โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

TTB-KTB-CPF ยืนบวกสวนตลาด รอบครึ่งแรกปี 68 ดัชนีดิ่งหนัก 310 จุด

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 04 ก.ค. 2568 เวลา 08.17 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 01.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ดัชนีตลาดหุ้นไทย ช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ที่ผ่านมา ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างทั้งจากปัจจัยภายในและต่างประเทศส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปรับตัวลดลง 310.65 จุด หรือลดลง 22.18% โดยคำนวณจาก ณ สิ้นปี 30 ธ.ค.2567 ดัชนีปิดที่ระดับ 1,400.21 จุด จนกระทั้งมาถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2568 ดัชนีปิดที่ระดับ 1,089.56 จุด

ทั้งนี้ จากข้อมูลสถิติการซื้อขายสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) แสดงให้เห็นว่า กลุ่มนักลงทุนต่างชาติเป็นกลุ่มที่ขายสุทธิมากที่สุด โดยมียอดขายสุทธิรวมทั้งสิ้น 79,053.44 ล้านบาท รองลงมาเป็นนักลงทุนสถาบันในประเทศ ที่มียอดขายสุทธิ 16,334.40 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 12,220.77 ล้านบาท

ในทางกลับกัน นักลงทุนรายย่อยในประเทศเป็นกลุ่มเดียวที่มีสถานะซื้อสุทธิ โดยมียอดซื้อสะสมสูงถึง 107,608.61 ล้านบาท สะท้อนถึงบทบาทของนักลงทุนรายย่อยในการพยุงตลาดในช่วงที่ความเชื่อมั่นจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันและต่างชาติยังอยู่ในระดับต่ำ

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้รวบรวมข้อมูลการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในกลุ่ม SET50 ตลอดช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ท่ามกลางภาวะความผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ

จากการสำรวจพบว่า หุ้นในกลุ่ม SET50 ส่วนใหญ่เผชิญแรงกดดันจากภาวะตลาดที่ซบเซา ส่งผลให้มีเพียง 3 หลักทรัพย์ที่สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้แก่ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF

สำหรับ TTB โดยราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 30 มิ.ย. 68 อยู่ที่ 1.89 บาท เทียบกับวันที่ 30 ธ.ค. 68 ปิดอยู่ที่ 1.86 บาท บวกไป 0.03 บาท หรือขึ้นไป 1.61% ขณะที่ KTB ราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 30 มิ.ย. 68 อยู่ที่ 21.30 บาท เทียบกับวันที่ 30 ธ.ค. 68 ปิดอยู่ที่ 21.00 บาท บวกไป 0.30 บาท หรือขึ้นไป 1.43% และ CPF ราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 30 มิ.ย. 68 อยู่ที่ 23.00 บาท เทียบกับวันที่ 30 ธ.ค. 68 ปิดอยู่ที่ 22.80 บาท บวกไป 0.20 บาท หรือขึ้นไป 0.88%

โดยการปรับตัวขึ้นของหุ้นทั้ง 3 หลักทรัพย์ดังกล่าว สะท้อนถึงความแข็งแกร่งในปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัท และความสามารถในการปรับตัวท่ามกลางสภาวะตลาดที่มีความไม่แน่นอนสูง

ขณะที่ บริษัท หลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุถึง กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ว่ากำไรรวมของกลุ่มผ่านระดับสูงสุดไปแล้วในไตรมาส 1/68 ทำให้แนวโน้มจากนี้ไปกำไรของกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มชะลอตัวและจะแตะระดับต่ำสุดในไตรมาส 4/68 เหมือนเช่นหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ทิศทางในไตรมาส 2/2568 ฝ่ายนักวิเคราะห์คาดว่ากำไรสุทธิรวมของธนาคาร อยู่ที่ 57.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% จากปีก่อน, แต่ลดลง 5.2% จากไตรมาสก่อน เพราะแม้ สำรองหนี้ จะผ่อนคลายลงได้ แต่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เป็นรายได้หลักปรับลดลง กดดันจากสินเชื่อชะลอตัว และ NIM

