ภาคประชาชน ย้ำข้อกังวลทุบภาษีบาป แก้ กม.เปลี่ยนที่มางบฯ กองทุน วอน นายกฯ-ภูมิใจไทย ถอนร่างฯ
ชี้ทุบระบบภาษีบาป หวั่นลดทอนการสนับสนุนโครงข่ายความมั่นคงทางอาหาร การพึ่งพาตนเอง กระทบสังคมสูงวัย มิตินิเวศสุขภาวะ เครื่องมือบำบัด ฟื้นฟูจิตใจ ฝึกอาชีพกลุ่มเปราะบางในชุมชน จี้ เคารพผลรับฟัง หลังประชาชนโหวตชัด “ไม่เห็นด้วย” แนะ ใช้กลไก กมธ.วิสามัญ ศึกษาแนวทางปฏิรูป ผ่านการส่วนร่วมให้ทุกฝ่ายร่วมออกแบบการพัฒนาองค์กรให้โปร่งใส เป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง
ตามที่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย 4 ฉบับ ที่เสนอให้เปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้จากเงินภาษีสุราและยาสูบเป็นงบประมาณรายจ่ายของรัฐ ครอบคลุม 3 กองทุน 1 องค์การ ได้แก่ ไทยพีบีเอส, สสส., กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ และกองทุนผู้สูงอายุ ซึ่งผลโหวตส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับร่างทั้ง 4 ฉบับนี้
วันนี้ (20 ต.ค. 2569) ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน 15 เครือข่าย จึงยื่นหนังสือต่อพรรคภูมิใจไทย เพื่อขอให้รับฟังผลโหวตของประชาชน และเผยให้เห็นข้อเท็จจริงของการอ้างเจตนารมณ์ วินัยทางการเงินการคลังดึงงบประมาณกว่า 14,000 ล้านบาท กลับเข้างบประมาณแผ่นดินนั้นจะไม่เป็นการกระทำเพื่อเอื้อให้กลุ่มนายทุน และส่งผลให้เกิดวิกฤตด้านความโปร่งใส
พร้อมเรียกร้องให้ผู้เสนอกฎหมาย ถอดถอนร่างแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ โดยใช้กลไกกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางปฏิรูป และการมีส่วนร่วมของกองทุนและองค์กรสาธารณะ ดึงตัวแทนจากทุกฝ่ายมาร่วมออกแบบการพัฒนาองค์กรให้มีความโปร่งใสและเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง
ตัวแทนเครือข่ายแรงงานนอกระบบ เปิดเผยว่า ร่างแก้กฎหมายทั้ง 4 ฉบับ เปรียบเสมือนการลิดรอนสิทธิของประชาชน เพราะที่ผ่านมา ประชาชนจะได้รับความรู้จากทั้ง 4 หน่วยงานดังกล่าว ทั้งข้อมูลจากรัฐบาลและสังคม และเป็นกลไกสำคัญที่ทำงานคู่ขนานกับภาครัฐ
ทั้งนี้หากไม่มีการทบทวนและถอดถอนการแก้ไขร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ก็จะไปยื่นต่อ ป.ป.ช. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตรวจสอบการร่างแก้กฎหมายครั้งนี้ พร้อมกันนั้นในวันที่ 21 ต.ค. 69 ภาคีเครือข่ายจะไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา เพื่อให้ทบทวนและถอดถอดร่างทั้ง 4 ฉบับ
ด้าน นิกร จำนง สส.พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นตัวแทนพรรคภูมิใจไทย มารับมอบหนังสือ รับปากจะนำข้อเสนอกลับเข้าไปคุยในฝ่ายกฎหมาย และอยากให้เข้าใจว่าการแก้กฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องคุยกัน ต้องพิจารณาไปทีละฉบับอย่างละเอียด พร้อมขอให้ประชาชน มองเรื่องนี้ ให้เปรียบเสมือนเหรียญที่มี 2 ด้าน
ก่อนหน้านี้ เครือข่ายด้านความมั่นคงทางอาหาร, เครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา และเครือข่ายเด็กมีภูมิ (Youth Club) ก็ได้หนังสืออย่างเป็นทางการต่อพรรคภูมิใจไทย เรียกร้องให้พรรคพิจารณาทบทวนและถอนร่างกฎหมาย 4 ฉบับ ดังกล่าวด้วย โดยกังวลว่าการเปลี่ยนแปลงที่มางบฯ ดังกล่าวจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ความปลอดภัยทางอาหาร และนิเวศสุขภาวะของประชาชน
นพดล มั่นศักดิ์ ภาคีเครือข่ายโรงเรียนชาวนา จ.นครสวรรค์ ย้ำถึงผลสำเร็จด้านความมั่นคงทางอาหารว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เครือข่ายฯ ได้ร่วมกันอนุรักษ์สายพันธุ์ข้าวกว่า 400 สายพันธุ์ และพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ข้าว 9 สายพันธุ์ เช่น ช่อราตรี ขาวเกยไชย และชำมะเลียงแดง เป็นต้น โดยปลูกอย่างแพร่หลายในพื้นที่หลายแสนไร่ การได้รับการสนับสนุนทำให้สามารถสร้างโครงข่ายความมั่นคงทางอาหารที่พึ่งพาตนเองได้จริง
ศุภดา ทองธรรมชาติ ตัวแทนเครือข่ายความมั่นคงทางอาหารคาบสมุทรสทิงพระ ก็สะท้อนภาพการทำงานในพื้นที่ภาคใต้ว่าชุมชนได้ขับเคลื่อนการเชื่อมโยงอาหารอินทรีย์และอาหารท้องถิ่นเข้าสู่โรงเรียนกว่า 30 แห่ง ทำให้เด็ก ๆได้รับอาหารที่ปลอดภัยและมีโภชนาการที่ดี ทั้งยังช่วยสร้างสวัสดิการและความมั่นคงทางอาหารแก่กลุ่มเป้าหมายมากกว่า 8,000 ครอบครัว จนกลายเป็นต้นแบบที่ขยายผลไปสู่พื้นที่อื่น ๆ และในยามที่เกิดวิกฤตอย่างโควิด-19 หรืออุทกภัย เครือข่ายเหล่านี้ก็เป็นกำลังหลักในการช่วยกระจายอาหารบรรเทาทุกข์ให้ประชาชนอีกหลายพันครอบครัว
ขณะที่ สุทิน กรีโรจน์ ชุมชนเมืองเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เน้นย้ำถึงมิตินิเวศสุขภาวะว่าได้ใช้เกษตรเชิงนิเวศเข้ามาเป็นเครื่องมือบำบัด ฟื้นฟูจิตใจ และฝึกทักษะอาชีพให้กับกลุ่มเปราะบางในชุมชน ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงเครือข่ายลดอบายมุขและป้องกันความรุนแรง ซึ่งช่วยให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถกลับคืนสู่สังคมและพึ่งพาตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี ลดอัตราการกลับไปเสพซ้ำ และยกระดับให้ชุมชนกลายเป็นสังคมที่ปลอดภัยและมีสุขภาวะองค์รวมอย่างยั่งยืน
ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายผู้ปกครองและเครือข่ายเด็กมีภูมิ (Youth Club) ก็สะท้อนความกังวลเป็นเสียงเดียวกันว่า การปรับเปลี่ยนโครงสร้างงบประมาณครั้งนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้สูงอายุ และงานสร้างเสริมสุขภาพในระดับโครงสร้าง เพราะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลาต่อเนื่องยาวนาน ไม่สามารถทำ ๆ หยุด ๆ ตามวัฏจักรการเมืองได้
สอดคล้องกับ ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ระบุว่าเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และเครือข่ายด้านความมั่นคงทางอาหาร ได้รับการสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคการเมืองอีกหลายพรรคในการแบนสารเคมีที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งทำให้นำเข้าสารอันตรายลดลงถึงร้อยละ 42 ลดอัตราป่วยเฉียบพลันจากสารเคมี 2.60 เท่า ทั้งยังช่วยปกป้องสุขภาพคนไทยจากมะเร็ง พาร์กินสัน และพัฒนาการสมองของเด็ก โดยสร้างผลตอบแทนทางสังคม (SROI) สูงถึง 46 เท่า
แต่การเสนอให้มีการเปลี่ยนงบประมาณจากระบบภาษีวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) ไปสู่ระบบงบประมาณปกติ จะทำให้การทำงานในระยะต่อไปเกี่ยวกับการเฝ้าระวังและผลักดันระบบผักผลไม้ปลอดภัยให้ปลอดภัยอาจหยุดชะงักลง
จึงอยากให้พรรคภูมิใจไทยทบทวนด้วยเหตุผล 3 ข้อหลัก คือ
ระบบนี้ไม่ขัดต่อวินัยการเงินการคลังของรัฐ เพราะ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ พ.ศ. 2561 มาตรา 4, 61 และ 82 รองรับเงินส่วนนี้ในฐานะ เงินนอกงบประมาณ ไว้อย่างถูกต้องชัดเจน หากห่วงเรื่องวินัยการคลัง ควรเสนอปรับปรุงกลไกตรวจสอบที่มีอยู่ โดยอาจทำไปพร้อมกับหน่วยงานอื่นๆของรัฐที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน ไม่ใช่จำเพาะกับ 4 กองทุน ดังที่เป็นอยู่
สร้างเสถียรภาพในการลงทุนเชิงป้องกันทางสุขภาพ การคงกลไกนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนทางนโยบายและวัฏจักรทางการเมืองที่มีวาระสั้นกว่า ทำให้แผนยุทธศาสตร์ระยะยาวดำเนินไปได้ต่อเนื่อง
การแบ่งเบาภาระงบประมาณแผ่นดิน ในมิติเศรษฐศาสตร์สาธารณะ เม็ดเงินของ สสส. ทำหน้าที่เป็น งบประมาณลงทุนเชิงรุก เพื่อลดการเจ็บป่วยตั้งแต่ต้นทาง
“ในภาวะที่งบประมาณรัฐมีจำกัดและกระทรวงสาธารณสุขต้องแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลปลายทางจำนวนมหาศาล การมีกลไกที่เป็นอิสระจึงเป็นมาตรการเชิงบวกในการประกันความมั่นคงทางการคลังด้านสุขภาพของประชาชน”