โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อดีตผู้พิพากษาอาวุโสชำแหละช่องโหว่บริหารโทษจากปม ‘เล่าต๋า แสนลี่’

ไทยโพสต์

อัพเดต 19 สิงหาคม 2569 เวลา 13.53 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

19 ส.ค.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เปิดรอยรั่ว “การบริหารโทษ” ยุติธรรมไทย: บทเรียนจากคดี “เล่าต๋า แสนลี่” ถึงทางออกระดับสากล” ระบุว่ากลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างรุนแรงอีกครั้ง เมื่อ “เล่าต๋า แสนลี่” อายุ 86 ปี อดีตราชายาเสพติดระดับตำนานแห่งสามเหลี่ยมทองคำ ผู้เคยถูกศาลพิพากษาประหารชีวิต (ลดเหลือจำคุกตลอดชีวิต) จากคดีล่อซื้อไอซ์ 20 กิโลกรัม พร้อมยึดทรัพย์สินกว่าพันล้านบาท ได้รับการปล่อยตัวพ้นเรือนจำกลางบางขวาง โดยรับโทษจำคุกจริงเพียง 8 ปี 3 เดือน 28 วัน (รวมเวลาคุมขังเกือบ 10 ปี)

ข่าวดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกและสะเทือนใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีต ผบช.ปส. ที่ลงพื้นที่ล่อซื้อและจับกุมด้วยตัวเอง ซึ่งได้ออกมาตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของชุดจับกุมและหลักเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ ขณะเดียวกัน สังคมยังนำไปเปรียบเทียบกับกรณีของ “แพท พาวเวอร์แพท” อดีตนักร้องดัง คดียาอี 3,000 เม็ด ซึ่งถือเป็นผู้ค้ารายย่อย แต่กลับต้องรับโทษจำคุกจริงยาวนานถึง 16 ปี 8 เดือน

คำถามสำคัญคือ… เกิดอะไรขึ้นกับระบบบังคับโทษทางอาญาของไทย? ทำไมผู้ค้ารายใหญ่จึงติดคุกน้อยกว่าผู้ค้ารายย่อย? และระบบยุติธรรมไทยมีช่องโหว่ตรงไหน?

1. ย้อนรอยช่องโหว่: ทำไม “จำคุกตลอดชีวิต” จึงเหลือไม่ถึง 10 ปี?

กรมราชทัณฑ์ได้ชี้แจงว่า การปล่อยตัวนายเล่าต๋าเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ โดยมีปัจจัยเร่งรัดการลดโทษหลายประการประกอบกัน:

• การเลื่อนชั้นนักโทษอย่างรวดเร็ว: นายเล่าต๋าประพฤติตัวดีตามวินัยเรือนจำ จนได้รับการเลื่อนชั้นเป็น “นักโทษชั้นเยี่ยม” ภายในเวลาไม่กี่ปี

• การได้รับพระราชทานอภัยโทษทวีคูณ: ได้รับอภัยโทษรวมถึง 6 ครั้ง (ปี 2563–2569) ลดโทษจากตลอดชีวิตเหลือ 50 ปี และลดทอนลงตามสัดส่วนเรื่อยมา

• สิทธิพิเศษตามเกณฑ์ผู้สูงอายุ: เนื่องจากมีอายุเกิน 70 ปี จึงได้รับการลดวันต้องโทษเพิ่มเติมตามพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ

ทว่า บทวิเคราะห์จากนักวิชาการและอดีต สว. สมชาย แสวงการ ได้ชี้ให้เห็นถึง 3 รูรั่วสำคัญ ในระบบบริหารโทษของไทย:

1) ไร้การกำหนดโทษจำคุกจริงขั้นต่ำ (No Mandatory Minimum / Non-Parole Period): ไทยไม่มีกฎหมายกำหนดว่า คดีจำคุกตลอดชีวิตต้องติดคุกจริงอย่างน้อยกี่ปี (เช่น 1 ใน 3 หรือ 15 ปี) ก่อนจะเริ่มมีสิทธิขอรับประโยชน์จากการลดโทษ ทำให้สัดส่วนการลดโทษแบบทวีคูณย่อกำหนดโทษลงอย่างมหาศาล

