกันหรือเปล่า หรือเราจะอยู่ตรงไหนของแผนงานฉบับนี้ พยายามหาช่องทางในการเชื่อม แต่ก็ยังเชื่อมไม่ติดสักที จึงกลายเป็นข้อจำกัดว่า หลังจากได้แผนมาแล้ว ในการปฏิบัติการเราก็ยังไม่มีตัวตนอยู่ในนี้”
นิตยา เอียการนา
อีกประเด็นที่สำคัญคือ ขณะนี้อยู่ในช่วงของการจัดทำรายงาน แต่ละประเทศต้องเร่งทำรายงานเพื่อส่ง โดยต้องรายงานว่าการดำเนินงานในช่วงกลางปีมีความก้าวหน้าไปมากน้อยแค่ไหน
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ประเด็นของชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองไม่ได้ปรากฏอยู่ในตัวรายงาน และกระบวนการทำรายงานนี้ก็เข้าใจว่าหลายส่วนมีความเร่งรีบและมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ ทำให้เราไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการรายงานได้
นิตยา จึงชี้อีกข้อจำกัดหนึ่งที่มองเห็นคือถึงแม้ในตัวบทบัญญัติที่เขียนไว้ในกรอบแผนงานอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพจะเขียนมาดีแต่หน่วยงานที่รับผิดชอบหลักคือสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลักที่จะไปดึงหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐให้นำส่วนนี้ไปดำเนินการ
“ตรงนี้ก็ยังเป็นข้อจำกัดอยู่ เนื่องจากถึงแม้ สผ. จะเป็นหน่วยในการทำงาน แต่การดึงความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ก็ยังเป็นเรื่องยากมาก อันนี้ก็น่าเห็นใจ สผ. อยู่ เพราะถึงแม้แผนออกมาดี แต่ถ้าหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ให้การยอมรับ ก็จะทำให้เป็นไปได้ยากเพราะฉะนั้นเราจะต้องทำอย่างไรให้เป็นองค์คาพยพที่จะเชื่อมให้กรมอุทยานหรือกรมป่าไม้ทั้งหลายหยิบยกสิ่งเหล่านี้มาทำร่วมกับ สผ.ด้วยกันวันนี้เราก็เห็นว่า สผ. เองก็พยายามหยิบยกประเด็นของชนกลุ่มน้อยเข้ามาเยอะอยู่ แต่ยังมีข้อจำกัดหลายส่วน”
นิตยา เอียการนา
ขณะที่ เจษฎา ทวีกาญจน์ Senior Programme Officer ประจำองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) มองว่า IUCN สามารถเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนเรื่องนี้ได้ เนื่องจากมีสมาชิกทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมรวมถึงหน่วยงานด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของไทย เช่น กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ทำให้องค์กรมีข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับการจัดการความสัมพันธ์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ไม่ได้เอนเอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ทำงานร่วมชุมชนชาติพันธุ์ โอกาสสู่เป้าหมายพื้นที่อนุรักษ์ 30%
เจษฎา บอกด้วยว่า แม้ CBD จะมีการพูดถึงการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพมาเป็นเวลานาน แต่กรอบที่จะนำมาใช้เป็นแนวทางร่วมกันของประเทศต่าง ๆ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ที่เมืองมอนทรีออล ในชื่อ Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework ซึ่งเป็นกรอบที่ทุกประเทศเห็นร่วมกันว่า จะต้องมีการจัดการพื้นที่เพื่อความหลากหลายทางชีวภาพในภาพกว้าง โดยตั้งเป้าหมายให้แต่ละประเทศมีพื้นที่อนุรักษ์ประมาณ 30% และพื้นที่ทางทะเลอีก 30%
กรอบนี้ยังเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เพราะปัจจุบันไทยมีพื้นที่อนุรักษ์ประมาณ 23% และเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างจำกัด ขณะที่การเพิ่มพื้นที่อีก 7% ไม่ใช่เรื่องง่าย
