4 ความสมเหตุทำหุ้น SAPPE ร่วงหนัก.!?
ความเชื่อที่ว่า“ผลประกอบการ คือเจ้ามือตัวจริงของราคาหุ้น”นั้น อาจจะใช้ไม่ได้เสมอไป หากนำมาใช้กับหุ้นที่ปรับตัวขึ้นสวนภาวะตลาด หรือไม่ยอมลง ตามภาวะตลาด
ยกตัวอย่าง เคสของหุ้นบริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPEที่ภายหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/67 มีกำไรสุทธิเติบโต 31.41% จาก 312 ล้านบาท เป็น 410 ล้านบาท ถือว่าเติบโตมากเมื่อเทียบกับธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อความงาม และสุขภาพนั้น แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลง สวนทางกับผลประกอบการ และสวนทางกับภาวะตลาดที่กลับมายืนเหนือ 1,300 จุดได้อย่างง่ายดาย..
สำหรับสาเหตุที่หุ้น SAPPEร่วงหนัก มีหลายประเด็นดังนี้..
1)ลักษณะของหุ้นเข้าสูตรตามตำรานักเล่นหุ้นที่ว่า Sell on Factเนื่องจาก Q2/67 มีกำไรเติบโตแบบก้าวกระโดด 31% พอผลประกอบการออกมา ราคาหุ้นก็ปรับตัวลดลง
2)นักลงทุนเทขายทำกำไรออกมา เนื่องจากราคาหุ้น SAPPEปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุด ที่ 106.50 บาท เมื่อวันที่ 14 พ.ค.67 วันที่งบไตรมาส 1/67 ประกาศ และย่อลงมาปิดที่ 97.25 บาท
จากนั้นราคาหุ้นก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำนิวไฮอีกครั้ง วันที่ 5 มิ.ย. 67 ที่ 107.50 บาท ก่อนงบไตรมาส 2/67 ประกาศ
นั่นแสดงว่ามีนักลงทุนกลุ่มหนึ่ง“เชื่อว่า หรือ รู้ว่า” งบไตรมาส 2/67 จะออกมาดีเลยเข้าไปไล่ราคา ไม่เช่นนั้น เราจะไม่เห็นราคาหุ้นถูก Corner และพาขึ้นไปจนทะลุ 100 บาทอย่างง่ายด่าย
นอกจากนี้ช่วงก่อนที่จะมีประชุมนักวิเคราะห์ (Analyst Meeting-19 ส.ค.) 2 วัน หรือหลังจากวันประกาศงบไตรมาส 2/67 (13 ส.ค.) คือช่วงวันที่ 15-16 ส.ค.มีแรงเทขายหุ้นออกมาอย่างหนัก เพียงแค่ 2 วัน ราคาหุ้นหายไป 7 บาท จาก 98 บาท เหลือ 91 บาท
โดยเหมือนจะรู้ว่าวันถัดไป (19 ส.ค.) ผู้บริหารจะพบนักวิเคราะห์และให้ข้อมูลว่า ไตรมาสถัดไป หรือครึ่งหลังของปีนี้ อาจจะไม่ดีอย่างที่คิดไว้
นั่นจึงเป็นเหตุการณ์ของราคาหุ้น SAPPE ที่ร่วงลงมาก่อนที่จะมี Analyst Meeting ซึ่งการพบนักวิเคราะห์ เป็นแค่คำเฉลย ว่าทำไมหุ้นถึงถูกเทลงมาก่อนหน้านี้
ใครละที่เป็น“ไอ้โม่ง”เทขายหุ้น SAPPEก่อนที่จะพบนักวิเคราะห์..!?
ลักษณะหุ้น SAPPEเป็นหุ้นที่มี bid-offerน้อย ปกติเทรดกันวันละไม่ถึง 1 ล้านหุ้น แต่พอช่วงก่อนงบไตรมาส 2 ออก วอลุ่มเทรดจึงพุ่งเข้ามา 1-2 ล้านหุ้นต่อวัน
ประกอบกับการที่ ราคาหุ้นไปแตะ 100 บวกกับการมี bid น้อย เวลาไหลลงก็ย่อมง่าย ถ้ามีคนเทขายออกมาแค่ 1-2 ล้านหุ้น ก็สามารถทำให้ราคาหุ้นเสียทรง และเกิดอุปทานหมู่ แพนิกเซลออกมาได้
เพราะทุกอย่างถูกควบคุมด้วยแรงซื้อ และแรงขาย ฝั่งไหนเยอะ ราคาหุ้นก็จะเทไปฝั่งนั้น
3)ราคาหุ้นที่ก่อนหน้านี้ วิ่งขึ้นไป 100 บาท ทุกคนได้กำไรหมด การจะขายหุ้นออกมาซื้อตัวอื่น ๆ ที่ใช้เงินน้อยกว่า ในช่วงที่ตลาดกำลังจะกลับมาคึกคัก ก็ถือว่าไม่แปลก หรือผิดปกติอะไร
การคาดหวังจะให้หุ้นราคา 90-100 บาท ขึ้นไป 150-200 บาท มันมีความเป็นไปได้ แต่ต้องใช้เวลามากกว่า เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนตัวเล่นไปเลือกซื้อหุ้นตัวอื่น ๆ ในตลาดที่มีอีก 800 ตัวให้เลือกที่ใช้เงินซื้อน้อยกว่า แต่ได้หุ้นจำนวนมากกว่า และมีโอกาสได้ upside ที่มากกว่า
เปรียบเทียบง่าย ๆ หุ้นตัวละ 100 บาท ซื้อได้ 1 หุ้น เทียบกับเอาเงิน 100 บาท ไปซื้อหุ้น 1 บาท ได้ 100 หุ้น upsideต่างกันเยอะ
ส่วนการจะคิดถูก หรือคิดผิด ที่ไปเลือกหุ้น 1 บาท ที่พื้นฐานอาจไม่ดีเท่า หุ้น 100 บาท ที่ดีกว่า ตรงนี้ก็เป็นเรื่องของความคิดนักลงทุนที่ตัดสินใจ แต่รูปการณ์ที่ปรากฏมันเป็นแบบนี้ ขนาดหุ้นผลประกอบการขาดทุน หุ้นพื้นฐานแย่ ยังบวกชน ceiling เลย นับภาษาอะไร
และคงไม่มีใครจะไปบีบความคิดไม่ให้ขายหุ้น 100 บาท เพื่อเปลี่ยนไปเล่นหุ้น 1 บาทที่พื้นฐานแย่กว่าเพราะทุกคน เล่นหุ้นหวังส่วนต่างเปอร์เซ็นต์ของกำไรสูง ๆ กันทั้งนั้น
4)ช่วงที่ SET INDEX ทำโลว์สุดของรอบนี้ อยู่ที่ 1,274 จุด (5 ส.ค.) วันเดียวกัน ราคา SAPPE ปิดที่ 88.50 บาท
นั่นหมายความว่า ตอนที่หุ้นในตลาดทุกตัวลง 40-50% แต่หุ้น SAPPE ไม่ลง ซึ่งก็ไม่อยากจะคาดเดาว่าเหตุผลมาจากการ corner หรือเปล่า? เพราะรู้ว่าผลประกอบการไตรมาส 2/67 จะออกมาดีมาก
จนเป็นที่มาของแรงเทขายหุ้นเมื่อตลาดฟื้นกลับมา
ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่ ผู้ลงทุนควรรู้ และควรทำความเข้าใจกับปัจจุบันของโลกแห่งการลงทุน..!!
ธิติ ภัทรยลรดี