2) ดุลพินิจเบ็ดเสร็จในการเลื่อนชั้นนักโทษ: กรมราชทัณฑ์ใช้อำนาจจัดชั้นนักโทษเป็นระบบปิดภายในเรือนจำ โดยวัดเพียงการไม่ทำผิดวินัยและการทำกิจกรรม แต่ไม่ได้ประเมิน “พฤติการณ์ความร้ายแรงของคดีเดิม” หรือ “ภัยคุกคามต่อสังคม”

3) เกณฑ์ผู้สูงอายุถูกใช้เป็นช่องว่าง: ผู้ต้องขังที่มีอิทธิพลมักต่อสู้คดีหรือหลบหนีจนมีอายุมาก เมื่อเข้าเรือนจำจึงใช้เกณฑ์อายุชรามาเป็นตัวเร่งการปล่อยตัว ทั้งที่ในทางอาชญาวิทยา ผู้มีอิทธิพลระดับสั่งการไม่จำเป็นต้องใช้กำลังกายในการก่ออาชญากรรมซ้ำ

2. อำนาจบริหารโทษ ลบล้าง อำนาจตุลาการ (Executive Overriding Judicial Power)

ความน่ากังวลของกรณีนี้คือ “ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง” ระหว่างฝ่ายบริหารโทษและองค์กรตุลาการ:

• ตำรวจ อัยการ และศาล ต้องใช้เวลาสืบสวน ล่อซื้อ และพิจารณาคดีอย่างหนักหน่วงเพื่อพิพากษาลงโทษขั้นสูงสุดแก่เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

• แต่เมื่อเข้าสู่ขั้นตอน กรมราชทัณฑ์ อำนาจการจัดชั้นและการเสนออภัยโทษกลับย่อคำพิพากษาลงจนไร้สภาพ ดังที่ รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท (คณะนิติศาสตร์ มธ.) และ ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง (อัยการพิเศษฝ่ายประจำสำนักงานอัยการสูงสุด) ให้ความเห็นตรงกันว่า สิ่งนี้ทำให้ “คำพิพากษาของศาลขาดความศักดิ์สิทธิ์” ทำลายวัตถุประสงค์หลักของการลงโทษในแง่การยับยั้งอาชญากรรม (Deterrence) และสร้างความเหลื่อมล้ำแก่ผู้ต้องขังที่ไร้ทรัพยากรหรือไร้อิทธิพล

นอกจากนี้ แม้สถิติกรมราชทัณฑ์จะระบุว่า ผู้ต้องขังคดียาเสพติดมีอัตราการกระทำผิดซ้ำสูงที่สุดถึง 66.77% แต่ประเทศไทยกลับยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการติดตามและควบคุมความปลอดภัยหลังพ้นโทษเป็นการเฉพาะสำหรับคดียาเสพติดร้ายแรงอีกด้วย

3. มุมมองจาก “แหล่งข่าวระดับสูง กระทรวงยุติธรรม” และเสียงสะท้อนจากคนทำงาน

ต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสังคม แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม และตัวแทนกรมราชทัณฑ์ ได้เปิดเผยพร้อมสะท้อนข้อจำกัดเชิงระบบ และเสนอแนวทางแก้ไขในมุมมองของฝ่ายปฏิบัติไว้ดังนี้:

• ข้อจำกัดตามกฎหมายแม่บท (พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560): เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัด หากนักโทษรับโทษมาได้ตามสัดส่วนและไร้ความผิดวินัย เรือนจำ จำเป็น ต้องเลื่อนชั้นให้ มิฉะนั้นจะถูกผู้ต้องขังหรือญาติฟ้องร้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (ม.157) หรือถูกมองว่ากลั่นแกล้งซ้ำเติมผู้ต้องขัง

• แนวคิดออก “กฎกระทรวงฉบับใหม่” อุดช่องว่าง: กระทรวงยุติธรรมโดย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ได้ยอมรับว่าระเบียบเดิมมีข้อบกพร่อง และสั่งตั้งคณะทำงานปรับปรุงเกณฑ์ทันที โดยมีแนวคิดออก กฎกระทรวงฉบับใหม่มาใช้ประกบ เพื่อจำกัดการเลื่อนชั้นนักโทษและการอภัยโทษซ้ำซ้อนในกลุ่มคดีอัตราโทษสูง/คดีร้ายแรง

