ISAN HOME COMER ตอบคำถาม “กลับ (อีสาน) มาทำไม” จากปาก 5 นักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ที่ไม่ได้ ‘หนี’ กรุง แต่กลับมา “เริ่มต้น” ที่อีสานบ้านเฮา
จากดอกไม้ภูธร มาเป็นดอกนีออนบานค่ำ~
ตลอดช่วงที่ผ่านมา เมืองหลวงเคยเป็นจุดมุ่งหมายของผู้คนทั่วประเทศที่ต้องการแสวงหาโอกาสและตามล่าหาฝัน ด้วยความเป็นศูนย์รวมแห่งความเจริญ นวัตกรรม และลู่ทางที่หลากหลาย อย่างไรก็ดี หลังจากวิกฤตการณ์โรคระบาดครั้งใหญ่ วิถีชีวิตของผู้คนก็เกิดความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่องของแนวทางการทำงานที่เปิดโอกาสให้หลายคนได้กลับไปพักใจที่บ้าน และค้นพบกับความสงบ รวมถึงโอกาสใหม่ ๆ มากมายที่เกิดขึ้นได้เพียงทุกคนร่วมลงมือทำ
แนวโน้มการอพยพครั้งใหญ่จากเมืองหลวงสู่ชนบท เพื่อกลับไปฟื้นฟูพัฒนาพื้นที่นอกเมือง พร้อมหยิบเอาทรัพยากร ภูมิปัญญาและทักษะพื้นถิ่นมาต่อยอดสร้างมูลค่า กำลังกลายเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เช่นเดียวกับพี่น้องชาวอีสานหลายคน ที่กลับมาแบ่งบานอย่างสวยงามที่บ้านเกิด และยังมุ่งที่จะสร้างป่าแห่งโอกาส ณ ผืนดินบ้านเกิดที่แสนอุดมสมบูรณ์ให้คนรุ่นหลังต่อไป
สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมมือกับ The Secret Sauce เปิดเวที “ISAN HOME COMER TALK กลับอีสานดีกว่า” ในช่วยบ่ายวันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ขอนแก่น พร้อมเชิญ 5 นักสร้างสรรค์ ผู้บุกเบิกวงการกลับบ้าน มาเล่าถึงจุดเริ่มต้น เหตุผล และความท้าทายในการหวนมาปักหลักสร้างพลังใหม่ ๆ ที่บ้านเกิด เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจดี ๆ และชวนคนที่ “คิดฮอดเฮือน” กลับมาสร้างอิมแพ็กต์ใหม่ ๆ ให้กับถิ่นที่ตนผูกพัน เพราะมีแต่การร่วมมือกันเท่านั้นที่จะสร้างโอกาสใหม่ ๆ ที่เป็นไปได้ให้กับภูมิลำเนาของเราอย่างไม่รู้จบ!
สนใจฟังบันทึกการเสวนาฉบับเต็ม คลิก https://www.facebook.com/isancreativefestival/videos/761979439735089
01 ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ (ยิปซี) - เจ้าของร้านดริปกาแฟ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม “สกลเฮ็ด”
บ้านเกิด: สกลนคร
พาใจกลับบ้านมาแล้ว : 15 ปี
นักสร้างสรรค์ บาริสต้า และทายาทแบรนด์แม่ฑีตา ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผู้บุกเบิกแห่งวงการกลับบ้าน” จากการมองเห็นศักยภาพและโอกาสในพื้นที่แดนอีสานที่มีมากมาย เขาจึงพกความตั้งใจที่จะสร้างประโยชน์ให้กับบ้านเกิดมาเต็มกระบุง พร้อมนำทีมคนในพื้นถิ่นให้มาร่วมทำกิจกรรมไปด้วยกัน
เหตุผลของการกลับบ้านของคุณยิปซี เริ่มมาจากช่วงน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในปี 2554 ซึ่งทำให้เขาได้มีโอกาสกลับไปสัมผัสกับบรรยากาศสบาย ๆ ของบ้านเกิด จนตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างถาวร คุณยิปซีเริ่มต้นชีวิตในสกลนครด้วยการสานต่อธุรกิจผ้าย้อมครามของครอบครัว ซึ่งในขณะนั้นเป็นตลาดที่มีโอกาสการเติบโตค่อนข้างสูงทั้งในแง่ของการส่งออกและดีไซน์ ติดที่หลายคนอาจยังมองไม่เห็น และต่อมาก็กลายเป็นเจ้าของร้านกาแฟดริปเจ้าแรกในจังหวัดด้วยเช่นกัน
