สรุป 5 ประเด็นหลัก "สุนทรพจน์ทรัมป์" สะเทือนยุโรป-ตอกย้ำรอยร้าวตะวันตก
เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2569 CNN รายงานถึง สุนทรพจน์ของ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ บนเวทีการประชุมเศรษฐกิจโลก World Economic Forum ครังที่ 56 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นคำกล่าวเชิงนโยบายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจโลกตามขนบของเวทีนี้ หากแต่กลับกลายเป็นการสะท้อนความไม่พอใจ ความหวาดระแวง และทัศนคติที่เป็นปรปักษ์ต่อยุโรปและพันธมิตรตะวันตกอย่างเปิดเผย
ตลอดระยะเวลากว่า 1 ชั่วโมง ทรัมป์ใช้เวทีระดับโลกในการกล่าวหาว่ายุโรปเอาเปรียบสหรัฐฯ ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของพันธมิตรนาโต โจมตีนโยบายผู้อพยพและเศรษฐกิจของยุโรป พร้อมย้ำข้อเรียกร้องให้สหรัฐฯ เป็นเจ้าของกรีนแลนด์ แม้จะให้คำมั่นว่าจะไม่ใช้กำลังทหารก็ตาม
ถ้อยคำที่วกวน สลับระหว่างการโอ้อวด การประชดประชัน และการข่มขู่ ทำให้บรรยากาศในห้องประชุมค่อย ๆ เปลี่ยนจากความคึกคักเป็นความเงียบงัน สะท้อนความตึงเครียดของความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ที่หลายฝ่ายมองว่ากำลังเข้าใกล้จุดแตกหักมากขึ้นเรื่อย ๆ
"ไม่ใช้กำลัง" คำพูดเดียวที่ยุโรปรอฟัง แต่ยังไม่วางใจ
ในบรรดาถ้อยคำทั้งหมดที่ทรัมป์กล่าวบนเวทีดาวอส มีเพียง 4 คำที่ผู้นำยุโรปและเจ้าหน้าที่การทูตจับตาอย่างใกล้ชิดมากที่สุด นั่นคือคำยืนยันว่า "ผมจะไม่ใช้กำลัง - I won’t use force." เพื่อยึดกรีนแลนด์ คำพูดดังกล่าวถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนที่สุดของผู้นำสหรัฐฯ นับตั้งแต่ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างจริงจัง
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์หลีกเลี่ยงที่จะปฏิเสธความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทหารมาโดยตลอด และทำเนียบขาวก็เคยระบุว่าทางเลือกทางทหารยังคงอยู่บนโต๊ะเจรจา ส่งผลให้หลายประเทศในยุโรปเตรียมรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียด และความเป็นไปได้ของการเผชิญหน้าทางการทูตที่อาจลุกลาม
การประกาศไม่ใช้กำลังในครั้งนี้ จึงช่วยลดแรงกดดันลงในระดับหนึ่ง เจ้าหน้าที่ที่เคยเตรียมรับมือกับวิกฤตด้านความมั่นคงมองว่า นี่คือสัญญาณเชิงบวกในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปเปราะบางอย่างยิ่ง แม้จะเป็นเพียงการคลายปมในเชิงสัญลักษณ์ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ท่าทีผ่อนคลายดังกล่าวถูกหักล้างอย่างรวดเร็ว เมื่อทรัมป์ย้ำว่าเขาจะไม่ยอมรับสิ่งใด "น้อยไปกว่า" การเป็นเจ้าของกรีนแลนด์อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก ทรัมป์เรียกกรีนแลนด์ว่าเป็น "เกาะขนาดใหญ่ที่ไม่มีการรักษาความปลอดภัย" และย้ำว่าเป็นส่วนหนึ่งของทวีปอเมริกาเหนือ
ถ้อยคำที่ว่า "นั่นคือดินแดนของเรา - That’s our territory" ทำให้หลายฝ่ายตระหนักว่า แม้จะไม่มีการใช้กำลัง แต่แรงกดดันทางการเมืองและการทูตจากสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป และอาจยืดเยื้อในระยะยาว
