โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“บัวหลวง” ชี้สงคราม “อิสราเอล–อิหร่าน” ดันราคาน้ำมันพุ่ง 200% หากปิดช่องแคบ “ฮอร์มุส”

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 09.41 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 05.39 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ได้ทำบทวิเคราะห์สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในอิหร่านเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2568 โดยโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์กว่า 100 จุดทั่วประเทศ รวมถึงโรงงานนิวเคลียร์ ฐานทัพ และบ้านพักของนายพลระดับสูงอย่างโฮเซน ซาลามี และโมฮัมหมัด บาเกรี ซึ่งถูกสังหารในปฏิบัติการครั้งเดียวกัน ถือเป็นการโจมตีโดยตรงที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ด้านอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงโดรนมากกว่า 100 ลำเข้าใส่อิสราเอล แม้ส่วนใหญ่ถูกสกัดได้แต่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงความพร้อมในการยกระดับสถานการณ์เป็นสงครามเต็มรูปแบบ ส่งผลให้อิสราเอลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและปิดสนามบินหลายแห่งทันที

บัวหลวงประเมินว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจาก "สงครามตัวแทน" สู่การเผชิญหน้าโดยตรงครั้งแรกอย่างเป็นรูปธรรม ระหว่างสองประเทศที่มีประวัติความขัดแย้งยาวนานนับตั้งแต่การปฏิวัติอิหร่านปี 1979 สะท้อนถึงความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรวม และส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานของโลก

พร้อมจำแนกสถานการณ์ออกเป็น 2 รูปแบบหลัก เริ่มจาก Scenario 1: สงครามจำกัดวง (Contained War)
หากความขัดแย้งไม่ลุกลาม บัวหลวงประเมินว่าอุปทานน้ำมันสุทธิอาจลดลงราว 2.5% ของความต้องการทั่วโลก โดยผลกระทบต่อราคาน้ำมันอาจอยู่ในระดับจำกัด และผลักดันราคาน้ำมันเบรนท์ไปแตะระดับเฉลี่ยที่ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นประมาณ 50% จากระดับในเดือนพฤษภาคม

Scenario 2: ปิดช่องแคบฮอร์มุส (Hormuz Blockade)
ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากอิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุสซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันกว่า 20% ของโลก ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นถึง 200% โดยบัวหลวงคาดการณ์ราคาน้ำมันเบรนท์อาจทะยานถึง 189 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อันเป็นผลจากภาวะ “ตลาดขาดสมดุล” (Market Dislocation) ซึ่งแม้จะมีมาตรการชดเชยอุปทานจาก OPEC การผลิตนอกกลุ่ม และการระบายคลังสำรอง แต่ก็ไม่เพียงพอต่อการทดแทนผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะสั้น

โดยบัวหลวงชี้ว่า ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของตลาดยังมีอยู่สูง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาอัตราส่วน Long-to-Short ของตลาดฟิวเจอร์สน้ำมัน ซึ่งพุ่งขึ้นแตะระดับ 5.2 เท่าในสัปดาห์ล่าสุด จากจุดต่ำสุดที่ 2.8 เท่าในปลายเดือนพฤษภาคม สะท้อนถึงแรงเก็งกำไรและความกังวลต่อปัญหาอุปทานระยะใกล้

ทั้งนี้ แบบจำลองราคาน้ำมันที่พัฒนาขึ้นโดยบัวหลวง ใช้แนวทาง "Event-Driven Scenario-Based" เพื่อประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในอุปทานน้ำมัน โดยอิงจากสมมติฐานของการสูญเสียอุปทานสุทธิ (Net Supply Loss) และค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ในระยะสั้น (Price Elasticity of Demand) ทำให้สามารถคาดการณ์ช่วงราคาภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม บัวหลวงเตือนว่า แม้ราคาน้ำมันยังไม่สะท้อนความเสี่ยงในระดับสูงสุด แต่หากสถานการณ์ยกระดับจนกระทบต่อโครงสร้างอุปทานอย่างแท้จริง อาจเกิดแรงซื้อแบบ panic รอบใหม่ในตลาดพลังงาน ซึ่งจะเร่งให้ราคาเข้าสู่ระดับวิกฤตในเวลาอันรวดเร็ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...