ความท้าทายใหญ่ที่เกิดขึ้นหลังจากกลับมาบ้านเกิดในช่วงแรกคือ “การไม่มีเพื่อน” เนื่องจากตัวเขาเองและคนวัยเดียวกันที่อยู่ในละแวกต่างก็แยกย้ายกันไปอยู่ในเมืองหลวงเสียนาน นอกจากนั้นก็มีเรื่องของ “เสียงรอบข้าง” ที่คอยวิพากษ์คนที่กลับมาจากเมืองใหญ่ว่าเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ ทว่าหลังจากที่เขาทำร้านกาแฟไปสักพัก ปัญหาเหล่านั้นก็ค่อย ๆ หายไป เพราะที่ร้านมีลูกค้าคอยเข้ามาพูดคุย ผลัดกันแบ่งปันเรื่องราวชีวิตเสมอ และกลายเป็นหนึ่งในร้านดังที่ใครต่างก็ต้องมาจอดรถแวะชิม
ส่วนในด้านของมิติงานคราฟต์ รวมถึง “สกลเฮ็ด” นั้น เกิดจากการที่เขาเห็นว่า พื้นที่ตรงนี้มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านงานศิลป์มากมาย แต่กลับไม่ได้มีช่องทางที่จะเผยแพร่ผลงานเท่าที่ควร จึงตั้งต้นจัดงานเทศกาลใหญ่ที่ทำให้ทุกคนได้เห็นว่า “สกลนครก็มีดี” กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนจำนวนไม่น้อยให้หาลู่ทางกลับบ้านมาทำงานศิลปะและต่อยอดทักษะของตัวเองต่อไป
“กาแฟ งานคราฟต์ และเทศกาลแห่งโอกาส”
“ผมอยากตื่นเช้ามาดริปกาแฟ ไม่ใช่แค่สแกนนิ้วเข้าออฟฟิศ เพราะทุกวันจะมีคนแวะมาคุย มาแบ่งปันเรื่องราว และค่อย ๆ ทำให้บ้านเกิดตรงนี้ กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาส”
“ผมเชื่อว่าอีสานคือเมืองแห่งวัตถุดิบ อยู่ที่ว่าเราจะ ‘ฉาย’ มันยังไง ให้คนเห็นโอกาส และกล้ากลับมาทำอะไรใหม่ ๆ ที่บ้านเกิด”
“ทำไมต้องรอเทศกาลที่กรุงเทพฯ ในเมื่อเราก็จัดได้ที่บ้านเรา นี่แหละจุดเริ่มต้นของ ‘สกลเฮ็ด’ และก็เป็นจุดเริ่มต้นของผมด้วยที่อยากกลับมาเพื่อสร้างอะไรให้สกลนคร”
02 ศุภณัฐ นามวงศ์ (กัส) – CEO ไทบ้าน สตูดิโอ ที่สร้างชื่อให้จังหวัดจากความเป็นตัวเอง
บ้านเกิด: ศรีสะเกษ
พาใจกลับบ้านมาแล้ว : 8 ปี
ศิษย์เก่าคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้มีความฝันอยากทำภาพยนตร์เกี่ยวกับบ้านเกิด สู่การเป็นผู้บริหารบริษัท ไทบ้าน สตูดิโอ จำกัด เจ้าของผลงานสุดฮิตที่มาแรงแซงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หลายเรื่อง เช่น “ไทบ้านเดอะซีรีส์” และ “สัปเหร่อ” ซึ่งการันตีคุณภาพด้วยการกวาดรางวัลมาแล้วนับไม่ถ้วนจากหลากหลายเวที
คุณกัสตัดสินใจกลับบ้าน เพราะเห็นว่าการทำภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ มีการแข่งขันค่อนข้างสูง จึงได้ลองปรึกษากับเพื่อนแล้วพากันมาทำภาพยนตร์อีสานที่เล่นกับประเด็นที่พวกเขารู้จักคุ้นเคยดีกว่าใคร ทั้งยังมีความเป็นเอกลักษณ์สูง โดยในช่วงแรกเขาเองก็ไม่ได้คิดจะลงหลักปักฐานที่บ้านเลย แต่โชคชะตากลับไม่ปล่อยให้เขาเดินทางไปไหน เมื่อผลงานที่เขาทำประสบความสำเร็จตั้งแต่เรื่องแรก! ผนวกกับค่าครองชีพที่ต่ำกว่าเมืองกรุงและรายได้ที่เข้ามาทางออนไลน์ สุดท้ายคุณกัสจึงตัดสินใจปักฐานอยู่ที่บ้านเกิดอย่างถาวร