เมื่อมองไปข้างหน้า กลุ่มธนาคารพาณิชย์มีความท้าทายสูงขึ้นจากเศรษฐกิจชะลอตัวกระทบจากเสถียรภาพรัฐบาลที่อ่อนแอ ภายหลัง ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวอาจกระทบต่อการบริหารประเทศ นอกจากนี้ มาตรการภาษี นำเข้าไปสหรัฐที่สูงขึ้นทำให้ขาดปัจจัยหนุนการเติบโตที่แข็งแกร่ง

อย่างไรก็ดี Valuation ของธนาคารพาณิชย์ซื้อขายที่ 0.7 เท่า PBV’25E (-0.5SD ของค่าเฉลี่ย 10 ปี) และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงช่วยลดความผันผวนของราคา ฝ่ายนักวิเคราะห์คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” เลือก ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เป็นหุ้นเด่น

ขณะที่ จากการประเมินของฝ่ายวิเคราะห์ถึงแนวโน้มผลประกอบการกลุ่มธนาคารในไตรมาส 2/2568 พบว่า ภาพรวมมีความหลากหลาย โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้ 1.กลุ่มที่คาดว่ากำไรสุทธิเติบโตทั้งจากปีก่อนหน้าและไตรมาสก่อนหน้า ได้แก่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ซึ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนจากรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียมที่ปรับตัวดีขึ้น

กลุ่มที่คาดว่ากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าแต่ลดลงหรือทรงตัวจากไตรมาสก่อน ประกอบด้วย KTB,BBL,ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT,ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB สะท้อนการฟื้นตัวจากฐานต่ำในปีก่อน แต่ได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและการตั้งสำรองฯ ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้

กลุ่มที่กำไรสุทธิปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าแต่ลดลงจากปีก่อน ได้แก่ บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP และ TTB โดยมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของรายได้ดอกเบี้ยในระยะสั้น แต่อาจยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากกำไรพิเศษหรือฐานที่สูงในปีก่อนได้

ส่วนหากมองไปที่หุ้นตัวสุดท้ายที่ราคาหุ้นปรับตัวแข็งแกร่ง ท่ามกลางความผันผวนอย่างบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF นั้น บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ความคิดเห็นจากผู้บริหารประเมินแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/2568 ว่าจะยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสแรก โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 3 ประการ ได้แก่

1.ปริมาณคำสั่งซื้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ สะท้อนความต้องการบริโภคที่ฟื้นตัว ขณะเดียวกันลูกค้าต่างชาติเพิ่มคำสั่งซื้อล่วงหน้า รองรับช่วงฤดูกาลสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี

2.ทิศทางราคาสุกรและไก่ปรับตัวดีขึ้น โดยราคาสุกรในไทยและเวียดนามคาดว่าจะทรงตัวในระดับสูงราว 80–90 บาท/กิโลกรัม ส่วนราคาสุกรในจีนเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว จากราคาลูกสุกรที่ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาไก่ยังอยู่ในระดับดี สะท้อนภาวะอุปทานที่ตึงตัว อันเป็นผลจากการระบาดของโรค ASF และโรคทางเดินหายใจในสุกร รวมถึงไข้หวัดนกในสัตว์ปีก ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ

3.อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบหลักปรับลดลง ประกอบกับบริษัทมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนการขายสินค้าแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ช่วยสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืน

ฝ่ายนักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวก (Positive) ต่อข้อมูลที่ได้รับจากงานประชุมนักวิเคราะห์ เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/2568 ที่คาดว่าจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับมุมมองที่ได้สะท้อนไว้ในบทวิเคราะห์ฉบับก่อนหน้า (Earnings Result วันที่ 15 พฤษภาคม 2568) ซึ่งได้มีการปรับประมาณการกำไรขึ้นเรียบร้อยแล้ว

เบื้องต้น คาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 2/2568 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และอยู่ในระดับทรงตัวหรือปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ ราคาสุกรในไทยและเวียดนามที่ปรับเพิ่มขึ้น ราคาไก่ทรงตัวในระดับสูง ต้นทุนอาหารสัตว์ที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคาดว่ากำไรส่วนแบ่งจากบริษัทร่วม โดยเฉพาะ CPALL จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน

ทั้งนี้ คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ที่ระดับ 27,025 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% จากปีก่อน สะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 35.00 บาท และยังคงเลือกหุ้นนี้เป็น Top Pick ของกลุ่ม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...