“23 เปอร์เซ็นต์ฟังดูเหมือนอีกแค่ 7 เปอร์เซ็นต์ แต่จริง ๆ แล้วยากมาก เพราะมันไปไม่ได้แล้วฉะนั้น จะทำยังไงใน 7 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ก็คือทำยังไงให้มันไม่ใช่เรื่องของพื้นที่อนุรักษ์จริง ๆ แต่ว่าเป็นเรื่องที่สามารถปรับให้เป็นพื้นที่ของชุมชนชาติพันธุ์ที่ดูแลแล้วมันสนับสนุนการอนุรักษ์ นั่นก็นับได้เหมือนกัน”
เจษฎา ทวีกาญจน์
หากประเทศไทยต้องการไปให้ถึงเป้าหมายพื้นที่ 30% และพื้นที่ภายใต้การดูแลของภาครัฐไม่สามารถขยายได้อีก การทำงานกับชุมชนก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถนำมาพิจารณาได้
“อันนี้ผมมองว่าเป็นโอกาสมากเลยเพราะว่าทั่วโลกเขามองแล้วเขายอมรับว่ากลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนของพวกเราเนี่ยมีส่วนในการที่จะดูแล”
เจษฎา ทวีกาญจน์
เจษฎา ยกข้อมูล 2 ประเด็นที่น่าสนใจ คือ แม้กลุ่มชาติพันธุ์จะมีสัดส่วนประชากรน้อยกว่า 5% ของประชากรโลก แต่พื้นที่ที่กลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่มีพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่อนุรักษ์ประมาณ 40%
“5 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าพื้นที่ที่กลุ่มชาติพันธุ์อยู่เนี่ย นับประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งสูงมาก 5 เปอร์เซ็นต์ แต่มีพื้นที่ที่โอเวอร์แลป 40 เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นข้อมูลที่ผมจำได้ขึ้นใจตลอดเวลา เพราะว่ามันเป็นพื้นที่ที่เราไม่สามารถที่จะเอากลุ่มชาติพันธุ์ออกไปได้เลย ถ้าเราจะดูการจัดอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”
เจษฎา ทวีกาญจน์
ส่วนอีกประเด็นคือ ในระดับโลกและระดับอาเซียน พื้นที่ที่กลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่มีการตัดไม้ทำลายป่าต่ำกว่าพื้นที่ที่คนทั่วไปอยู่ หรือพื้นที่ที่ไม่มีกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง
จากข้อมูลดังกล่าว เจษฎา มองว่า กลุ่มชาติพันธุ์จึงไม่ควรถูกมองเป็นกลุ่มที่อยู่นอกกระบวนการจัดการสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นคนที่อยู่ในพื้นที่และได้รับผลกระทบจากการจัดการทรัพยากรโดยตรง
ชี้ 7% พื้นที่อนุรักษ์ที่เหลือ ต้องเปิดทาง “จัดการร่วมกับชุมชน” ดันภูมิปัญญาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ
ผศ.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ก็มองว่า เป้าหมายการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ที่ประเทศไทยยังเหลืออีกราว 7% อาจไม่จำเป็นต้องเดินหน้าในรูปแบบพื้นที่คุ้มครองที่รัฐเป็นศูนย์กลางเช่นเดิม แต่ควรพัฒนาไปสู่การ จัดการร่วมกับชุมชน (Co-management) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของกรอบ Kunming-Montreal และ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
หัวใจสำคัญของการจัดการพื้นที่อยู่ที่การยอมรับ ภูมิปัญญาและความรู้ดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ เพราะความรู้เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรม แต่เป็นองค์ความรู้ที่ใช้ในการดูแลป่า การใช้ทรัพยากร การอ่านสัญญาณธรรมชาติ และการดำรงชีวิตในพื้นที่
“ภูมิปัญญาจึงไม่ใช่ข้อมูลก้อนหนึ่ง แต่เป็นระบบความสัมพันธ์ที่พี่น้องชาติพันธุ์ ชนเผ่าฝึกปฏิบัติและตัดสินใจร่วมกันในพื้นที่จริง ซึ่งไม่สามารถพรากออกไปจากพี่น้องชาติพันธุ์ได้ ฉะนั้น ภูมิปัญญาเกิดจากการอยู่ร่วมกับระบบนิเวศ ฤดูกาล ทั้งหมดนี้เทียบเท่าได้กับวิทยาศาสตร์เขาสังเกต เขาทดลอง เขาปฏิบัติ เขาถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และสร้างกติการ่วมกัน ทบทวนร่วมกัน เป็นผู้รู้และผู้ใช้ทั้งหมดในการดูแลรักษา”
