‘พวงทอง’ แนะ ท้าทายลอยนวลพ้นผิด 6 ตุลาฯ ด้วยเรื่องเล่า จากพลังของประชาชน
พวงทอง ภวัครพันธุ์ ยกบทเรียน เกาหลีใต้ – อาร์เจนตินา ในการใช้เรื่องเล่านำผู้ใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและไม่ลอยนวลพ้นผิด สู่ โครงการ “บันทึก 6 ตุลา” เพื่อต่อสู้กับด้านมืดของวัฒนธรรมการเมืองไทย ย้ำ เรื่องเล่าต้องเป็นความจริง ไม่ใช่ Fake news แบบที่รัฐเคยใช้
วันนี้ (18 ส.ค. 69) ในเทศกาลสันติภาพ 2569 “จิตวิญญาณมหิดลเพื่อสังคมสันติประชาธรรม: บทเรียนจากควังจู เกาหลีใต้ ถึง 50 ปี 6 ตุลา ประชาธิปไตย” ปาฐกถาโดย ศ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มต้นด้วยการตอบคำถามที่ว่า“เราจะเรียนรู้จากควังจู สู่การเป็นสังคมไทยที่สันติ เป็นประชาธิปไตย และเป็นธรรมได้อย่างไร” ผ่านหัวข้อ “ท้าทายการลอยนวลพ้นผิดด้วยพลังของเรื่องเล่า (Narrative)”
ศ.พวงทอง เริ่มต้นด้วยการยกตัวอย่าง ความสำเร็จหนึ่งที่ทำให้เกาหลีใต้สามารถหลุดพ้นจากระบอบเผด็จการทหารได้ และสามารถนำผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงกับประชาชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกาหลีใต้เข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยได้อย่างมั่นคง ไม่ถูกขัดจังหวะโดยการรัฐประหารอีก ว่ามาจากความพยายามของประชาชนหลายกลุ่ม หลายชนชั้น ไม่ว่าจะเป็น นิสิตนักศึกษา ผู้ใช้แรงงาน ชาวนา สื่อมวลชน กลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ แม้กระทั่งแพทย์ ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อน ต่อสู้ ทั้งกรณีควังจูและความรุนแรงอื่นที่รัฐกระทำกับประชาชน
“ข้อสำคัญ เขาไม่ได้ต้องการแค่เอาผู้นำทหารลงจากอำนาจ แล้วก็ยุติอย่างที่สังคมไทยมักจะทำกัน แต่เขาติดตามต่อเนื่องว่า คนเหล่านี้จะลอยนวลพ้นผิดไม่ได้ จะไม่ต้องรับผิดชอบต่อการใช้ความรุนแรงไม่ได้”
ประเด็นสำคัญที่ ศ.พวงทอง ชี้ให้เห็นคือ เราสามารถท้าทายการลอยนวลพ้นผิดของผู้มีอำนาจด้วยพลังของเรื่องเล่า (Narrative) ได้
โดยระบุว่า แม้ในสังคมไทยจะเกิดความรุนแรงหลายครั้ง เช่น กรณีเผาลงถังแดง จ.พัทลุง, กรณีเผาหมู่บ้านนาทราย จ.อุดรธานี หรือกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงเหตุการณ์ใหญ่ ๆ ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร แต่ก็พบว่า ไม่ว่าเหตุการณ์ใดก็ตาม การลอยพ้นผิดยังเกิดขึ้นอยู่เสมอ ไม่สามารถนำเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ จนทำให้เราเชื่อว่าการลอยนวลพ้นผิดเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการเมืองไทย ผู้มีอำนาจทำผิดแล้วไม่ต้องรับผิด
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพูดถึงความรุนแรงขนาดใหญ่ในไทย ปัญหาสำคัญคือ คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยไม่รับรู้ว่าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น