ประวัติศาสตร์สงครามโลก ถูกใช้เป็นเหตุผลทวงสิทธิ
ทรัมป์ใช้ช่วงหนึ่งของสุนทรพจน์ในการอธิบายเหตุผลเชิงประวัติศาสตร์ เพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของเขาเกี่ยวกับกรีนแลนด์ แม้จะเรียกว่า "ไอซ์แลนด์" ไปแล้วถึง 4 ครั้ง โดยกล่าวว่า "ไม่มีประเทศหรือกลุ่มประเทศใด" ที่สามารถปกป้องกรีนแลนด์ได้ นอกจากสหรัฐอเมริกา
ปธน.สหรัฐฯ เน้นย้ำว่าพันธมิตรนาโตทุกประเทศมีภาระหน้าที่ต้องปกป้องดินแดนของตนเอง พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ เป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าที่หลายฝ่ายเข้าใจ คำกล่าวนี้ถูกตีความว่าเป็นการลดทอนความสามารถของประเทศพันธมิตรในยุโรป
ทรัมป์กล่าวโจมตีเดนมาร์กอย่างตรงไปตรงมาว่าอกตัญญูต่อสหรัฐฯ ทั้ง ๆ ที่สหรัฐฯ เคยเข้ามาปกป้องเดนมาร์กและกรีนแลนด์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยอ้างว่า
เดนมาร์กพ่ายแพ้ต่อเยอรมนีภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง และไม่สามารถป้องกันตนเองหรือกรีนแลนด์ได้ ทำให้สหรัฐฯ จำใจต้องเข้ามาแทรกแซง
พร้อมแสดงความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ในเวลานั้น ที่ยอมให้เดนมาร์กยังคงครอบครองกรีนแลนด์ต่อไป และพูดเชิงประชดประชันว่า "พวกเรา (สหรัฐฯ) โง่แค่ไหนที่ทำแบบนั้น" สะท้อนทัศนคติของทรัมป์ที่มองอดีตผ่านกรอบผลประโยชน์ในปัจจุบัน และสร้างความไม่สบายใจให้กับผู้ฟังจำนวนมากในห้องประชุม
เวทีดาวอสกับการระบายความไม่พอใจใส่ยุโรปทั้งทวีป
นอกเหนือจากประเด็นกรีนแลนด์ ทรัมป์ยังใช้เวทีดาวอสเป็นพื้นที่ระบายความไม่พอใจต่อประเทศต่าง ๆ ในยุโรปอย่างกว้างขวาง เขาโจมตีประเทศเจ้าภาพอย่างสวิตเซอร์แลนด์ โดยกล่าวว่า "ดีได้ก็เพราะสหรัฐฯ" และยกตัวอย่างการเจรจาเรื่องภาษีศุลกากรในอดีต
ทรัมป์เล่าว่าเขาเคยตัดสินใจเพิ่มภาษีนำเข้าต่อสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากรู้สึกว่าผู้นำประเทศในขณะนั้น ทำให้เขาไม่พอใจ พร้อมกล่าวต่อหน้าผู้ฟังชาวยุโรปที่นั่งเงียบงันว่า หลายประเทศร่ำรวยได้เพราะสหรัฐฯ และกล่าวอีกว่า หากไม่มีสหรัฐ ประเทศเหล่านั้นคงทำอะไรไม่ได้เลย หากไม่มีสหรัฐฯ ถ้อยคำดังกล่าวทำให้บรรยากาศในห้องประชุมเต็มไปด้วยความตกตะลึง และเสียงปรบมือที่เกิดขึ้นมีเพียงประปราย
ทรัมป์ยังพาดพิง "แว่นกันแดดสวยดี" ของแอมานูแอล มาครง ปธน.ฝรั่งเศสที่สวมในที่ร่มเพราะปัญหาสายตา และส่งคำเตือนเชิงข่มขู่ถึงนายกฯ แคนาดา มาร์ค คาร์นีย์ โดยกล่าวว่าแคนาดาได้รับ "ของฟรี" จากสหรัฐฯ จำนวนมาก และควรแสดงความขอบคุณมากกว่านี้แต่กลับไม่ทำเลย
ทรัมป์ยังฟื้นความขุ่นเคืองภายในประเทศ โดยโจมตี เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ และตัวแทนจากพรรคเดโมแครต อิลฮาน โอมาร์ ว่า "เธอมาจากประเทศที่ไม่ใช่ประเทศ และยังจะมาบอกว่าจะบริหารอเมริกายังไง"