ผศ.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง
ดังนั้น ผู้ถือครองความรู้จึงควรถูกมองในฐานะ “ผู้ทรงสิทธิ” ไม่ใช่เพียงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผู้เข้าร่วมกระบวนการเท่านั้น และต้องมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล การแบ่งปันผลประโยชน์ และการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม
ผศ.แพร ยกตัวอย่างต่างประเทศที่นำความรู้ดั้งเดิมมาทำงานร่วมกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ทั้งการใช้ข้อมูลเรื่องกระแสน้ำ ฤดูกาล การวางไข่ และการใช้ทรัพยากร ร่วมกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ คุณภาพน้ำ และข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อพัฒนาไปสู่การรับรองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในการจัดการทรัพยากรตามจารีตของตนเอง
สำหรับประเทศไทย แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ดำเนินการได้มากขึ้นแล้ว แต่โจทย์สำคัญคือ การทำให้สิทธิที่มีอยู่บนกระดาษเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ โดยเฉพาะการสร้างความชัดเจนเรื่องสิทธิในที่ดินและทรัพยากร การทำงานร่วมกันระหว่างกฎหมายป่าไม้ ที่ดิน และการพัฒนา รวมถึงการยกระดับการมีส่วนร่วมจากการรับฟัง ไปสู่การร่วมตัดสินใจและร่วมจัดการ
อีกประเด็นสำคัญคือ การนำภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์เข้าไปอยู่ในแผนความหลากหลายทางชีวภาพ แผนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ รวมถึงการวางมาตรฐานเรื่องสิทธิในข้อมูลและการแบ่งปันผลประโยชน์จากองค์ความรู้
“ช่องว่างที่ต้องเร่งทำก็คือ ความมั่นคงในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติยังไม่ชัดเจน อันนี้จำเป็นต้องเร่งทำให้มันชัดเจนขึ้น กฎหมายป่าไม้ ที่ดิน และการพัฒนายังต้องทำงานแยกส่วนกัน ทั้ง ๆ ที่เราตอนนี้กำลังพยายาม การมีส่วนร่วมยังไม่ถึงระดับร่วมตัดสินใจและจัดการ เรากำลังตะโกนไปจากรอบวง รอบนอก แต่เท่านี้ ขอให้เรามีพื้นที่เข้าไปร่วมจัดการภูมิปัญญายังไม่ถูกใช้ในแผนความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิอากาศ และภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ เพราะฉะนั้นจะทำยังไงให้ภูมิปัญญาของพี่น้องชาติพันธุ์จะไปอยู่ในระบบนั้นได้ สิทธิในข้อมูลและการแบ่งปันผลประโยชน์จากความรู้ยังคงต้องวางมาตรฐานที่สำคัญช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดคือทำให้สิทธิบนกระดาษกลายเป็นอำนาจและประชาชนของประชาชนในพื้นที่ได้”
ผศ.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง
สอดคล้องกับ ผศ.ภาณุวัทร จิตเที่ยง ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR) ชี้ให้เห็นอีกด้านว่า ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิของประชาชนและชนเผ่าพื้นเมืองในการเข้าถึงข้อมูล ความยุติธรรม และการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ
“เรื่องของสิทธิพื้นฐานเนี่ยไม่ใช่เรื่องของสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่มันเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชน เพราะว่าตอนนี้เทรนด์ในโลก เราไม่ได้พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมแยกกับเรื่องสิทธิมนุษยชนอีกต่อไปแล้ว ในโลกทุกวันนี้เราเอาสองเรื่องนี้มาพูดกัน”
ผศ.ภาณุวัทร จิตเที่ยง
ภาณุวัทร อธิบายว่า ในระดับโลกมีการพูดถึง “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด มีสุขภาพ และมีความร่มเย็น” ขณะที่ในอาเซียนมีการเพิ่มคำว่า “ปลอดภัย” เข้าไป โดยมองว่าสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด มีสุขภาวะ และยั่งยืน ล้วนมีผลต่อการใช้ชีวิตของประชาชนและกลุ่มต่าง ๆ ในประเทศ
“ในอาเซียนเราเองเนี่ย ก็ได้มีปฏิญญาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน แต่เราเพิ่มอีกคำหนึ่งขึ้นมา คำว่า ปลอดภัย สะอาด มีสุขภาวะ แล้วก็ยั่งยืน เดี๋ยวผมจะอธิบายว่ามันมีความสำคัญยังไง 4 คำนี้นะครับ ที่มันจะมีผลต่อการใช้ชีวิตของประชาชน แล้วก็ชนกลุ่มต่าง ๆ ในประเทศเอง”
ผศ.ภาณุวัทร จิตเที่ยง
อย่างไรก็ตาม ภาณุวัทร ยอมรับว่า การผลักดันเอกสารต่าง ๆ ในอาเซียนมีข้อจำกัด เนื่องจากทุกอย่างต้องผ่านกระบวนการหารือและฉันทามติของประเทศสมาชิก จึงไม่อยากให้การมองเอกสารเหล่านี้หยุดอยู่เพียงถ้อยคำที่ปรากฏอยู่ในเอกสาร แต่ควรมองไปถึง “แอ็กชัน” หรือการดำเนินการที่อยู่ภายในเอกสารด้วย
ภาณุวัทร ระบุว่า ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด มีสุขภาวะ และยั่งยืน ได้รับการรับรองโดยผู้นำอาเซียนในการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อเดือนตุลาคม 2025 และสิ่งสำคัญในเอกสารไม่ได้มีเพียงสิทธิในเชิงสาระเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังมี สิทธิในเชิงกระบวนการซึ่งประกอบด้วยการเข้าถึงข้อมูล การเข้าถึงความยุติธรรม และการมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ
อีกประเด็นที่ ภาณุวัทร ให้ความสำคัญ คือแนวคิดเรื่อง สภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการใช้สิทธิ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติแต่รวมถึงสภาวะทางกฎหมายที่จะทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้จริง
“มันไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องของสภาพแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตในสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่หมายถึงสภาวะทางกฎหมายด้วยนะครับ ที่จะทำให้การใช้สิทธินี้สามารถดำเนินไปได้”
ผศ.ภาณุวัทร จิตเที่ยง
ในระดับอาเซียน ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับสิทธิในสิ่งแวดล้อม โดยแผนดังกล่าวจะไม่ได้กำหนดแนวทางตายตัวว่าทุกประเทศต้องดำเนินการเหมือนกัน แต่จะเปิดให้มีตัวอย่างและแนวทางที่เกิดขึ้นจริงในประเทศสมาชิกอาเซียนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแผน
ขณะเดียวกัน ในระดับประเทศไทย ภาณุวัทร ระบุว่าได้มีการพูดคุยกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระทรวงยุติธรรม เพื่อผลักดันประเด็นสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมให้เข้าไปอยู่ในแผนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประเด็นของชนเผ่าพื้นเมือง
“เราก็ขอให้บรรจุเรื่องสิทธิมนุษยชนเอาไว้ เพราะอย่างน้อย ถ้ามีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มันก็จะเป็นจุดเกาะเกี่ยวที่ทำให้การใช้สิทธิที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หรือว่าชนกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองเนี่ย เกิดขึ้นได้”
ผศ.ภาณุวัทร จิตเที่ยง