ศ.พวงทอง ยังตั้งคำถามถึงกรณีดังกล่าวว่าหากปัญญาชน นิสิตนักศึกษา หรือสื่อมวลชน ไม่ให้ความสำคัญ ไม่มีความรู้ความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น จะนำไปสู่ความรู้สึกและมองเห็นความอยุติธรรมได้อย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กับการลอยนวลพ้นผิดของผู้มีอำนาจ ทำให้ครอบครัวของเหยื่อโดดเดี่ยว ถูกทอดทิ้งจากสังคม
“โศกนาฏกรรมเป็นเรื่องของปัจเจกชน คุณมีแรงคุณก็สู้ไป คุณหมดแรงคุณก็พ่ายแพ้ไป แล้วผู้คนก็จะค่อย ๆ ลืมเลือนสิ่งเหล่านี้ เหตุการณ์เหล่านี้ไป ฉะนั้น สังคมไทยจึงตกอยู่ในภาวะที่เรียกว่า ความจำเสื่อม หรือการหลงลืมทางประวัติศาสตร์ หรือ Amnesia“
สภาวะความจำเสื่อมทางประวัติศาสตร์
ศ.พวงทอง อธิบายคำว่า สภาวะความจำเสื่อมทางประวัติศาสตร์ หรือ Amnesia ว่ายืมมาจากงานของ Arjun Subrahmanyan (นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ Murdoch University ประเทศออสเตรเลีย) ว่าคือการที่รัฐใช้อำนาจสารพัด กระทำการกับความรู้ ความคิด ความเชื่อของประชาชนในสังคม เช่น การปกปิด บิดเบือนเรื่องเล่าของฝ่ายประชาชน หรือไม่ก็ทำให้เงียบ หรือทำให้คนที่คิดต่างอยู่ในความกลัว ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ตอกย้ำเรื่องเล่าของตนแต่ฝ่ายเดียว และทำให้ประชาชนยอมรับว่า การปกครองของพวกเขาคือสิ่งที่สังคมไทยควรจะยอมรับ มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่สังคมไทยจะเป็นได้
“ฉะนั้น ในเมื่อประชาชนไม่มีอำนาจ การต่อสู้ด้วยเรื่องเล่าจึงเป็นอาวุธที่เราสามารถสร้างขึ้นมาได้ด้วยตนเอง วิธีการต่อสู้แบบนี้มีทุกที่ เช่น เกาหลีใต้ อาร์เจนตินา หรือไทย”
เกาหลีใต้: วารสารใต้ดิน สื่อวัฒนธรรม และการประท้วง
ศ.พวงทอง ยกกรณี มินจุง (Minjung) ในเกาหลีใต้ ช่วงทศวรรษ 1970-1980 เป็นการประสานงานกันระหว่างขบวนการนักศึกษา กรรมกร ชาวนา สื่อมวลชน คนในอาชีพต่าง ๆ หลังการลุกฮือที่ควังจูในปี 1980 คณะรัฐประหารได้สั่งเซนเซอร์สื่ออย่างเข้มงวด แต่กลุ่มนักเคลื่อนไหวเหล่านี้ตอบโต้ด้วยการเผยแพร่วารสารใต้ดินที่ตีพิมพ์คำบอกเล่าของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ควังจู เล่าถึงความโหดร้ายโหดเหี้ยมของตำรวจและทหาร ตีพิมพ์ภาพที่แอบถ่ายไว้ในเหตุการณ์แล้วลักลอบนำมาเผยแพร่ ตีพิมพ์รายงานข่าวจากสื่อต่างประเทศที่ให้รายละเอียด เพื่อทำลายความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของข่าวสารของรัฐ