• วางหลักเกณฑ์ “ติดจำคุกตลอดชีวิตจริง”: วางแนวทางว่า ผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษจากประหารชีวิตเหลือ “จำคุกตลอดชีวิต” แล้ว ไม่ควรได้รับสิทธิลดวันต้องโทษหรือพักการลงโทษซ้ำอีก โดยควรให้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตตามนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้โทษย่อลงเหลือเพียงไม่กี่ปี

• เน้นความรับฟังรอบด้านและสิทธิมนุษยชน: การแก้ไขเกณฑ์ต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการราชทัณฑ์ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อให้ครอบคลุมหลายกลุ่มคดี และไม่เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพซ้ำเติมผู้ต้องขังเกินสัดส่วนตามหลักสากล

4.บทวิจารณ์ต่อแนวทางกระทรวงยุติธรรม: แก้ปัญหาตรงจุด หรือเป็นเพียงการแก้ครึ่งทาง?

เมื่อนำแนวทางของกระทรวงยุติธรรมมาวิเคราะห์ร่วมกับหลักนิติศาสตร์และอาชญาวิทยา จะพบประเด็นชวนคิดดังนี้:

จุดแข็งที่น่าชื่นชม

1)การยอมรับข้อบกพร่องและกล้าปรับรื้อระเบียบ: ถือเป็นมิติใหม่ที่ฝ่ายบริหารยอมรับปัญหาเรื่องการลดโทษทวีคูณอย่างตรงไปตรงมา และเร่งตั้งคณะทำงานแก้ไขระเบียบ

2) การสกัดต้นทางที่ “ระบบชั้นนักโทษ”: การปรับเกณฑ์เลื่อนชั้นถือว่าตรงจุด เพราะชั้นนักโทษคือ “ตั๋ว” ใบแรกที่เปิดทางไปสู่การได้รับอภัยโทษและการพักโทษ

ข้อสังเกตและจุดที่ยังต้องพึงระวัง

1)ข้อจำกัดเรื่องศักดิ์ของกฎหมาย (Hierarchy of Law): การแก้ปัญหาด้วยเพียง “กฎกระทรวง” (กฎหมายลำดับรอง) อาจมีปัญหาทางนิติศาสตร์ หากกฎกระทรวงไปจำกัดสิทธิเกินกว่าที่ พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 (กฎหมายแม่บท) ให้อำนาจไว้ เสี่ยงต่อการถูกฟ้องเพิกถอนกฎกระทรวงในศาลปกครองได้

2) ภาระไม่ควรตกที่ราชทัณฑ์ฝ่ายเดียว: การกำหนดไม่ให้ผู้ได้รับการลดโทษจำคุกตลอดชีวิตได้รับประโยชน์การลดโทษอีก ควรทำผ่าน พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ในแต่ละครั้ง หรือแก้ไขในระดับ พ.ร.บ. ให้ชัดเจนไปเลย จะช่วยคุ้มครองเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จากการถูกฟ้องร้อง ม.157 ได้ดีที่สุด

3) ขาดการดึงองค์กรภายนอกร่วมประเมินความเสี่ยง: กรมราชทัณฑ์ยังมองการบริหารโทษผ่านแว่นของการ “ปกครองคนในเรือนจำ” (วัดแค่การทำผิดวินัย) แต่ในทางสากล การปล่อยตัวคดีร้ายแรงต้องผ่าน คณะกรรมการพักการลงโทษที่เป็นอิสระ (Parole Board) ซึ่งมีนักจิตวิทยา อัยการ และตำรวจ ร่วมประเมินภัยต่อสังคมรายบุคคล

5.บทเรียนจากต่างประเทศ: เขากระจายอำนาจและบริหารโทษอย่างไร?