สำหรับความยากของการกลับมาบ้าน คุณกัสมองว่า น่าจะเป็นช่วงใกล้เรียนจบที่ยังไม่ได้เริ่มทำภาพยนตร์ ซึ่งเป็นช่วงที่เขาและเพื่อน ๆ ต่างมาปักหลักรวมกันอยู่ที่ “มหาสารคาม” เพื่อระดมความคิดกันว่าจะไปต่อกันทางไหนดี เกิดเป็นความกดดันในช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัยเรียนสู่วัยทำงาน รวมถึงหลังจากได้ทุนในการทำโปรเจ็กต์แรก แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ผ่านมาได้ด้วยวินัยและความพยายามที่เป็นพื้นฐานแห่งความสำเร็จมาจนถึงปัจจุบัน
“เล่าเรื่องบ้าน ด้วยภาษาบ้าน แต่ให้คนทั้งประเทศฟัง"
“จุดแข็งของอีสาน คือ วัฒนธรรม แล้วก็วิถี สิ่งที่ผมชอบที่สุดของที่นี่คือภาษา เป็นเสน่ห์ที่พูดอะไรก็ตลก อารมณ์ดี”
“คนอีสานมีสัดส่วนเยอะที่สุดในประเทศไทย แล้ววัฒนธรรมอีสานก็ไม่มีพรมแดน คนอีสานอยู่ทุกที่ ดังนั้นช่องทางออนไลน์คือทางเชื่อมบ้านเกิดเรากับโลก”
“ทุกวันนี้ อีสานทำโปรดักชันเองได้ครบวงจร ไม่ต้องพึ่งกรุงเทพฯ ถ้าอีสานมีงานดีพอ คนเก่งก็พร้อมกลับบ้านโดยไม่ต้องรอ”
03 สัญญา มัครินทร์ (ครูสอญอ) – อธิการบดี มหาลัยไทบ้าน ผู้สร้างมิติการศึกษาที่ “เป็นไท”
บ้านเกิด: อำเภอสีชมพู ขอนแก่น
พาใจกลับบ้านมาแล้ว : 5 ปี
ห่างจากตัวเมืองขอนแก่นไปราว 125 กิโลเมตร คือที่ตั้งของ “อำเภอสีชมพู” บ้านเกิดของครูสอญอ ที่แม้ชื่อจะมีความโดดเด่นและสะดุดหู แต่หลายคนกลับไม่เคยได้ยิน ทว่าตั้งแต่ปี 2020 ที่ผ่านมา เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้กลับยิ่งโดดเด่น ด้วยฝีมือของครูสอญอและทีมที่ร่วมกันสร้างเพจ “เที่ยววิถีสีชมพู” ต้อนรับเหล่านักท่องเที่ยวให้มาทำความรู้จักกับชุมชน อีกทั้งเขายังสวมหมวกอีกใบในฐานะ co-founder ของอีสานจะเลิร์น และอีกใบในฐานะ อธิการบดี มหาลัยไทบ้าน ผู้สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ผ่านการแลกเปลี่ยนระหว่างคนในและคนนอกพื้นที่
ก่อนหน้านี้ครูสอญอทำงานเป็นครูที่เมืองขอนแก่นมาโดยตลอด แต่ได้โอกาสกลับบ้านจริง ๆ ตอนช่วงโควิดระบาด ซึ่งกลายเป็นโอกาสให้ได้สำรวจความสวยงามรอบชุมชนบ้านเกิด และเมื่อความสวยงามนั้นได้เผยแพร่ออกไป ก็เกิดเป็นกระแสต่อยอดสู่ธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยระหว่างทาง ครูสอญอยังได้โอกาสสำรวจตัวเองและค้นพบว่า เขาอาจจะไม่ได้เหมาะกับการเป็นครูโรงเรียนรัฐอีกต่อไป จึงตัดสินใจออกมาก่อตั้ง “มหาลัยไทบ้าน” ที่ให้อิสระในการเรียนรู้อย่างไม่จำกัด ควบกับการพัฒนาการท่องเที่ยวไปอีกทาง เนื่องจากเล็งเห็นว่าการศึกษาคือสิ่งที่จะช่วยพัฒนาบ้านเกิดได้อย่างยั่งยืน