เรื่องราวความโหดร้ายยังถูกถ่ายทอดผ่านเครื่องมือทางวัฒนธรรม เช่น ละครพื้นบ้าน บทกวี การประท้วง ภาพวาด งานศิลปะ ซึ่งการต่อสู้เหล่านี้ ได้เปลี่ยนความสูญเสียของปัจเจกชน กลายเป็นความทรงจำร่วมของสังคม ช่วยสร้างฉันทามติในสังคม เกี่ยวกับศีลธรรมของสังคมที่ทำให้รัฐบาลทหารถูกตัดสินโดยประชาชนว่า พวกคุณไม่ใช่ผู้ที่ทำหน้าที่รักษาความสงบและมั่นคงของสังคมอีกต่อไป แต่เป็นผู้คุกคามประชาชน ไม่มีความชอบธรรมที่จะเป็นผู้ปกครอง
ในเดือน มิ.ย. 1987 เป็นช่วงเวลาที่ขบวนการประชาชนเติบโตอย่างเต็มที่ มีการชุมนุมประท้วงระบอบทหารทั้งประเทศมากกว่า 33 เมือง มีผู้คนเข้าร่วมประท้วงไม่ต่ำกว่า 4 ล้านคน หรือในเดือน ก.ค. ปีเดียวกัน ก็มีพิธีแห่ศพนักศึกษาที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมโดยรัฐบาล บนท้องถนนในกรุงโซล มีคนเข้าร่วม กว่า 1.6 ล้านคน นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ รัฐบาลทหารยอมให้มีการเลือกตั้ง
เรื่องเล่าของประชาชนส่งผลให้เกิดความสะเทือนใจของคนในชาติ จนกลายเป็นการประท้วงใหญ่ บีบให้รัฐบาลทหารต้องยอมให้มีการเลือกตั้งโดยตรง ไม่เพียงเท่านั้น ประชาชนยืนยันว่าต้องดำเนินคดีกับ ชุน ดูฮวาน และ โน แท-อู ในข้อหากบฏ กักขัง และฆาตกรรมประชาชน
อาร์เจนตินา: ขบวนการแม่ ภาพเงา และสาดสี
อีกกรณีคืออาร์เจนตินา ที่เรียกว่าสงครามสกปรก หรือ Dirty War กระทำโดยรัฐบาลเผด็จการทหารที่ยึดอำนาจในปี 1976 และอยู่จนถึงปี 1983 เป็นช่วงเวลาที่คนหนุ่มสาว 30,000 คน ถูกซ้อมทรมาณ อุ้มหาย ถูกบังคับให้หายตัวไป เพราะรัฐมองว่าคนเหล่านี้คือคอมมิวนิสต์ ที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ
เป็นที่มาของการเกิดขบวนการของ กลุ่มแม่แห่งจัตุรัสมาโย (Mothers of the Plaza de Mayo) โดยกลุ่มแม่จะผูกผ้าพันคอสีขาวที่ศีรษะ (ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผ้าอ้อม) พร้อมเขียนชื่อลูกและวันที่ลูกหายไปบนผ้า บริเวณจตุรัสมาโย หน้าทำเนียบรัฐบาล (ศูนย์กลางของอำนาจรัฐ) ทุกวันพฤหัสบดีตอนบ่ายสามโมง โดยเดินเป็นวงกลมรอบจตุรัส เพราะมีกฎอัยการศึกในขณะนั้นที่ห้ามประชาชนรวมตัวกันเกิน 3 คนและบังคับให้คนเคลื่อนที่ตลอดเวลา ฉะนั้น ด้านหนึ่งกลุ่มแม่ก็ทำตามกฎอัยการศึกด้วยการเดิน และท้าทายกฎไปพร้อมกัน
ฉะนั้น จากเหตุการณ์ที่คนอาร์เจนตินาส่วนใหญ่ไม่สนใจ พวกเขาก็เริ่มรับรู้ว่ามีการประท้วงของแม่ทุกวันพฤหัสบดี เหตุการณ์นี้บังคับให้คนทั้งประเทศต้องรับรู้ และทำให้สื่อต่างชาติได้เห็น โดยเฉพาะในปี 1978 ที่อาร์เจนตินาเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก
ความเคลื่อนไหวของประชาชนกลุ่มดังกล่าว ได้เปลี่ยนพื้นที่สาธารณะให้เป็นเวทีต่อสู้ด้วยศิลปะด้วยการบอกเล่า เพื่อคืนความจริงและความยุติธรรมอย่างแหลมคม ทำให้อาชญากรรมที่รัฐพยายามฝังกลบให้อยู่ในความเงียบและความกลัว เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ให้คนในสังคมต้องรับรู้ และโลกต้องรับรู้ด้วย