ผู้แทนไทยใน AICHR ย้ำถึงสิ่งสำคัญที่สุดที่อยากจะให้ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ขับเคลื่อน และเอกสารที่มีถูกนำมาให้เกิดประโยชน์กับประชาชน หรือว่าชนเผ่าพื้นเมืองจริง ๆ แล้วก็เชื่อมโยงกับตัวของปฏิญญาอาเซียนได้ มีอยู่ 5 ข้อ
ประเด็นที่ 1 อะไรก็ตามที่เป็นการปฏิบัติที่ดี รวมถึงการร่างกฎหมาย เป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถเรียนรู้ร่วมกับชาติอื่นในภูมิภาคได้ พอเราเรียนรู้ได้ การขับเคลื่อนหรือผลักดันประเด็นของเราในภูมิภาคเนี่ยก็จะสามารถดำเนินไปได้
ประเด็นที่ 2 คือการขอให้แสดงตัวอย่างให้ดีในระดับชุมชน สิ่งที่เกิดขึ้นในระดับชุมชนสำคัญมาก รูปแบบกลไกการเยียวยาภายในชุมชนที่ไม่ได้เป็นกลไกผ่านศาล แต่เป็นกลไกในชุมชนให้มีการเจรจาต่อรอง กลไกไกล่เกลี่ยในชุมชน
ประเด็นที่ 3 เราก็พยายามก้าวข้ามข้อจำกัดนี้โดยใช้ช่องทางต่าง ๆ
ประเด็นที่ 4 และ 5 อาเซียนไม่ได้ขาดเอกสารที่กล่าวถึงเรื่องนี้ ทั้งเอกสารของที่ประชุมผู้นำ และเอกสารของอาเซียนที่เกี่ยวข้องกับกรณีการเกษตร เราต้องปรับมาใหม่ มีการพูดถึง Customary Land และเทคโนโลยีของชุมชนที่เราอยู่
ข้อสุดท้าย ในส่วนของคณะกรรมาธิการ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของชุมชนการทำงานในกรอบของกรรมาธิการอาเซียนแต่ละประเทศก็จะมีประเด็นที่เป็นจุดยึดเกี่ยวหรือเป็นตัวอย่างในแต่ละเรื่อง
ภาณุวัทร ยังมองว่า ปฏิญญาอาเซียนอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่สิ่งที่สำคัญคือภาษาที่อยู่ในเอกสารสามารถถูกนำไปต่อยอดในระดับประเทศได้ และในทางกลับกัน หากเกิดแนวทางปฏิบัติที่ดีในระดับประเทศ ก็สามารถนำกลับไปใช้เป็นตัวอย่างในระดับภูมิภาคได้เช่นกัน ภาณุวัทร เน้นย้ำว่า ในอาเซียนมีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน ทรัพยากร และสิทธิของชุมชนอยู่แล้ว
วิถี-ภูมิปัญญาชาติพันธุ์ ประโยชน์คุ้มครองทรัพยากรในภาวะโลกเปลี่ยนแปลง
Ms. Cynthia Veliko, Regional Representative of OHCHR ก็ชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองกับสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ เป็นประเด็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพกำลังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตโดยตรง ตั้งแต่พื้นที่ภูเขาทางภาคเหนือไปจนถึงพื้นที่ชายฝั่งและทะเลทางภาคใต้
พร้อมทั้งย้ำว่า ประเทศไทยเป็นผู้ลงนามที่จะรับรอง เกี่ยวข้องกับหลักการในการคุ้มครองสิทธิตามสัญญาที่ประเทศไทยได้ให้ไว้กับองค์การสหประชาชาติ รวมทั้งการส่งเสริมสิทธิทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสังคมทั้งหมด ประเทศไทยเองก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้มันประสบความสำเร็จในทางปฏิบัติ
ชนเผ่าพื้นเมืองจะต้องได้รับโอกาสในการเลือกการดำรงวิถีของตนเองได้ ทั้งในทางวัฒนธรรม ในทางที่ดิน และในทางสังคม แล้วก็จะต้องเน้นเรื่องที่จะต้องได้รับอนุญาตหรือได้รับการยินยอมเสียก่อน ในการพัฒนาหรือในการปฏิบัติต่อเขาหรือต่อพื้นที่ของเขา
การมีส่วนร่วมไม่ใช่การเชิญมาร่วมประชุมเท่านั้นในห้องประชุม การมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญก็คือการมีส่วนร่วมก่อนที่จะมีการตัดสินใจ และการตัดสินใจเกิดขึ้นจากการพิจารณาของเขาแล้ว ไม่ใช่แค่ให้เขาได้รับฟัง แต่ให้เขาได้พูดและได้มีส่วนร่วม แล้วก็ต้องเกิดจากการเคารพ
ทั้งนี้แม้ชนเผ่าพื้นเมืองจะมีบทบาทในการดูแลป่าและทรัพยากร แต่กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างรวดเร็ว
