คาดอีก 2 สัปดาห์ แฟลตคลองจั่นกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ เหตุเพราะป็นพื้นที่ต่ำ ระดับน้ำของคลองรับน้ำหลักยังสูง
แฟลตคลองจั่นยังเผชิญสถานการณ์ระดับน้ำท่วมสูงเกิน 1 เมตร และน้ำท่วมขังหลายวัน ผู้พักอาศัยกว่า 4,000 ครัวเรือนเดือดร้อน ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ออกไปหาอาหารลำบาก เพราะน้ำสูงถึงเอว
ผ่านมาร่วมวันที่ 4 แล้วที่หลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานครและหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางเผชิญกับน้ำท่วมอันเนื่องมาจากฝนตกหนักเป็นเวลานาน
สถานการณ์นี้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งบ้านโดนน้ำท่วม ถนนสัญจรไม่ได้ รวมถึงในบางพื้นที่ต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำและไฟฟ้า
แม้ขณะนี้ (28 ก.ย. 2569) ฝนเบาบางลงบ้าง แต่ยังมีหลายพื้นที่ที่น่าเป็นห่วง ทั้งโซนลาดกระบัง หนองจอก มีนบุรี ที่ยังมีฝนตกเติมลงมาเป็นระยะ และมีประชาชนบางส่วนติดค้างอยู่ในที่พักอาศัยจนต้องส่งทีมเข้าช่วยเหลือ เช่นเดียวกันกับโซนรามอินทรา บางเขน หลักสี่ ที่ได้รับรายงานว่าเป็นเขตที่มีน้ำท่วมขังและการจราจรได้รับผลกระทบ
อีกพื้นที่ที่ชาวบ้านกำลังได้รับความเดือดร้อนคือบริเวณรามคำแหง บางกะปิ ลาดพร้าว โดยเฉพาะโซนแฟลตคลองจั่นที่มีผู้อยู่อาศัยกว่า 4000 ครัวเรือน ประกอบได้ด้วยเด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงวัย กำลังใช้ชีวิตกันอย่างไร้น้ำ ไร้ไฟฟ้า
เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2569 จากที่ทีมผู้สื่อข่าว The Active ได้ร่วมเดินทางไปเข้าช่วยเหลือในแฟลตคลองจั่น เขตบางกะปิ พร้อมกับอ.ธเนศร์ นะธิศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและระบบน้ำใต้ดิน พบว่า การเข้าถึงพื้นที่นั้นมีอุปสรรคจากน้ำท่วมสูง
ชาวบ้านในพื้นที่บางคนระบุว่า ไม่มีข้าว ไม่มีน้ำกิน ไม่สามารถสัญจรออกไปหาเสบียงได้เลย หากออกไปต้องฝ่าน้ำสูงเกือบ 1 เมตรเพื่อหาของจำเป็นมาประทังชีวิต ชาวบ้านบางส่วนเพิ่มเติมว่าสิ่งที่ต้องการตอนนี้มีทั้งผ้าอ้อมเด็กและผู้ใหญ่ เนื่องจากไม่สามารถเข้าห้องน้ำได้
คำถามสำคัญจากผู้คนในแฟลตคือ “เมื่อไหร่จะเป็นปกติ”
ด้าน นิตยา กีรติเสริมสิน ผู้สื่อข่าว Thai PBS วิเคราะห์ผ่านรายการตรงประเด็นว่า พื้นที่บริเวณแฟลตคลองจั่นมีลักษณะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่สุดในเขตบางกะปิ และยังเป็นย่านที่อยู่ระดับต่ำกว่าน้ำทะเลปานกลาง ทำให้พื้นที่ดังกล่าวเปรียบเสมือนแอ่งกระทะที่รองรับปริมาณน้ำจากพื้นที่อื่นหลายด้าน
จากการวิเคราะห์ แผนระยะสั้นที่ทำได้เร็วที่สุดคงเป็นการระบายน้ำ แต่ทั้งนี้แม้แต่การระบายน้ำโดยเครื่องสูบขนาดใหญ่ก็ยังไม่สามารถทำได้ช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งน้ำก็ลดในปริมาณไม่มาก เหตุจากคลองรับน้ำในขณะนี้ก็มีปริมาณที่เยอะอยู่แล้วเช่นกัน
“ถ้าหากว่าคลองพังพวยมีระดับน้ำที่สูงอยู่แล้ว การสูบน้ำที่แฟลตคลองจั่นลงไปก็จะทำได้ล่าช้า หากว่าฝืนสูบอีกก็ทำให้น้ำล้นตลิ่งได้ กระทบชุมชนริมคลองพังพวยได้อีก”
เส้นทางน้ำหลังจากคลองพังพวยคือการไหลไปเชื่อมกับแหล่งน้ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร โดยคลองแสนแสบถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยกู้วิฤตน้ำท่วมในครั้งนี้ได้ เพราะใช้เป็นคลองสายหลักที่รับมวลน้ำจากคลองย่อย ทั้งนี้คลองแสนแสบเองก็ยังอยู่สภาวะที่มีน้ำในปริมาณมาก การแก้ไขปัญหาจากต้นทางจึงต้องทำให้น้ำในคลองแสนแสบลดระดับลงก่อน เพื่อให้การสูบน้ำออกจากชุมชนแฟลตมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกันเพื่อลดภาระของคลองแสนแสบ มวลน้ำจำนวนหนึ่งจึงถูกดึงลงสู่ใต้ดินผ่านอุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบและคลองลาดพร้าว ที่สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
และท้ายที่สุดมวลน้ำจะถูกส่งต่อไปยังสถานีสูบน้ำพระขโนง มีความสามารถในการระบายน้ำสูงสุด 70 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยทำหน้าที่ผลักมวลน้ำทั้งหมดไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และระบายสู่อ่าวไทยต่อไป
“ถ้าหากว่าไม่มีปริมาณฝนตกลงมาสมทบในพื้นที่ การระบายน้ำตามโครงข่ายที่ได้วิเคราะห์ไปทั้งหมดนี้จะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์ พื้นที่แฟลตคลองจั่นถึงจะแห้งสนิทและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ”
สิ่งที่ทำได้อย่างเร่งด่วนในตอนนี้คือการระบายน้ำจากคลองสายหลักและสูบน้ำจากคลองย่อย ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าแผนระยะสั้นที่จะช่วยได้อย่างเร็วที่สุด อาจจะกินเวลาราว 2 สัปดาห์ จนกว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติ เหตุจากเส้นทางน้ำที่ค่อนข้างไกล
โดยภาพรวมการประมาณการกรุงเทพมหานคร คาดการณ์ว่าอาจจะมี 329,000 ครัวเรือน หรือประมาณ 700,000 คน ที่กลายเป็นผู้ประสบภัย