นานาประเทศ (ทั้งระบบ Common Law และ Civil Law) มีกลไกการบริหารโทษ (Penal Administration) ที่ถ่วงดุลอย่างรัดกุมเพื่อไม่ให้เกิดกรณี “จำคุกจริงน้อยเกินไป”:

• กำหนดระยะเวลาต้องโทษจริงขั้นต่ำ (Non-Parole Period): ในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ศาลจะเป็นผู้ระบุในคำพิพากษาเลยว่า จำคุกตลอดชีวิตแต่ “ห้ามลดโทษหรือพักโทษก่อนครบ 15–25 ปีแรก” เพื่อรับประกันว่าฝ่ายบริหารโทษจะไม่สามารถลบล้างคำสั่งศาลได้

• กฎหมาย Truth in Sentencing (สหรัฐฯ): กำหนดให้ผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ ยาเสพติดรายใหญ่ หรือองค์กรอาชญากรรม ต้องรับโทษจริงไม่น้อยกว่า 85% ของกำหนดโทษ จึงจะมีสิทธิเข้าเกณฑ์ลดโทษ

• คณะกรรมการพักการลงโทษที่เป็นอิสระ (Independent Parole Board): การปล่อยตัวก่อนกำหนดในสหราชอาณาจักรและแคนาดา ต้องผ่านการไต่สวนขององค์กรกึ่งตุลาการอิสระ ซึ่งมีนักจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญอาชญาวิทยา และตัวแทนชุมชนร่วมประเมิน “ความเสี่ยงในการก่ออาชญากรรมซ้ำ” ไม่ใช่ให้กรมราชทัณฑ์ตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียว

• ประเมินภัยแฝงเป็นรายบุคคล (Risk Assessment): ในนอร์เวย์และเยอรมนี ไม่ใช้เกณฑ์อายุชราแบบเหมารวม แต่ประเมินจากสภาพร่างกายและโครงสร้างอำนาจจริงว่า หากปล่อยตัวไปจะยังมีอิทธิพลในการสั่งการเครือข่ายอาชญากรรมเดิมหรือไม่

6.ข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้าง: ปลดล็อกวิกฤตความเชื่อมั่นยุติธรรมไทย

หากประเทศไทยต้องการแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน และไม่ให้เรือนจำกลายเป็นเพียง “ที่พักชั่วคราว” ของผู้มีอิทธิพล จำเป็นต้องปฏิรูปใน 3 ด้านหลัก:

1)ตรากฎหมายกำหนดโทษจำคุกจริงขั้นต่ำ (Mandatory Minimum Sentence): แก้ไขกฎหมายให้ศาลระบุระยะเวลาต้องโทษจริงขั้นต่ำ (เช่น ไม่น้อยกว่า 15–20 ปี) สำหรับคดีจำคุกตลอดชีวิตและคดีอุกฉกรรจ์ ก่อนจะเข้าเกณฑ์ขออภัยโทษหรือพักโทษ

2) แยกแยะประเภทคดีในการขออภัยโทษ: ยกเว้นหรือจำกัดสิทธิการขอพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปสำหรับ “ผู้ค้ารายใหญ่ / พ่อค้าระดับบริหาร” ให้แตกต่างจากผู้เสพหรือผู้ค้ารายย่อยอย่างชัดเจน

3) ดึงศาลหรือองค์กรอิสระร่วมบริหารโทษ: ปรับเปลี่ยนกระบวนการปล่อยตัวก่อนกำหนดให้ผ่านการพิจารณาในระบบเปิดของศาล หรือคณะกรรมการที่เป็นอิสระ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส สังคมตรวจสอบได้ และได้รับการยอมรับจากสาธารณชนอย่างแท้จริง

สรุป

กรณีคดี “เล่าต๋า แสนลี่” ไม่ใช่เพียงเรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็น “สัญญาณเตือนภัย” ครั้งใหญ่ที่สะท้อนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องรื้อโครงสร้างการบริหารโทษอย่างจริงจัง ลำพังการแก้ไขกฎกระทรวงภายในอาจเป็นเพียงก้าวแรก แต่การแก้กฎหมายแม่บทและการสร้างระบบประเมินภัยความปลอดภัยสาธารณะ คือหัวใจสำคัญที่จะคืนความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่คำพิพากษา คุ้มครองผู้ปฏิบัติงาน และสร้างความยุติธรรมที่เป็นธรรมแก่ทุกคนในสังคมอย่างเสมอภาค

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...