สิ่งที่ครูสอญอคิดว่าเป็นความท้าทายในช่วงแรก ก็คือการเริ่มต้นในสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะมันหมายถึงการไม่มีภาพที่ชัดเจนสำหรับเชิญชวนให้คนอื่น ๆ มามองเห็นแบบเดียวกับที่ครูเห็น แต่ความโชคดีหนึ่งก็คือ “การมีเพื่อน” ที่มาช่วยทดลองไปด้วยกัน และเมื่อสิ่งที่ทำอยู่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ความท้าทายต่อมาก็คือการพยายามยืนหยัดในจุดยืนของตัวเอง โดยไม่ให้ใครหรืออะไรมาเปลี่ยนความเป็นตัวเองไป โดยเป้าหมายในอนาคตก็คือการทำให้อำเภอสีชมพูเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติอยากมาสัมผัส เป็นอีกเมืองที่ห้ามพลาด เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชุมชน
“เรียนรู้การเป็นไท พร้อมเปลี่ยนบ้านเกิดเป็นมหาลัย”
“โควิดเป็นโอกาสให้เราได้กลับไปสำรวจบ้าน ได้เห็นว่าคนรุ่นเดียวกันเขาหนีออกจากชุมชนกันหมด เราเลยอยากสร้างพื้นที่ที่ทำให้คนอยู่ได้ อยู่ดี และอยู่ด้วยกัน”
“ผมเชื่อว่าการศึกษาที่ดี คือการให้อำนาจคนได้ออกแบบการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ความรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในตำรา แต่สร้างได้จากชีวิตจริงและผู้รู้ในชุมชน”
“ถึงรายได้น้อยกว่าเดิมก็ไม่เป็นไร ถ้าเรามีความสุขทุกวัน และได้ดิ้นรนใช้ปัญญาเพื่ออยู่รอดในบ้านเกิดของเรา ผมว่านี่แหละคือการเรียนรู้ที่แท้จริง”
04 ณัฐกร สมบัติธรรม (เจ) – สถาปนิกเนิร์ดเมือง กับการพัฒนาเมืองผ่านเรื่องเล่าและการออกแบบ
บ้านเกิด: ขอนแก่น
พาใจกลับบ้านมาแล้ว : 1 ปี
เจคือผู้ร่วมก่อตั้ง “UrbanKraft” บริษัทที่มุ่งจะพลิกโฉมเมืองขอนแก่น ด้วยการผสานศักยภาพของคนในชุมชน มาร่วมกันผลักดันนวัตกรรมในด้านเมืองให้เกิดขึ้น ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งเพจ “Khon Kaen Talk” และ “Isaan Talk” ที่คอยอัปเดตเรื่องราวในระดับจังหวัดและภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง นำเสนอในแบบที่อ่านง่าย น่าสนใจ โดยเจมีแรงบันดาลใจในการกลับบ้านตั้งแต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปี 2 จากการได้ยินข่าวของรถไฟฟ้าที่กำลังจะเกิดขึ้นในเมืองขอนแก่น จากนั้นก็เริ่มทำเพจ “Khon Kaen Talk” ที่ส่งผลให้เขาได้มีโอกาสไป-กลับ กรุงเทพ-ขอนแก่นอยู่เรื่อย ๆ จนเกิดเป็นความผูกพันและความปรารถนาดีที่อยากจะเปลี่ยนแปลงเมืองเมืองนี้ให้ดีขึ้นจริง ๆ
ความท้าทายที่ต้องเจอหลังจากกลับมาที่บ้านเกิดคือการต้องพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สร้างความกดดันให้เขาตั้งแต่วันที่ยังไม่ทันได้ก้าวกลับมาอยู่บ้าน ด้วยความคิดที่ว่า “หากกลับมาจะต้องประสบความสำเร็จให้ได้” และเขาเองก็อยากเป็นแบบอย่างที่ทำให้คนอื่น ๆ เห็นแล้วรู้สึกอยากกลับมาใช้ชีวิตที่ภูมิลำเนาของตนด้วย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่เขาทำก็เริ่มเห็นผลจากการที่มีเพื่อน ๆ คอยทักมาปรึกษาว่าอยากจะกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเหมือนกับเขาเช่นกัน
"เปลี่ยนเมือง เปลี่ยนมุมมอง"
