คนร้ายบุกงัดกุฏิเจ้าอาวาสฉกเงินบริจาคกว่าหมื่นบาทใน 'วันอาสาฬหบูชา'
โจรใจบาป บุกงัดห้องเจ้าอาวาส งัดตู้บริจาค ขโมยเงินไปหมื่นกว่าบาท ในวันอาสาฬหบูชา ก่อนจะหนีลอยนวล ตำรวจเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี
วันที่ 10 กรกฎาคม 2568 ร.ต.อ.อภิสิทธิ์ สุโพธิ์ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองศรีสะเกษ ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายงัดห้องพักเจ้าอาวาสวัดบ้านคูซอด ตำบลคูซอด อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ เข้าไปขโมยทรัพย์สินภายในห้อง จึงรีบเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมประสานชุดสืบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ นำโดย พ.ต.ท. ประดิษฐ์ อบอุ่น สารวัตรสืบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ ลงพื้นที่ทันที
ที่เกิดเหตุเป็นศาลา 2 ชั้น ภายในแบ่งเป็นห้องพักหลายห้อง โดยห้องที่ถูกงัดเป็นห้องของ พระครูสถิตรัตนสภรณ์ ฐิติคุโณ เจ้าอาวาสวัดบ้านคูซอด บริเวณประตูห้องมีร่องรอยถูกงัดแงะ และหูคล้องกุญแจถูกตัด จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ตู้รับบริจาคเงินซึ่งใช้เป็นค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าบำรุงวัด ถูกงัดเอาเงินสดไปประมาณ 7,000 กว่าบาท เหลือทิ้งไว้เพียงเงินเหรียญ นอกจากนี้ ภายในห้องยังถูกรื้อค้น และพบว่าเงินในย่ามของเจ้าอาวาสหายไปอีกกว่า 2,000 บาท รวมถึงซองเงินทำบุญที่พุทธศาสนิกชนถวายให้ ซึ่งยังไม่ได้นำออกจากซอง หายไปอีกประมาณ 1,000 กว่าบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่หายไปจากห้องพักเจ้าอาวาสประมาณ 10,000 กว่าบาท
จากการสอบถาม พระครูสถิตรัตนสภรณ์ เจ้าอาวาสวัดบ้านคูซอด ให้ข้อมูลว่า เมื่อช่วงเช้าประมาณ 07.00 น. ตนได้ล็อกห้องตามปกติ แต่ลืมล็อกประตูใหญ่ ก่อนจะออกไปประกอบพิธีทำบุญตักบาตรที่ศาลาใหญ่ภายในวัด ซึ่งวันนี้มีชาวบ้านจำนวนมากเข้าร่วมทำบุญ เนื่องจากเป็นวันพระใหญ่ (วันอาสาฬหบูชา) จึงไม่คาดคิดว่าจะมีใครกล้าเข้ามาในกุฏิ หลังจากเสร็จพิธี ตนกลับมาที่ห้องพัก ก็พบกุญแจที่ล็อกไว้ตกอยู่ และสังเกตเห็นร่องรอยการงัดแงะ เมื่อเข้าไปตรวจสอบภายในห้อง ก็พบว่าตู้เงินบริจาคถูกงัดและห้องถูกรื้อค้น จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่า คนร้ายที่เข้ามาลงมือน่าจะเป็นคนในพื้นที่ หรือผู้ที่รู้ความเคลื่อนไหวของเจ้าอาวาสเป็นอย่างดี เนื่องจากมีเพียงห้องของเจ้าอาวาสเท่านั้นที่ถูกงัด ซึ่งบ่งชี้ว่าคนร้ายรู้ว่าห้องใดมีทรัพย์สิน หรือจงใจพุ่งเป้าไปที่ห้องเจ้าอาวาสเพียงห้องเดียว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบปากคำผู้เกี่ยวข้องแล้ว และชุดสืบสวนได้นำกล่องบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดไปตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป