เปิดตู้เสื้อผ้าหาชุดทำงาน เพราะชุดที่(พอ)ดี อาจช่วยคุณเลื่อนขั้นไวกว่าที่คิด
อัตลักษณ์หนุ่มสาวออฟฟิศนอกจากแก้วกาแฟและบัตรพนักงานที่ห้อยคอแล้ว ก็คงไม่พ้นจะต้องเป็น “ชุดทำงาน” ที่มีทั้งแบบต่างบ้าง เหมือนบ้าง แต่ก็ให้กลิ่นอายที่ชัดเจน ในองค์กรหนึ่ง ๆ อาจจะมีพนักงานหลายตำแหน่งที่แต่งชุดในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยเป็นปกติที่ตำแหน่งที่สูงขึ้นก็มักจะทำให้การแต่งกายของแต่ละบุคคลดูมีภูมิฐานขึ้นไปด้วย
กระนั้นก็มีบ้าง ที่เอกลักษณ์ของแต่ละภาคการทำงานได้เปลี่ยนภาพจำดังกล่าวไป ยกตัวอย่างเช่นในภาคของเทคโนโลยี ผู้ที่ประสบความสำเร็จและอยู่ในระดับสูงอย่างหัวหน้าในซิลิคอนแวลลีย์ ไม่ได้ใส่สูทที่เป็นทางการมาทำงานอีกแล้ว แต่มักจะใส่ชุดที่มีความเป็นลำลองมากกว่า ซึ่งก็กลายเป็นภาพจำแบบใหม่ ที่ช่วยผ่อนคลายความเป็นทางการลง และส่งต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย
นอกจากนั้น สถานการณ์โรคระบาดที่ผ่านมาก็ทำให้เทรนด์การทำงานทางไกลเฟื่องฟู และส่งผลโดยตรงต่อแนวคิดเรื่องชุดทำงานที่เปลี่ยนไป หลังจากที่หลายคนลุกขึ้นมาทำงานทั้งชุดนอนหรือไม่ก็หันมาใส่เชิ้ต ผูกไท เข้าคู่กับกางเกงบอลอยู่ร่วม 2 ปี การกลับมาทำงานที่ออฟฟิศในครั้งนี้จึงมีความยืดหยุ่นและผ่อนคลายมากกว่าครั้งไหน ๆ ก่อให้เกิดคำถามว่าชุดทำงานยังจำเป็นอยู่ไหมในยุคนี้ และความเชื่อที่ว่า “แต่งตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” จะยังคงจริงอยู่หรือเปล่า
Ben Rosett / Unsplash
Dress It Till We Make It
ชุดที่คุณสวมใส่มาทำงานในวันนี้ อาจมีผลกับตัวคุณเองทั้งในด้านอารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม หรือแม้กระทั่งความสามารถได้ สีของเสื้อผ้าที่สว่างสดใสอาจเปลี่ยนวันแย่ ๆ ของหลายคนให้ยิ้มออกได้แค่เพียงมองกระจก ในขณะที่งานศึกษาของ โจเซฟ คิม ไรอัน โวเกล และคณะ ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการแต่งกายกับความรู้สึกของผู้สวมใส่ เพื่อดูว่ามันมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานหรือไม่ก็พบว่า ในวันที่พนักงานรู้สึกว่าชุดของพวกเขาน่าดึงดูด เขาก็จะรู้สึกดีกับตนเองมากขึ้น และส่งผลให้การทำงานคืบหน้าไปถึงเป้าหมายมากขึ้นด้วย อีกทั้งงานศึกษาอื่น ๆ ก็ชี้ว่าการสวมเครื่องแต่งกายที่เป็นทางการมากขึ้น ส่งเสริมให้พนักงานมีความมั่นใจในตนเอง และนั่นช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของพวกเขาได้จริงเช่นกัน
“Enclothed Cognition” คือทฤษฎีทางจิตวิทยาที่พยายามอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ และนำเสนอให้เห็นว่าเครื่องแต่งกายส่งผลต่อกระบวนการทางจิตวิทยาต่าง ๆ เช่น อารมณ์ ทัศนคติ การประเมินตนเอง และปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้ ผ่านการทดลองกับ “เสื้อกาวน์ห้องปฏิบัติการ” ที่ทำการศึกษามาก่อนว่ามักถูกเชื่อมโยงกับความเอาใจใส่และความระมัดระวัง จากนั้นจึงได้ทำการทดสอบหลายครั้ง และพบว่าการสวมเสื้อกาวน์นี้ช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจ่ออยู่กับสิ่งที่สนใจได้มากกว่าการไม่ได้สวมใส่ อีกทั้งเมื่อมีการระบุแยกประเภทเสื้อกาวน์ ได้แก่ เสื้อกาวน์แพทย์และเสื้อกาวน์จิตรกรในการทดลองครั้งถัดมา ก็ทำให้เห็นว่าผู้ที่ใส่เสื้อกาวน์แพทย์สามารถคงสมาธิ และทำแบบทดสอบความรู้ความเข้าใจได้ดีกว่าด้วย
สิ่งนี้อาจแสดงให้เห็นว่าเสื้อผ้าที่เกี่ยวเนื่องกับบทบาทเฉพาะ มีผลต่อความคาดหวังถึงวิธีการปฏิบัตตนตามที่เราเคยรับรู้ ซึ่งส่งต่อมาถึงขณะที่เราเป็นผู้สวมใส่ ทำให้เรามีสำนึก ใส่ใจในหน้าที่ของตนมากขึ้น และทำผิดพลาดน้อยลง ในทำนองเดียวกันงานวิจัยชิ้นอื่นก็แสดงให้เห็นว่า เมื่อเราเลียนแบบเครื่องแต่งกายของคนที่เราคิดว่าฉลาดและมีอำนาจ ก็จะทำให้เราเปี่ยมไปด้วยคุณสมบัตินั้นเช่นกัน และนั่นก็ทำให้เราสามารถดึงศักยภาพสูงสุดของเราออกมาใช้ได้
การแต่งกายของเรายังมีอิทธิพลต่อกรอบความคิดของผู้อื่นที่มีต่อเรา และอาจเป็นกุญแจเปิดดวงการงานแบบปัง ๆ ให้กับเราได้ ด้วยแนวคิดการแต่งตัวที่มุ่งพาคุณพิชิตความสำเร็จ ผ่านการสังเกตผู้คนที่อยู่ในตำแหน่งที่คุณสนใจ ทำความเข้าใจถึงการแต่งกายของเขาแล้วดูว่าจะปรับให้เข้ากับตัวของคุณได้อย่างไร
ZSun Fu / Unsplash
“คุณกำลังส่งข้อความเกี่ยวกับตำแหน่งที่คุณวางตัวเองไว้และสิ่งที่คุณใฝ่ฝันถึง” ซาราห์ อาร์เชอร์ โค้ชด้านความมั่นใจในอาชีพจากลอนดอนกล่าว “เราอาจจะแต่งตัวเหมือนกับเพื่อน ๆ เพื่อให้รู้สึกถึงความเป็นส่วนหนึ่ง หรือหากคุณต้องการก้าวหน้าในด้านการงาน คุณก็อาจแต่งตัวตามที่คุณรับรู้จากการเห็นหัวหน้าของคุณ เพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณพร้อมจะก้าวเข้าสู่กลุ่มนี้แล้ว” กลยุทธ์ดังกล่าวค่อนข้างมีประสิทธิภาพเนื่องด้วยความสอดคล้องกับปรากฏการณ์ “Affinity Bias” หรืออคติจากความเหมือนกันบางอย่าง ซึ่งกลายเป็นจุดที่ทำให้เราคิดในแง่ดีต่อคนที่เราเห็นว่าคล้ายกันมากกว่า สนับสนุนด้วยงานศึกษาที่ชี้ว่า ผู้จัดการมีแนวโน้มที่จะจ้างและส่งเสริมคนที่เห็นว่าคล้ายกับพวกเขา ซึ่งก็รวมไปถึงด้านการนำเสนอตัวตนด้วย
หนึ่งสิ่งที่ต้องคำนึงในการแต่งกายให้ประสบความสำเร็จในยุค 2023 คือเราจะต้องตีความกฎในที่ทำงานให้แตกและปรับตัวปฏิบัติตามให้ได้ เนื่องจากความยืดหยุ่นและอิสระที่มากขึ้น ทำให้การใส่สูทหรือการแต่งตัวแบบทางการไม่ใช่สูตรสำเร็จของเสื้อผ้าที่เหมาะสมในองค์กรหนึ่ง ๆ อีกต่อไป ปัจจุบันนี้ที่ทำงานประมาณ 79% ในสหรัฐอเมริกาต่างแต่งกายอย่างลำลอง การถอดรหัสให้ได้ว่าเครื่องแต่งกายแบบไหนที่เหมาะสมสำหรับออฟฟิศคุณ จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณเข้าใจในวัฒนธรรมของบริษัทมากน้อยเพียงใด
“มันแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียด ความมุ่งมั่น ความสม่ำเสมอ” โจอี้ ไพรซ์ ผู้ก่อตั้ง Jumpstart:HR กล่าว ยิ่งเราเข้าใจและถ่ายทอดความเป็นองค์กรผ่านเสื้อผ้าได้ดี ก็ยิ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนไปยังบุคลากรระดับสูงว่า คุณพร้อมที่จะก้าวไปอีกขั้นกับองค์กรนี้ และนั่นก็อาจทำให้เราโดดเด่นกว่าผู้อื่นที่มีศักยภาพสำหรับการเลื่อนขั้นมากพอ ๆ กัน แต่ถ้าหากคุณถอดรหัสผิดหรือแต่งกายเกินพอดีก็อาจจะส่งผลเสียได้เช่นกัน “การแต่งตัวมากเกินไป แสดงให้เห็นว่าคุณไม่ได้อ่านวัฒนธรรมนี้มาเลย หรือคุณไม่ได้ช่างสังเกต และนั่นแสดงว่าคุณคงไม่เหมาะกับมัน” อีกทั้งความลักลั่นดังกล่าวอาจทำให้คุณกลายเป็นคนนอกในกลุ่มเพื่อนที่ทำงานระดับเดียวกันด้วย
ทั้งนี้ เราอาจต้องคำนึงด้วยว่ากฎของการแต่งกายสำหรับแต่ละตำแหน่งอาจมีความแตกต่างกัน เช่น ผู้ที่มีตำแหน่งสูงและได้รับความเคารพในองค์กร อาจจะได้รับอนุญาตในการพลิกแพลง ริเริ่มลูกเล่นการแต่งกายที่มีไหวพริบ มากกว่าพนักงานตำแหน่งต่ำกว่าที่ไม่มีสิทธ์นั้น เป็นต้น
Nimble Made / Unsplash
ไม่ว่าจะทำงานที่ไหน ก็ควรใส่ใจเรื่องชุด
หลังจากผ่านสถานการณ์โรคระบาดที่ทำเอาหลายบริษัทต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานยกใหญ่ บางบริษัทก็เลือกที่จะคงรูปแบบการทำงานเวิร์กฟอร์มโฮมหรือแบบไฮบริด ที่เอื้อให้พนักงานสามารถทำงานที่บ้านได้ การตื่นนอนมาทำงานที่รักด้วยชุดสบาย ๆ อย่างชุดนอน นับเป็นหนึ่งในแต้มต่อที่หลายคนวาดฝัน กระนั้นคนอีกกลุ่มก็ยังมองว่าการลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวดี ๆ เพื่อทำงานหรือประชุมออนไลน์ก็เป็นเรื่องจำเป็น เนื่องด้วยหลาย ๆ เหตุผลที่ล้วนดีต่อตัวเรา ยกตัวอย่างเช่น การใส่เสื้อผ้าหรือเครื่องประดับที่สะดุดตา (แน่นอนว่าต้องประโคมอย่างพอดี) เพื่อเข้าประชุมออนไลน์ อาจจะทำให้คุณโดดเด่น เป็นที่จดจำ และทำให้คนในที่ประชุมให้ความสนใจกับคุณมากขึ้น ซึ่งนับเป็นการสร้างโอกาสให้ตัวเองอีกทางหนึ่งด้วย
ในขณะเดียวกัน การแต่งชุดทำงานแม้ว่าเราจะอยู่ที่บ้านก็อาจช่วยให้สุขภาวะของเราดีขึ้น แซลลี่ แมคคินนอน สไตลิสต์ด้านแฟชั่นจาก Styled by Sally กล่าวว่า การรักษากิจวัตรประจำวันในการตื่นนอน อาบน้ำ และสวมเสื้อผ้าที่สบายคือกุญแจสำคัญในการทำงานจากที่บ้าน และการใช้ความพยายามเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการแต่งตัวแบบที่ชอบ ก็ช่วยให้เรามีวันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและมีเป้าหมายมากขึ้น ยิ่งในช่วงล็อกดาวน์ที่กิจวัตรของเราเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน การคงกิจวัตรเดิม ๆ ซึ่งรวมไปถึงความใส่ใจในการเลือกชุดและแต่งตัว จะกลายเป็นพลังที่ทำให้การใช้ชีวิตแต่ละวันมีความสุขมากขึ้นได้
ทั้งนี้ การแยกใส่ชุดนอนและชุดทำงานให้เด็ดขาด ยังช่วยสมองของเราในการแยกเวลาการทำงานและการพักผ่อนที่เกิดขึ้นในสถานที่เดียวกันด้วย นีน่า เนสโดลี่ นักพูดมืออาชีพและนักวิจัยความเครียดจากการทำงานมองว่า การแยกชีวิตการทำงานกับชีวิตการพักผ่อนที่บ้านให้ได้เป็นสิ่งสำคัญ และหากผู้คนมีปัญหากับกระบวนการดังกล่าวก็อาจใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการช่วย ยกตัวอย่างเช่น การใช้กลิ่นเปปเปอร์มินต์ที่ทำให้เรารู้สึกตื่นตัวในชั่วโมงทำงาน และเมื่อเลิกงานเราก็ควรเปลี่ยนบ้านให้เป็นกลิ่นลาเวนเดอร์ที่ผ่อนคลายมากขึ้น รวมไปถึงการเปลี่ยนชุดเดิมที่สวมในเวลาทำงาน เป็นชุดสบาย ๆ หลังเลิกงาน ก็ช่วยได้มาก ยิ่งเมื่อสภาพแวดล้อมรอบตัวระหว่างการทำงานและพักผ่อนเป็นที่เดียวกัน
คำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์หลายท่าน เห็นพ้องว่าชุดทำงานที่บ้านอาจเน้นไปที่ความสบายในการสวมใส่ตามฤดูกาลเป็นหลัก แต่ก็มีเคล็ดลับการเลือกง่าย ๆ โดยการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ฉันจะใส่ชุดนี้ออกไปร้านโชว์ห่วยนอกบ้านไหม” ซึ่งก็อาจจะทำให้ชุดดูเป็นทางการมากขึ้น ทั้งนี้ แมคคินนอน ยังมองว่าการสวมรองเท้าสบาย ๆ อย่างสลิปเปอร์ติดเท้าไว้สักคู่ ก็อาจช่วยให้รู้สึกถึงชีวิตในโหมดทำงานได้มากขึ้นด้วย
5 ข้อดี เมื่อมียูนิฟอร์มองค์กร
เป็นปกติที่เราจะเห็นองค์กรบางแห่งมีชุดทำงานประจำบริษัท โดยเฉพาะในส่วนงานบริการตามร้านอาหารหรือคาเฟ่ต่าง ๆ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ชุดเรียบ ๆ ที่คุ้นตาเหล่านี้ ซ่อนฟังก์ชันบางอย่างที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวบุคคล องค์กร และผู้เข้ารับบริการไว้อย่างแนบเนียน
หยิบสวมใส่ ไม่ต้องเครียด – หมดปัญหาการตื่นมาจ้องตู้เสื้อผ้า เพื่อดูว่า “จะใส่ชุดไหนดี” เมื่อเราไม่จำเป็นต้องเลือกให้ปวดหัว ชุดยูนิฟอร์มช่วยให้พนักงานเตรียมพร้อมในการทำงานได้เร็วขึ้น
เปลี่ยนโหมด แบ่งเขตเวลาชีวิต – ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าการเปลี่ยนชุดเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เราแบ่งเวลาทำงานกับเวลาพักผ่อนได้ชัดเจนมากขึ้น การมีชุดยูนิฟอร์มสำหรับเวลาทำงานจึงทำให้เราสามารถแบ่งเวลาได้ชัดเจน ในขณะที่เมื่อรู้ตัวว่ากำลังอยู่ในโหมดเข้างาน ด้วยบทบาทที่เราสวมอยู่ ก็จะช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้นเช่นกัน