“เราอยากพิสูจน์ให้เห็นว่าที่นี่มีโอกาสจริง ๆ อยู่ได้ ใช้ชีวิตได้ เติบโตไปพร้อมเมืองได้ — ถ้าการกลับมาของเรา ทำให้คนอื่นกล้ากลับมาด้วย นั่นคือความสำเร็จที่น่าภูมิใจที่สุดแล้ว”
“อีสานไม่ได้แร้นแค้น แต่มันมีของดีเต็มไปหมด ทั้งวัฒนธรรม อาหาร วิถีชีวิต เราแค่ยังขายไม่เป็น และยังไม่เปลี่ยนมายด์เซ็ตกันจริงจังเท่านั้นเอง”
“ผมเชื่อว่าทุกคนมีต้นทุนที่ดีพอ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เราสามารถภาคภูมิใจในบ้านเกิดของตัวเองได้ ถ้าลงมือทำในสิ่งที่อยากทำอย่างจริงจัง”
05 ปาลิตา เชื้อสาวะถี (อาย) – หมอลำเจนใหม่ ผู้ใช้เสียงเสนาะหูกู้บ้านเกิด
บ้านเกิด: ขอนแก่น
พาใจกลับบ้านเป็นระยะ
นักร้องลูกทุ่ง หมอลำไอดอล ที่ได้รับการเปิดตัวเป็นนางเอกหมอลำคนใหม่แห่งคณะอีสานนครศิลป์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคณะหมอลำประจำบ้านเกิด อายเล่าว่าแม้เธอจะยังไม่ได้กลับบ้านถาวร แต่ในความหมายของเธอนั้น การ “กลับบ้าน” อาจหมายถึงการกลับไปหารากเหง้าวัฒนธรรมของความเป็นอีสานที่ตัวเธอเองเคยมองข้ามและไม่ได้สนใจ
จากเด็กวัยรุ่นที่ร้องเพลงลูกทุ่งภาคกลางมาตลอด วันหนึ่งได้มีโอกาสกลับมาอยู่บ้านเพราะวิกฤตโรคระบาด และนั่นก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนเมื่อเธอได้รับการทาบทามให้ไปเป็นนางเอกหมอลำแห่งคณะอีสานนครศิลป์ ซึ่งส่งผลให้เธอค่อย ๆ ซึมซับและค้นพบตัวตนแห่งวัฒนธรรมของตัวเองที่เคยทำหล่นหายไป
โดยความท้าทายที่เกิดขึ้นในฐานะนางเอกหมอลำ อยู่ที่การเรียนรู้และฝึกฝนศาสตร์ของการร้องหมอลำที่เธอไม่คุ้นชิน เพราะหมอลำไม่ใช่แค่ภาษาอีสาน แต่ยังมีทั้งลูกเอื้อนที่เป็นเอกลักษณ์และทำนองที่หลากหลาย แตกต่างจากเพลงประเภทอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง กระนั้นการฝึกฝนนี้ก็ทำให้เธอได้ทักษะที่แฝงกลิ่นอายของบ้านเกิดติดตัวไป และไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถโชว์ความเป็นอีสานได้อย่างภาคภูมิใจแน่นอน
“เสียงหมอลำ นำพากลับบ้าน”
“3 ปีเต็ม ๆ กับอีสานนครศิลป์ ทำให้หนูรู้สึกว่า ‘ทำไมฉันหลงลืมสิ่งที่บ้านเรามีไป’ ยิ่งหนูได้ฟังแม่ ๆ พี่ ๆ ที่รำมาเป็น 10 ปี หนูฟังแล้วน้ำตาจะไหล มัมว้าวมาก ๆ”
“ไม่รู้ว่าหมอลำจะไปได้ไกลแค่ไหน แต่หนูไม่อยากให้มันหายไปเลย และภูมิใจมากที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘นางเอกหมอลำ’”
“หนูอยากให้ทุกคนภูมิใจในวัฒนธรรมบ้านเราก่อน เราถึงจะส่งต่อมันให้คนอื่นรู้จักอย่างสง่างามได้…อยากให้คนรู้ว่าชุมชนน้อย ๆ ของเฮามีศิลปะวัฒนธรรมโบราณ ที่อยากให้นักท่องเที่ยวหรือทุก ๆ คนได้มาชม”
#CreativeThailand #Talk #HomeComer #IsanCreativeFestival2025 #ISANCF2025 #ISANSOULPROUD
ที่มา : เสวนา “ISAN HOME COMER TALK กลับอีสานดีกว่า” ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ขอนแก่น ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2568