“บางครั้งความรู้ของกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง เราไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นเป็นวิถีชีวิต แต่เรารู้ว่ามันใช้ประโยชน์ได้มันกลายเป็นศูนย์กลางของความรู้ที่เราจะต้องใช้ให้เกิดการคุ้มครองทรัพยากรการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลต่าง ๆ ตอนนี้เราเห็นแล้วว่ามันส่งผลกระทบ และมันก็ส่งผลต่อวิถีชีวิตของเราโดยตรงไปแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นตอนนี้มันไปกว้างมาก เพราะว่าทรัพยากรต่าง ๆ กลายเป็นสิ่งจำเป็นของวิถีชีวิตของพวกเราทุกคน ทั้งพื้นที่ทางเหนือ ทางภูเขา จนถึงทางใต้ ในท้องที่ที่เป็นทะเล เป็นมหาสมุทรต่าง ๆ ก็ได้รับผลกระทบไปหมดชนเผ่าพื้นเมืองกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบในทางลบ แม้ว่าเขาเป็นผู้คุ้มครองป่า คุ้มครองพื้นท้องทะเล แต่เขากลับได้รับผลกระทบเร็วที่สุดบางครั้งความรู้ของกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง เราไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นเป็นวิถีชีวิต แต่เรารู้ว่ามันใช้ประโยชน์ได้ มันกลายเป็นศูนย์กลางของความรู้ที่เราจะต้องใช้ให้เกิดการคุ้มครองทรัพยากร”
Ms. Cynthia Veliko
อย่างไรก็ตามเธอย้ำว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเองก็อาจสร้างผลกระทบต่อสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองได้ โดยเฉพาะโครงการพลังงานทางเลือก การใช้กลไกคาร์บอนเครดิต หรือมาตรการอนุรักษ์ที่เข้มข้นขึ้น หากดำเนินการโดยไม่คำนึงถึงสิทธิในที่ดิน พื้นที่ทำกิน และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน
“ถ้าการตรวจวัดการผลิตคาร์บอนกลายเป็นเครื่องมือในการควบคุม เราก็จะต้องใช้กลไกเรื่องของการได้รับการยินยอมก่อนที่จะมีการตัดสินใจ เป็นเครื่องมืออีกเครื่องมือหนึ่งที่จะไม่ควบคุมเรื่องของการใช้เครดิตคาร์บอนในการควบคุม หรือเป็นปัจจัยในการควบคุมการใช้วิถีชีวิตดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง”
Ms. Cynthia Veliko
เธอย้ำด้วยว่า การคุ้มครองพื้นที่อนุรักษ์ไม่ควรหมายถึงการจำกัดสิทธิของคนในพื้นที่เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องออกแบบการบริหารจัดการที่เป็นธรรม และเปิดให้ชนเผ่าพื้นเมืองมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ รวมถึงต้องคำนึงถึง ก็จะต้องได้รับการคุ้มครองในมิติของกฎหมายประเพณีด้วย ไม่ใช่แต่กฎหมายบ้านเมืองเท่านั้น
ย้ำ “การมีส่วนร่วม” ต้องให้ชาติพันธุ์-ชนเผ่าพื้นเมือง มีส่วนกำหนดมาตรฐาน-กติกา
ขณะที่ Mr. Gam Shimray Expert Mechanism on the Rights of Indigenous Peoples (EMRIP) ชี้ว่า แม้ปัจจุบันสังคมโลกจะให้การยอมรับสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นสิทธิในสิ่งแวดล้อม แต่ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจอย่างแท้จริง
Mr. Gam Shimray ระบุอีกว่า กลไกและกรอบมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศกำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ความซับซ้อนของกระบวนการอาจกลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองเข้าถึงและมีอำนาจต่อรองได้ยากขึ้น
“การมีส่วนร่วมของเราไม่ใช่แค่บอกว่าเขาเห็นช่องว่างอะไร และรับฟังข้อเสนอจากเราแล้ว แต่ต้องถามต่อว่าเขาจะทำอย่างไรกับข้อเสนอแนะที่เราให้ไปและข้อเสนอเหล่านั้นจะถูกนำไปเขียนอยู่ในมาตรฐานอย่างเป็นทางการหรือไม่”