เพราะสิ่งที่สวมใส่ คือหัวใจของแบรนด์ – เครื่องแบบกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสื่อสารและโฆษณาแบรนด์อย่างชาญฉลาด การออกแบบสีและแพทเทิร์นช่วยให้คนจดจำแบรนด์ได้ ในขณะที่เครื่องแต่งกายหลายชิ้นก็ช่วยกำหนดภาพลักษณ์ของแบรนด์ เช่น หมวกแก๊ปและกางเกงขาสั้น ที่สื่อให้เห็นภาพของความรวดเร็ว
ให้ชุดเชื่อมความเป็นทีม – เครื่องแบบยังสามารถสร้างความสามัคคีในหมู่พนักงาน จากการรู้สึกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ราวกับทีมนักกีฬาที่ต้องร่วมใจกันฝ่าฟันทุกอุปสรรคเพื่อชัยชนะภายใต้ความกดดัน ยูนิฟอร์มกระตุ้นให้บุคลากรในกลุ่มช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งกันและกัน
อยู่ที่ไหนก็หาเจอ – ท่ามกลางลูกค้าที่อัดแน่นเต็มร้าน เครื่องแบบคือสิ่งที่แยกพนักงานให้ออกจากฝูงชน ทำให้ผู้เข้ารับบริการหรือเพื่อนร่วมงานสามารถระบุตัวตนของพนักงานที่จะเข้าไปติดต่อประสานงานได้
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่สุดในการเลือกชุดเพื่อออกไปทำงานแต่ละวันนั้นอาจอยู่ที่ความมั่นใจในการที่จะสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่เสียตัวตนของเรามากจนเกินไป และคงจะดีถ้าเสื้อผ้านั้นจะสามารถเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการที่จะทำให้เราได้รับการมองเห็นและเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เมื่อถึงจุดนั้น การตื่นมาลองสวมชุดใหม่ ๆ เพื่อออกไปทำงานทุกวันก็อาจจะเป็นความสุขในชีวิตอีกอย่างหนึ่งก็ได้
ที่มา : บทความ “Does 'dressing for success' still matter?” โดย Joanna York จาก bbc.com
บทความ “Psychology of clothes: what you wear changes the way you think” โดย Gauri Sarda-Joshi จาก brainfodder.org
บทความ “Why it’s important to get dressed while working from home (and what to wear)” โดย Sharon Green จาก theladders.com
บทความ “Why you should always change your clothes and have a drink after work, claims stress expert” โดย Ben Barry และSaffron Otter จาก mirror.co.uk
บทความ “Science says that workplace dress-code flexibility gives employees better self-esteem and confidence” โดย Susanna Vogel จาก hr-brew.com
บทความ “Benefits of a staff uniform: five reasons why workwear is worth investing in” จาก iconprinting.com
ทความ “The psychological benefits of a uniform at work” จาก hbcw.co.uk
บทความ “เสื้อผ้าทำให้เรามั่นใจ ทำความเข้าใจทฤษฎี 'ENCLOTHED COGNITION’ ที่เชื่อมโยงเสื้อผ้ากับความรู้สึก” จาก unlockmen.com
เรื่อง : บุษกร บุษปธำรง