รถจมน้ำ-รถน้ำท่วม ประกันจ่ายกี่บาท เช็กเกณฑ์ประเมิน-ขั้นตอนเคลมประกันภัย
จากเหตุการณ์อุทกภัยน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายแก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งในส่วนของอาคารบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วม รวมไปถึงรถยนต์ จักรยานยนต์ ยานพาหนะต่างๆที่จมไปกับน้ำ หรือได้รับความเสียหายจากน้ำที่กระทบกับเครื่องยนต์กลไกต่างๆ ซึ่งในส่วนของบ้านเรือน นอกเหนือจากความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยที่แต่ละคนทำไว้แล้ว ภาครัฐฯยังมีมาตรการเยียวยาน้ำท่วมสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ
แต่ในส่วนของรถยนต์ จักรยานยนต์ หรือยานพาหนะต่างๆที่ต้องประสบพบเจอกับเหตุการณ์ "รถจมน้ำ" ซึ่งบางคันอาจจะเสียหายเล็กน้อย แต่บางคันถูกท่วมทั้งคันไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปไหนต่อได้ แน่นอนว่าเจ้าของรถทุกคันที่โดนน้ำท่วมจะต้องตั้งคำถามว่า แล้วรถที่จมน้ำ หรือ รถที่ถูกน้ำท่วมนี้ จะสามารถเคลมประกัน หรือ บริษัทฯประกันภัยต่างๆจะคุ้มครองไหม หรือหากเคลมได้ จะมีเงื่อนไข หรือหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินอย่างไร ได้เงินกี่บาท จากคำถามที่เกิดขึ้น วันนี้ "ฐานเศรษฐกิจ"มัดรวมข้อมูลจากคปภ.และรัฐบาล มานำเสนอดังนี้
เปิดเรต 5 ระดับเช็กความเสียหาย "รถน้ำท่วม" -"รถจมน้ำ" บริษัทประกันภัยจ่ายเคลมให้กี่บาท
- ระดับ A น้ำท่วมถึงพรมพื้นรถ ค่าซ่อมประมาณ 8,000-10,000 บาท
- ระดับ B น้ำท่วมถึงเบาะนั่ง 15,000-20,000 บาท
- ระดับ C น้ำท่วมถึงส่วนล่างของคอนโซล 25,000-30,000 บาท
- ระดับ D น้ำท่วมถึงส่วนบนของคอนโซลหน้า 30,000 บาทขึ้นไป
- ระดับ E รถจมน้ำทั้งคัน บริษัทฯจะคืนทุนประกันภัย ให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์
เช็ก 4 ขั้นตอน ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเคลม กรณีรถยนต์ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัย
- ทั้งในส่วนของประกันภัยรถยนต์ว่าเป็นแบบไหน หากเป็นประกันประเภท 1 จะคุ้มครอง แต่หากเป็นประเภท 2+ หรือ 3+ต้องตรวจสอบว่าได้ซื้อความคุ้มครองเสริมกรณีน้ำท่วมรถไว้หรือไม่
ขั้นตอนที่ 2 เก็บหลักฐานความเสียหาย
- หากรถยนต์ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมในครั้งนี้ อย่าลืมถ่ายรูป หรือถ่ายวีดีโอรอบตัวรถ โดยถ่ายให้เห็นสภาพรถทั้งคันทั้งภายในภายนอก ห้องเครื่อง ระดับน้ำที่ท่วม (ห้ามสตาร์ทรถหากรถถูกน้ำท่วมหรือรถจมน้ำ)
ขั้นตอนที่ 3 แจ้งความเสียหายกับบริษัทประกันภัย
- โดยควรจะติดต่อให้เร็วที่สุด ซึ่งสามารถแจ้งผ่านคอลเซ็นเตอร์ หรือผ่านแอปพลิเคชันของแต่ละบริษัท โดยแจ้งรายละเอียดเบื้องต้น อาทิ เลขที่กรมธรรม์ ทะเบียนรถ วัน-เวลา-สถานที่เกิดเหตุ รวมถึงลักษณะความเสียหายที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะออกเลขที่ใบเคลมให้ผู้เอาประกันภัยเพื่อนำไปติดตามเรื่องและนัดเจ้าหน้าที่สำรวจเข้ามาประเมินหน้างาน
ขั้นตอนที่ 4 รวบรวมเอกสารประกอบการเบิกค่าสินไหมทดแทน
- ในขั้นตอนนี้ต้องใช้ สำเนาบัตรประชาชน ,หนังสือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน,รูปถ่ายความเสียหาย,สำเนาทะเบียนรถและเอกสารประกอบอื่นๆในกรณีที่บริษัทประกันภัยร้องขอ
อัปเดตเงื่อนไข หลักเกณฑ์เพิ่มเติมที่คปภ.ประชุมร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยล่าสุด (28 ก.ย.69)
- พิสูจน์ความเสียหายชัดเจน จ่ายใน 7 วัน: กรณีสามารถตรวจสอบและยืนยันความเสียหายได้อย่างชัดเจน บริษัทประกันมีความพร้อมจ่ายค่าสินไหมทดแทน ภายในไม่เกิน 7 วัน (ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล)
- เคส Total Loss : รถยนต์ที่เสียหายรุนแรง บริษัทประกันจะเร่งจัดเตรียมเอกสารและประเมินความเสียหายไปพร้อมกัน เพื่ออนุมัติจ่ายทุนประกันให้เร็วที่สุด
- รถติดไฟแนนซ์/ติดเช่าซื้อ : คปภ. ประสานความร่วมมือกับ สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดส่งเอกสารระหว่างสถาบันการเงิน ลดขั้นตอนและระยะเวลาในการอนุมัติจ่ายค่าสินไหมทดแทน
เช็กเงื่อนไขรถสันดาป -รถ EV แยกเกณฑ์ประเมินความเสียหาย
รถสันดาป
- ใช้เกณฑ์ประเมิน 5 ระดับ A-E ของ คปภ.
- พิจารณาตามระดับน้ำและความเสียหายของตัวรถ
- จ่ายค่าสินไหมตามความเสียหายจริงและเงื่อนไขกรมธรรม์
รถ EV
- ประเมินตัวรถ + แบตเตอรี่พร้อมกัน
- ตรวจสอบว่าแบตเตอรี่ฟื้นฟูได้หรือไม่
- หากซ่อมไม่ได้หรือไม่ปลอดภัย อาจเข้าข่าย Total Loss
- ต้องอ้างอิงแนวทางของผู้ผลิตแต่ละยี่ห้อและรุ่นประกอบการพิจารณา