เปิดเกมสีน้ำเงินรับศึกซักฟอก
สว.เป็นอีกสถาบันหนึ่ง เรื่องฮั้ว สว.ก็เป็นคำบัญญัติของใครที่อยากบัญญัติขึ้นมา รัฐบาลนี้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในปี 2569 ขณะที่ สว.เลือกกันปี 2567 ดังนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้ อะไรที่เกี่ยวข้องกับผลการทำงานของรัฐบาลนี้เราก็ตอบ แต่อะไรไม่เกี่ยวข้องเราก็ไม่ตอบ
เท่านี้เองก็น่าจะทำนายอนาคตการยื่นญัตติและการอภิปรายได้ในระดับหนึ่งว่า “ป่วน”แน่ๆ เนื่องจาก“ประธานตุ๋ง”โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร คงให้ไปแก้ญัตติให้ตรงเรื่อง ให้เกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาล “อนุทิน 2” ฝ่ายค้านจะเขียนหลบอย่างไร เมื่อเปิดโจทย์มาแต่ต้น ว่า จะอภิปรายเรื่องฮั้ว สว. ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณธรรมจริยธรรมของคนในรัฐบาล ทั้งตัว “นายกฯหนู” ที่ฝ่ายค้านอ้างว่า เกี่ยวข้องกับฮั้ว สว. และ “นายกฯหนู” ยังตั้งคนที่มีชื่อถูกตรวจสอบไต่สวนให้เป็นรัฐมนตรีด้วย
หรือถึงถ้าเขียนหลบจนไม่ปรากฏคำในญัตติแล้ว แต่ในการอภิปราย หากพูด คำว่า“โกงเลือก สว.”ขึ้นมา หรือไปแตะ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” คงมีการประท้วง ตีรวนกันหนักมาก ฝ่ายค้านก็คงสู้ด้วยเกมนอกสภาหนัก ลากไส้คนที่มีหลักฐานสาวถึงให้มาตอบในสื่อ ดังนั้นในเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นแค่เกมๆ หนึ่งของพรรคส้ม ที่มุ่งไปสู่เรื่องใหญ่กว่า
ถ้ามีความพยายามสกัด ทั้งญัตติ ทั้งการพูดในสภา พรรคส้มโหมโรงได้ทันที“รัฐบาลปิดปากไม่ต้องการให้ตรวจสอบ” ดิสเครดิตพรรครัฐบาล ชี้ว่าฝ่ายการเมืองตรวจสอบถ่วงดุลไม่ได้ และว่า กระบวนการอภิปรายในสภา เป็นกลไกเดียวที่ให้คนของรัฐบาลได้ตอบข้อกล่าวหาว่า เกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว.หรือไม่ เพราะ กกต.ก็ไม่เชิญไปสอบ ถ้ารัฐบาลไม่ยอมตอบ ไม่ยอมชี้แจง ทั้งที่ฝ่ายค้านมีหลักฐานมัด ก็เท่ากับลุแก่อำนาจ ไม่เห็นหัวประชาชน
ในงานเสวนา “เวทีผู้นำฝ่ายค้าน : แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และการตรวจสอบถ่วงดุล” ที่จัดที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 15 ส.ค.69 “หัวหน้าเท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า อำนาจรัฐไม่เคยเห็นหัวประชาชน ปัญหาความตกต่ำและวิกฤติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เกิดจากการขาดแคลนกฎหมาย หรือแท้จริงแล้วเกิดจากการขาดกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพกันแน่
ใช้คำแรงอย่าง คำว่า “ไม่เห็นหัว” ออกมาขยี้ ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกรัฐบาลไม่ชอบธรรม สอบถ่วงดุลไม่ได้ กินรวบอำนาจ ครอบงำสภาสูง องค์กรอิสระ เป็น“ระบอบปีศาจ” เรื่องฮั้ว สว. ฝ่ายค้านคงรู้ว่า เอาให้ถึงคนในรัฐบาลได้ยาก ดังนั้นเป้าหมายสำคัญคือการให้สังคมเป็นแนวร่วมพรรคประชาชน ในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่ง “หัวหน้าเท้ง”ก็พูดในงานนี้ว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านต้องการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคจากกติกา
“กติกาหมวดสูงสุดของประเทศอย่างรัฐธรรมนูญ ยังคงปิดช่องไม่ยินยอมให้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุงในส่วนที่เป็นแก่นของปัญหาได้ ทางออกเดียวของประเทศไทย คือต้องกลับมาแก้ไขที่ระบบการเมือง รื้อถอนโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม และสร้างกลไกการถ่วงดุลอำนาจที่ดี มีประสิทธิภาพ และสามารถตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐได้จริง”
และยังตีวาทกรรมกำแพงอีก ว่า “มีนักการเมืองที่มองเห็นปัญหาตรงกันรู้ว่าประเทศไทยมีกำแพงใหญ่ๆ อะไรบ้างที่คอยขวางกั้นการพัฒนา หากนักการเมืองเข้าสู่อำนาจมาแบบไม่ถูกต้อง เขาจะพยายามใช้อำนาจเข้าไปต่อเติมกำแพงให้หนาขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่กติการัฐธรรมนูญยังคงเปิดช่องให้คนโกงก้าวเข้าสู่อำนาจได้ โดยไม่มีกลไกการถ่วงดุลและตรวจสอบอย่างแท้จริง ไม่ว่าเราจะมีคนดีกี่คนก็ตาม ในอนาคตปัญหาเดิมๆ ก็จะยังคงดำรงอยู่”
ดังนั้นจะต้องใช้แผนลดความนิยม “พรรคภูมิใจไทย” และตอกย้ำว่าการแก้ปัญหาต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่เท่านั้น โดย“พรรคส้ม”ต้องเร่งเดินเกมให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็ว และในระยะยาวจะต้องไม่เป็นรองในกติกาใหม่ด้วย