อีกหนึ่งโครงการที่พยายามต่อสู้กับทหารคือโครงการ Siluetazo (แปลว่า Silhouette หรือเงาดำ) ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในเดือน ก.ย. 1983 โดยการวาดเงาร่างมนุษย์ขนาดเท่าคนจริงนับพันใบลงกระดาษโดยให้คนจริงเป็นแบบให้ และนำไปแขวนไปตามที่สาธารณะต่าง ๆ ตามกำแพง ตึกสูง พื้นถนน ทั่วกรุงบัวโนสไอเรส เป็นการใช้ศิลปะสื่อสารกับประชาชน ภาพเงาสีดำในพื้นที่สาธารณะคือการเปลี่ยนพื้นที่เมืองเป็นสุสานรำลึกถึงผู้ที่ถูกทำให้สูญหายไปด้วยฝีมือของรัฐทหาร และยังหมายถึงคือการปรากฏตัวของผู้ที่สูญหาย อีกด้านหนึ่งคือการประกาศว่าพวกเขาจะไม่ยอมให้คนหนุ่มสาวเหล่านี้สูญหายไปจากสังคมได้ง่าย ๆ
“ปฏิบัติการเช่นนี้ คือการบังคับให้สังคมอาร์เจนตินาและรัฐบาลทหารต้องเผชิญหน้ากับคนที่สูญหายไป และไม่สามารถปฏิเสธการมีอยู่ของผู้สูญหายได้”
ภาพเหล่านี้มีภาพของผู้หญิงท้องด้วย เนื่องจากมีผู้หญิงท้องที่ถูกอุ้มหายประมาณ 500 คน โดยทหารไม่ได้ฆ่าคนท้องทันที แต่ปล่อยให้ผู้หญิงเหล่านี้คลอดลูก และนำลูกไปให้กับคนอื่นซึ่งส่วนใหญ่คือข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ที่ไม่มีลูก จึงเกิดขบวนการตามมาที่เรียกว่า Grandmothers of the Plaza de Mayo ซึ่งเป็นขบวนการย่า-ยายตามหาหลานของตัวเอง และตามหาได้เจอประมาณ 500 คน
ในปี 1985 หลังระบอบทหารหมดอำนาจลง รัฐบาลพลเรือนดำเนินคดีกับผู้นำทหาร และศาลตัดสินว่ามีความผิด แต่คนเหล่านี้ได้รับการนิรโทษกรรมโดยรัฐบาลพลเรือน เนื่องจากรัฐบาลพลเรือนกลัวว่าทหารจะตีโต้กลับด้วยการรัฐประหารอีก ส่งผลให้ผู้คนโกรธแค้น หนึ่งในปฏิบัติการตอบโต้การนิรโทษกรรม คือ Escrache ด้วยการเอาสีไปเขียนไว้ตามชุมชนที่ผู้นำทหาร ตำรวจ ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง อาศัยอยู่ ถือว่าเป็นการประนาม การลงโทษทางสังคม ข้อความหลายข้อความบอกว่า คนที่ฆ่าประชาชนอยู่ที่นี่ พวกเขายังลอยนวลพ้นผิดอยู่
ขบวนการประชาชนดังกล่าวมีบทบาทสำคัญให้รัฐบาลพลเรือนต้องยื่นประเด็นนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน และศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการนิรโทษกรรมเป็นสิ่งที่ละเมิดรัฐธรรมนูญ ท้ายที่สุดแล้ว ผู้นำทหารของอาร์เจนตินานับพันคนถูกตัดสินโทษจำคุกสูงสุดที่ตลอดชีวิต
ไทย: บันทึก 6 ตุลา
กลับมาที่สังคมไทย ศ.พวงทอง กล่าวถึง โครงการบันทึก 6 ตุลา อันเป็นโครงการหอจดหมายเหตุออนไลน์ (Digital Archive) เป็นพื้นที่เก็บรวบรวมเอกสาร ข้อมูลที่สำคัญ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 ถึงปัจจุบัน สร้างขึ้นโดยภาคประชาชนโดยไม่ต้องเรียกร้องหวังพึ่งรัฐเพียงฝ่ายเดียว
ความคิดของการก่อตั้งโครงการดังกล่าว ศ.พวงทอง ระบุว่า ส่วนหนึ่งมาจากความละอายใจของตนและผู้ร่วมก่อตั้งโครงการฯ ที่ได้ละเลยสิ่งสำคัญไป จากการค้นพบเพิ่มเติมระหว่างการจัดงานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในปีที่ 40 ทำให้พบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีคนถูกแขวนคอ 5 คน (จากก่อนหน้าเชื่อว่ามีแค่คนเดียว) ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้มีใครให้ความสำคัญในการตามหาตัวตนของผู้ที่ถูกกระทำอย่างเพียงพอ “กรณีนี้ทำให้เราตระหนักว่าในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับคนตายไม่พอ“
อีกประเด็นหนึ่งที่ค้นพบคือการทำร้ายศพ ซึ่งได้นำมาเรียบเรียงเป็นบทความการทำร้ายศพเมื่อ 6 ตุลา 2519: ใคร อย่างไร ทำไม ได้ข้อสรุปว่าสาเหตุที่ทำให้ 6 ตุลาฯ เป็นที่รู้จัก อยู่ในความทรงจำของคนจำนวนมาก ไม่ใช่ตัวเลขคนตาย แต่สาเหตุที่ทำให้คนจดจำ 6 ตุลาฯ ได้ คือภาพที่แสดงพฤติกรรมที่โหดร้าย ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากเหยื่อเหล่านั้นเสียชีวิตแล้ว เหยื่อหลายคนเสียชีวิตด้วยกระสุนปืนหรือระเบิด แต่ร่างที่ไร้ชีวิตของเขายังต้องเผชิญกับการถูกกระทำย่ำยี
“คำถามคือ ทำไมถึงกล้าทำกับศพถึงขนาดนี้ เราได้คำตอบว่า ความเกลียดชังที่สร้างขึ้นมาก่อน 6 ตุลาฯ ทำให้คนพวกนี้ถูกมองว่าไม่ใช่มนุษย์ไม่ใช่คน ต่อให้ตายก็ต้องถูกกระทำ ถูกเหยียดหยามเหยียบย่ำให้ถึงที่สุด”
เรื่องเล่าดังกล่าว ศ.พวงทอง มองว่าได้ทำให้สังคมไทยตระหนักถึงด้านมืดของวัฒนธรรมการเมืองไทย ฉะนั้น การริเริ่มโครงการ 6 ตุลา มาจากการตระหนักและให้ความสำคัญกับปัจเจกชนมากขึ้น ซึ่งนอกจากการจัดงานรำลึกแล้ว ต้องบอกเล่าถึงชีวิตของผู้สูญเสีย บอกเล่าว่าเขามีคนที่รักอย่างไร และสร้างผลกระทบอย่างไรกับครอบครัวรวมถึงคนรอบข้างของเขา
“รวมถึงบอกว่าคนที่ตายไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เขาคือปัจเจกที่มีชีวิตจิตใจ เคยมีความฝัน กับตัวเอง กับครอบครัว กับพ่อแม่ กับสังคม ที่อยากจะเห็นสังคมที่ดีขึ้น แต่ชีวิตที่มีคุณค่าเหล่านี้ก็ถูกทำให้ดับสิ้นไปอย่างโหดเหี้ยม“
ศ.พวงทอง ยังได้ยกกรณีของนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลทั้ง 5 คน ที่ถูกบันทึกไว้ในโครงการบันทึก 6 ตุลา ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่เสียชีวิตขณะทำหน้าที่เป็นหน่วยพยาบาล ได้แก่
- อับดุลรอเฮง สาตา (23 ปี เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะสาธารณสุขศาสตร์) มาจาก อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เป็นคนแรกของครอบครัวและตำบลที่มีโอกาสได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย และมีความหวังว่า จะได้กลับไปทำงานที่หมู่บ้านและช่วยพัฒนาระบบสาธารณสุขของหมู่บ้าน
- สุรสิทธิ์ สุภาภา (24 ปี เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะสาธารณสุขศาสตร์) เป็นคนนครศรีธรรมราช เป็นคนเงียบ ๆ เรียบร้อย เรียนดี เป็นที่รักของครอบครัวและเพื่อน ๆ
