โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น กับ ศิลานักปราชญ์

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2565 เวลา 23.15 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ตลาดหุ้นไทยกำลังแกว่งไกวไหวเอนไปกับจิตวิทยาการลงทุนของบรรดา “คุณตลาด” ทั้งหลายแหล่ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ควบคุมได้ยากของสถานการณ์ราคาน้ำมัน ดอกเบี้ยขาขึ้น และ ภาวะ stagflation ชั่วคราวที่เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย

ในสถานการณ์เหล่านี้ การเคลื่อนไหวของตลาดและราคาหุ้น จึงค่อนข้างสับสนและซับซ้อนจนกระทั่งลงทุนผิดพลาดไปตาม ๆ กัน

บนความไม่แน่นอนเหล่านี้ ทำให้การเก็งกำไรมีลักษณะสุ่มเสี่ยงในระยะสั้น ๆ ไปได้ เปรียบได้ดังการเล่นแร่แปรธาตุในยุคกลางตอนแรกของยุโรปที่มีการค้นหาความเร้นลับของศิลานักปราชญ์ที่เชื่อกันว่าทำให้สารหรือวัตถุที่เป็นโลหะสามารถแปรสภาพเป็นทองคำได้

ความเชื่อดังกล่าวทำให้เกิดเรื่องบานปลายไปมากขึ้นจากการที่เชื่อกันต่อ ๆ มาว่าคนบางคนที่มีโอกาสครอบครองศิลานักปราชญ์หรือหินของนักปราชญ์อาจต้องทำข้อตกลงกับปีศาจที่นำความมั่งคั่งรวดเร็วทางลัดจากการขายวิญญาณของตนให้กับปีศาจ เรื่องราวเหล่านี้กลายมาเป็นนิทานตำนานในหลายสังคมขึ้นมา

เรื่องคำนิยามของสสารที่เรียกกันว่า ศิลานักปราชญ์หรือที่ในนิยายพ่อมดของเจ เค โรว์ลิ่ง เรื่องแฮรี่ พอตเตอร์ว่า (ศิลาอาถรรพ์) ทั้งที่ไม่เคยมีใครรู้ชัดเจนว่ามันคืออะไร

คำว่า ศิลานักปราชญ์ (หรือ philosopher's stone) เป็นนิยามที่ใช้กันมากในยุโรปยุคกลางที่เกิดจากนักคิดในศาสตร์ที่เรียกว่าวิชาเล่นแร่แปรธาตุหรือความรู้ก่อนวิทยาศาสตร์ (เรียกว่าเป็นวิชารสายนเวท (alchemy) เป็นแบบแผนของการเล่นแร่แปรธาตุซึ่งรวมเอาเป้าหมายต่อไปนี้ คือ เปลี่ยนโลหะพื้นฐานเช่นเหล็กหรือ ทองแดง ให้กลายเป็นโลหะมีค่าหรือทองคำ การพัฒนาตัวยาอายุวัฒนะที่ทำให้อายุยืนยาว

นักวิทยาศาสตร์ในยุคเก่าอย่างไอแซก นิวตัน หรือไลบ์นิซ ล้วนเคยเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหล่านี้ โดยมุ่งครอบครองศิลานักปราชญ์ซึ่งเป็นสารอย่างหนึ่งที่มีคุณสมบัติดีกว่าสารปรอท หรืออื่นใดในการแปลงโลหะธรรมดาให้เป็นทองคำ

ความที่มีคนระดับปัญญาชนของยุคสมัยเชื่อว่าศิลานักปราชญ์ เป็นสสารสำคัญสามารถเปลี่ยนโลหะฐาน ให้เป็นทองคำ หรือมีสรรพคุณเสมือนเป็นน้ำอมฤตที่คืนสู่วัยหนุ่มสาว และบรรลุความเป็นอมตะ ทำให้ ศิลานักปราชญ์ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดในศาสตร์การเล่นแร่แปรธาตุตะวันตก และ เป็นสัญลักษณ์ใจกลางของการเล่นแร่แปรธาตุ ยังผลให้ความพยายามแสวงหาศิลานักปราชญ์ กลายเป็นเรื่องสำคัญของภารกิจที่เรียกว่าเป็น มหากิจ ทีเดียว

นักบวชคาทอลิกเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษ ที่ 6 ได้เขียนความสำคัญของศิลานักปราชญ์เอาไว้ว่า เขาต้องละเลยการอ้อนวอนพระเจ้า เพื่อทำข้อตกลงกับปีศาจเพื่อให้ได้รับตำแหน่งของนักบวช อีกทั้งเรื่องราวของท่านยังเป็นเรื่องที่เก่าแก่ที่สุดของการทำสัญญากับปีศาจ โดยได้ติดต่อกับซาตาน เพื่อทำสัญญาที่ลงนามด้วยเลือดของตนเอง โดยแลกกับการแลกกับตำแหน่ง บิชอป

ปีต่อมา เขาได้สำนึกผิดและได้อธิษฐานต่อพระแม่มารีเพื่อขอให้อภัย หลังจากที่ 40 วันของการอดอาหาร พระแม่มารีก็ได้ปรากฏตัวและสัญญาว่าจะไกล่เกลี่ยกับพระเจ้าให้ หากเขายอมอดอาหารต่อไปอีก 30 วันพระแม่มารีก็ปรากฏตัวต่อหน้าเขาอีกครั้งและเขาก็ได้รับการอภัยโทษ และปลดปล่อยจากภาระข้อสัญญา

เรื่องราวที่โด่งดังสุดของยุคกลางเกิดขึ้นเมื่อ โจฮัน เกออร์ก เฟาสต์ แห่งยุคยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (หรือยุคเรอเนสซองซ์) ในขณะที่เขาคราคูฟ (Krakow) ได้เข้าทำสัญญาผูกพันเฟาสต์กับปีศาจ จนทำให้เขาถูกประณามจากคริสตจักรว่าเขาดูหมิ่นศาสนา กลายเป็นตำนานที่ได้รับความนิยมในเรื่อง เฟาสต์ (Faust) เพื่อทำให้เขากลับมาหนุ่ม 24 ปีอีกครั้ง หากแต่น่าเสียดายต่อมาเขาก็ไม่รู้สึกพอใจชีวิตที่เป็น

เรื่องราวของศิลานักปราชญ์ที่ปนเปื้อนกับการทำข้อตกลงกับปีศาจจึงกลายเป็นเรื่องเดียวกันที่แยกไม่ออก ทั้งที่ความชัดเจนของสสารที่เรียกชื่อดังกล่าวยังไม่เคยเกิดขึ้นเพราะมีคำบรรยายลักษณะของศิลานักปราชญ์นั้นมีมากหลากหลาย ตามตำรา ว่าวิธีการเกือบเหมือนกัน คือ สีขาว (สำหรับทำเงิน) และสีแดง (สำหรับทำทอง) ศิลาสีขาวเป็นรุ่นที่เสร็จสมบูรณ์น้อยกว่าศิลาสีแดง ตำราได้ให้คำใบ้ถึงรูปลักษณ์ทางกายภาพที่ควรเป็นของศิลานักปราชญ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลาสีแดง ศิลานักปราชญ์มักกล่าวขานกันบ่อยครั้งว่า เชื่อกันว่าศิลานักปราชญ์นั้นหนักกว่าทอง และเชื่อกันว่าละลายได้ในของเหลวทุกชนิด แต่ไม่ติดไฟ

ความไม่ชัดเจนกลายเป็นเสน่ห์ที่ผิดหลักการทางวิทยาศาสตร์ทำให้เรื่องราวของศิลานักปราชญ์และการทำข้อตกลงกับปีศาจ ถูกลดทอนลงไปแค่เป็นคำเปรียบเปรยทางภาษาเท่านั้น

ในตลาดหุ้นปัจจุบันความเชื่อถือในเรื่องศิลานักปราชญ์และการทำข้อตกลงกับปีศาจ ไม่ใช่กฎ ที่ตายตัว และไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือแต่อย่างใด

แล้วบรรดาพ่อมดการเงิน ก็ไม่มีมนต์วิเศษแต่อย่างใดเลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...