ตอนหนึ่ง ทรัมป์ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในมินเนโซตาว่า เหตุการณ์นั้นเตือนใจว่า ชาติตะวันตกไม่สามารถนำเข้าวัฒนธรรมต่างชาติจำนวนมากได้ เพราะวัฒนธรรมเหล่านั้นไม่เคยสร้างสังคมที่ประสบความสำเร็จของตนเองได้เลย
ทรัมป์ที่สงบ - ฝูงชนที่งุนงง
ในช่วงเวลาหนึ่งระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ของทรัมป์ ฝูงชนที่แน่นขนัดจนไม่มีที่นั่งต่างยังรับมือกับคำพูดที่เสียดสีและการพูดนอกเรื่องของ ปธน.สหรัฐฯ ได้อย่างใจเย็น ทรัมป์ที่มีท่าทีดูสงบลง เมื่อเทียบกับช่วงที่เพิ่งมาถึงดาวอส เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมด้วยการกล่าวว่า "ถึงเพื่อนมากมาย และศัตรูเพียงไม่กี่คน" และอ้างว่าหลังจากกลับมาดำรงตำแหน่งได้ 1 ปี ผู้คนต่างก็มีความสุขดี พวกเขาพอใจกับผมมาก
อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าร่วมประชุมเริ่มอึดอัดกับสุนทรพจน์ยืดเยื้อ ได้แต่นั่งเงียบ ๆ ปรบมือเบาๆ ในตอนท้าย การกล่าวถึงความเป็นเจ้าของกรีนแลนด์ ทำให้ผู้ชมบางคนส่ายหัวและหัวเราะด้วยความไม่เชื่อ โดยเฉพาะเมื่อทรัมป์อธิบายกรีนแลนด์เป็นสิ่งจำเป็นและตำหนิเดนมาร์กว่า "อกตัญญู"
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังพูดนอกเรื่องไปอีกด้วยการชื่นชมจีนที่ไม่มีฟาร์มกังหันลม และเรียกชาติที่พึ่งพาพลังลมว่า "คนโง่" ทำเอาผู้ชมหลายคนหัวเราะขึ้นมากับคำกล่าวนั้น คำปราศรัยที่ยาวนาน 70 นาที ชัดเจนว่าทำให้ผู้ชมหลายคนเสียความสนใจ บางคนลุกกลับบ้านก่อนที่ทรัมป์จะกล่าวจบด้วยซ้ำ และแม้ทรัมป์เองดูรีบร้อนที่จะปิดจบการกล่าวสุนทรพจน์ แต่ก็ทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ "แล้วเจอกันใหม่"
ยุโรปที่ทรัมป์ไม่รู้จัก
อดัม แคนคริน และ เควิน ลิปแทค ผู้สื่อข่าวของ CNN กล่าวว่า ประเด็นที่น่าสนใจจากสุนทรพจน์ทรัมป์ที่นานร่วม 1 ชั่วโมงและวนเวียนหลายทิศทางเหลือเกิน คือ แม้ทรัมป์จะประกาศว่าตัวเขาเองเป็นชาวสกอตและเยอรมัน 100% เขายืนยันว่ารักชาติต่าง ๆ ในยุโรป โดยกล่าวว่า พูดตามตรง สถานที่บางแห่งในยุโรปแทบจำไม่ได้แล้ว พวกมันเปลี่ยนไปจนจำไม่ได้เลย
แต่เขากลับดูถูกต่อวิธีการที่เจ้าหน้าที่จัดการเรื่องอพยพ ความมั่นคง และเศรษฐกิจในทศวรรษที่ผ่านมา
ขณะที่ทรัมป์พูดถึงเรื่องสงครามในศตวรรษที่ผ่านมาที่สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงหลาย ๆ ครั้ง ดูเหมือนเป็นสิ่งที่ทรัมป์จงใจทำให้ชาวยุโรปได้รับความอับอายเพื่อให้ได้สิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ "กรีนแลนด์ "
หากไม่มีสหรัฐฯ พวกคุณทั้งหมดก็คงจะพูดเยอรมันและญี่ปุ่นกันได้บ้างแล้ว
และยืนยันว่าโลกพึ่งพาสหรัฐฯ และกลับไม่รู้จักบุญคุณตอบแทน และยืนยันว่าหากไม่มีสหรัฐฯ ชาติส่วนใหญ่จะไม่มีงานทำด้วยซ้ำ แม้จะมีสัญญาณประนีประนอมเรื่องกรีนแลนด์ แต่ประเด็นหลักยังคงเป็นการตำหนิยุโรป แล้วสร้างรอยร้าวที่ลึกลงเรื่อย ๆ ระหว่างสหรัฐฯ และ ชาติตะวันตกในเวทีโลก
อ่านข่าวอื่น :
คน กทม. 40.1% ระแวงไม่กล้ารับสายเบอร์แปลก เพราะแก๊งคอลเซนเตอร์
ฝุ่น PM 2.5 กรุงเทพฯ เกินค่ามาตรฐาน 17 พื้นที่ "เขตลาดกระบัง" มากสุด
สภายุโรประงับดีลการค้าสหรัฐฯ - ทรัมป์ผ่อนท่าทีเลิกขู่ขึ้นภาษี 8 ชาติ