- วิมลวรรณ รุ่งทองใบสุรีย์ (อายุ 20 ปี เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ รามาธิบดี) คำพูดสุดท้ายที่วิมลวรรณได้พูดกับเพื่อนสนิท ก่อนลงน้ำไปก่อนเพื่อนำทางเพื่อน ๆ ให้ข้ามไปฝั่งศิริราช คือ “เราเป็นคนแม่กลอง ชีวิตผูกพันอยู่กับน้ำมาตลอด ว่ายน้ำได้ ไม่ต้องห่วง ดูแลตัวเองได้”
- สัมพันธ์ เจริญสุข (ชั้นปี 1 คณะเทคนิคการแพทย์) เป็นคนที่มีนิสัยสนุกสนานเฮฮาร่าเริง มักจะสร้างเสียงหัวเราะให้กับกลุ่มเพื่อนได้เสมอ
- วีระพล โอภาสวิไล (ชั้นปี 1 คณะเทคนิคการแพทย์) โดยทั้งสัมพันธ์และวีระพลต่างเป็นเพื่อนกันกับอับดุลรอเฮง และเสียชีวิตในจุดเดียวกัน ซึ่งเป็นเพื่อนกับทั้ง 3 คน
สังคมไทย ต้องไม่ปล่อยให้เรื่องเล่าของประชาชนอยู่ในความเงียบ
ช่วงท้าย ศ.พวงทอง เน้นย้ำว่า การจะสร้างเรื่องเล่าเพื่อมาท้าทายความอยุติธรรมได้ ต้องวางอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่ด้วยการสร้าง Fake news หรือการสร้างความเกลียดชังต่อคนที่คิดต่างจากเรา ต้องไม่ใช้วิธีการเดียวกับที่รัฐเคยกระทำกับประชาชน
รวมถึงหน้าที่ของสถาบันการศึกษา ความใส่ใจและเอาจริงเอาจังกับการรวบรวมเอกสารหลักฐาน รวมถึงการศึกษาอาชญากรรมโดยรัฐ เพราะมองว่าสถาบันการศึกษามีความพร้อมที่จะทำสิ่งเหล่านี้ การที่ไม่มีสถาบันการศึกษาใดที่คิดจะตั้งหอจดหมายเหตุหรือโครงการเอกสารที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงของรัฐหรือสิทธิมนุษยชน ถือว่าคือความล้มเหลวของสถาบันการศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำให้สภาวะความจำเสื่อมทางประวัติศาสตร์ดำเนินต่อไป
“หลายท่านอาจจะบอกว่า ‘เวลาเราพูดถึง 6 ตุลาฯ แล้วเราทำอะไรได้ ก็ในเมื่อคนที่เกี่ยวข้องกับ 6 ตุลาฯ ล้วนได้นิรโทษกรรมไปแล้ว จำนวนมากก็เสียชีวิตไปแล้ว เราคงไม่มีโอกาสได้รับความยุติธรรมใด ๆ จากกรณีนี้’ ก็จริง ไม่เถียง แต่ก็อยากบอกว่าบรรดาคนที่พยายามจะแบกรับ สืบทอดประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ไว้บนบ่านี้ มีความเชื่อว่า การบอกเล่า 6 ตุลาฯ เป็นการบอกเกี่ยวกับตัวตนของสังคมไทย และมันท้าทายมายาคติที่เรามีเกี่ยวกับสังคมไทย”
พร้อมทิ้งท้ายว่า กรณีของเกาหลีใต้ ใช้เวลา 15 ปี อาร์เจนตินา ใช้เวลา 30 ปี กว่าจะสามารถนำคนที่เกี่ยวข้องกับการสังหารประชาชนมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งระหว่างการต่อสู้ดังกล่าวอาจจะไม่ได้รับรู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่ด้วยความรับผิดชอบทางมโนธรรม ทำให้พวกเขานิ่งเฉยไม่ได้ หลายคนยอมเสี่ยงชีวิตตัวเอง แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือไม่ปล่อยให้เรื่องราวของประชาชนอยู่ในความเงียบ กลายเป็นส่วนหนึ่งของความจำเสื่อมของสังคมไทย