Ms. Cynthia Veliko
เขาย้ำว่า การมีส่วนร่วมที่แท้จริงจึงต้องทำให้เสียงของชนเผ่าพื้นเมืองสามารถส่งผลต่อการกำหนดมาตรฐานและกติกาที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา ไม่ใช่เพียงการรับฟังหรือบันทึกความคิดเห็น เพราะมาตรฐานที่ถูกกำหนดขึ้นโดยไม่มีความเข้าใจบริบทของแต่ละพื้นที่ อาจไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นเมือง
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้ปัจจุบันจะมีกฎหมาย หลักการ และกลไกระหว่างประเทศจำนวนมากที่พูดถึงสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ สิทธิเหล่านั้นสามารถทำให้ชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองดีขึ้นได้จริงหรือไม่
ทั้งยังมองว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในเรื่องการคุ้มครองชนเผ่าพื้นเมือง และสะท้อนให้เห็นว่ายังมีพื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วมและประชาธิปไตย โดยกลุ่มชาติพันธุ์เองก็มีความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับภาครัฐ เพื่อผลักดันให้การคุ้มครองสิทธิและการมีส่วนร่วมเกิดผลในทางปฏิบัติต่อไป
นอกจากอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ และกรอบงาน คุนหมิง-มอนทรีออล ที่ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework) ที่ไทยไปลงนามแล้ว อีกหนึ่งอนุสัญญาที่ไทยได้ไปให้คำมั่นสัญญาไว้คือ อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ที่มีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมดำเนินการ โดยมี 6 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ พลังงาน การขนส่ง กระบวนการทางอุตสาหกรรม ของเสีย และภาคการเกษตร ซึ่งล้วนมีความจำเป็นต่อการขับเคลื่อนประเทศ เพราะนอกจากเป็นเรื่องของการลดก๊าซเรือนกระจกแล้วยังเกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลกและการค้ากับต่างประเทศ
ชุมชนชาติพันธุ์ ต้นแบบการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เรไร เที่ยงธรรม ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่ากรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมมีบทบาทเป็นหน่วยประสานงานหลักของประเทศในการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะการทำให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศเป็นไปตามเป้าหมายที่ไทยมีพันธสัญญาและคอมมิตเมนต์ไว้กับนานาประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“เป้าหมายที่ใกล้ที่สุดตอนนี้คือปี 2030 ที่เราจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ แล้วอีกห้าปีข้างหน้า ตั้งแต่ปี 2030 ถึง 2035 ก็จะลดเพิ่มขึ้นกว่านั้นอีกเป็น 47 เปอร์เซ็นต์”
เรไร เที่ยงธรรม
เรไร บอกว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความสำคัญ เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและภัยพิบัติต่าง ๆ มีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม การกำหนดเป้าหมายจะมุ่งไปยังภาคส่วนหลักที่สามารถคำนวณตัวเลขการลดได้ เพื่อนำไปสู่มาตรการส่งเสริมและสนับสนุน รวมถึงการสร้างความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน เมื่อพูดถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ในหลากหลายพื้นที่ ประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงอีกด้านคือการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเรไร ระบุว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคน
ภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมให้สิทธิการมีส่วนร่วมแก่ประชาชนในการทำกิจกรรมและขับเคลื่อนงานในพื้นที่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคประชาชนในการปรับตัวต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“ข้อสังเกตอันหนึ่งที่ไม่มีการพูดถึง หนึ่งคือเรื่องประเด็นสิทธิพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง สอง คือองค์ความรู้ในเรื่องการปรับตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องเชิงวิทยาศาสตร์ การชี้วัดที่เป็นเชิงตัวเลข การนับคาร์บอน แต่ว่าการปรับตัวของพี่น้องชนเผ่าจะขึ้นอยู่กับสิทธิทางที่ดิน หากเราไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ มันทำให้การปรับตัวยากขึ้น อย่างเช่นผู้หญิงที่มีองค์ความรู้เรื่องเมล็ดพันธุ์เรารู้ว่าเมล็ดพันธุ์ชนิดไหนที่สามารถเติบโตได้ในภูมิอากาศแบบไหน และเรามีการจัดการเรื่องโรคหรือแมลงอย่างไร โดยเฉพาะในไร่หมุนเวียน เป็นตัวอย่างที่ดีมากในองค์ความรู้และวิธีการแบบนี้ แต่มันไม่ได้ถูกเข้าไปอยู่ในเชิงนโยบาย ดังนั้นการปรับตัวเลยจะเน้นในเชิงโครงสร้าง หรือการก่อสร้างต่าง ๆมิติตรงนี้มันหายไป แล้วก็ในเรื่องของการทำโครงการต่าง ๆ ก็ไม่มี FPIC อันนี้เกือบทั่วเอเชียเลยค่ะ ตรงนี้ก็เป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่ง ไม่มีการปรึกษาหารือและการมาจากชุมชน รวมถึงสตรีชนเผ่าและเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองก็ไม่ได้มีระบุไว้ในแผนนโยบายเหล่านี้”
เรไร เที่ยงธรรม
ในระดับพื้นที่ เรไร มองว่า การขับเคลื่อนงานจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่กรมสามารถเข้าไปสนับสนุนได้คือการเสริมองค์ความรู้ โดยปัจจุบันอาจเพิ่มเติมเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไป แต่สิ่งสำคัญที่กรมยึดมั่นมาตลอด คือการเสริมศักยภาพที่มีอยู่แล้วของเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้สามารถมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการทำงาน รวมถึงการดูแลทรัพยากรและฐานทรัพยากรในพื้นที่ของตนเองให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี
ปัจจุบันกรมทำงานร่วมกับเครือข่ายสิ่งแวดล้อมใน 15 จังหวัด โดยในแต่ละปีจะมีการจัดประชุมสมัชชา ซึ่งกรมเข้าไปสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนบทบาท แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกันวางแผนการทำงาน
“การทำงานดังกล่าวเป็นสิ่งที่กรมดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และตระหนักว่า กลุ่มชาติพันธุ์เป็นผู้ที่อยู่กับทรัพยากรและเป็นผู้ดูแลทรัพยากรในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นป่าต้นน้ำหรือความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นกรมจึงยังยึดมั่นและทำงานร่วมกับเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง“
เรไร เที่ยงธรรม
สำหรับเนื้อหาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวทีเสวนา “กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง: กระแสโลกสู่สังคมไทย” ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2569 เนื่องในสัปดาห์วันชนเผ่าพื้นเมืองสากล ซึ่งได้หยิบยกเรื่องความก้าวหน้าและความท้าทายของชุมชนชาติพันธุ์ มาพูดคุย และเชื่อมโยงให้เห็นถึงสิ่งที่ชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมืองมีเกี่ยวโยงกับธรรมชาติระดับสากล