‘Silent Social’ การสื่อสารที่ไร้เสียงของสังคมคนรุ่นใหม่
ปี 2025 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่มีปรากฏการณ์สำคัญทางสังคม โดยการที่เราทุกคนได้ร่วมกันต้อนรับเจเนอเรชันใหม่ที่เรียกว่า “เจเนอเรชันเบต้า” หลายคนคงได้เห็นการกล่าวถึงเด็ก ๆ เจนนี้กันมาไม่น้อย เพราะแม้ว่าจะเพิ่งเกิดลืมตา แต่พวกเขา ก็มีอนาคตที่น่าอิจฉา เพราะใครต่างก็ว่า พวกเขาจะเป็นคนรุ่นแรกที่จะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีและ AI ในชีวิตประจำวันแทบจะ 100% ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การทำงาน การดูแลสุขภาพ หรือเอนเตอร์เทนเมนต์ต่าง ๆ ที่กว่าจะพ้นปี 2039 (ซึ่งถือเป็นปีสุดท้ายของเจเนอเรชันนี้) เราก็คงจินตนาการไม่ออกว่า ในตอนนั้นมนุษย์จะใช้ชีวิตหรือสื่อสารกันอย่างไร
จากผลสำรวจของเด็ก ๆ ในสหราชอาณาจักรพบว่า ปัจจุบันมีจำนวนเด็ก ๆ มากถึง 98% ที่มีสมาร์ตโฟนกันอย่างน้อยหนึ่งเครื่อง และรองลงมาก็เป็นแท็บเล็ตที่มีมากกว่า 81% หรืออาจะเรียกได้ว่าเป็นของที่มีให้เล่นกันแทบทุกบ้าน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนได้ว่า ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการเลี้ยงดู เป็นเครื่องมือสำหรับการศึกษา ความบันเทิง การเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างกันในครอบครัวที่จะผสานรวมเข้ากับชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย ส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กรุ่นนี้จะแตกต่างออกไป และการคุยกันผ่านหน้าจอกำลังกลายเป็นวิธีการสื่อสารเริ่มต้นที่ก็อาจจะมีข้อดีและไม่ดีไปพร้อม ๆ กัน
(Freepik)
สังคมยุคใหม่ที่ภายนอกเงียบงัน แต่ในใจมีร้อยพันเรื่องราว
เป็นที่ทราบกันดีว่า ความเงียบก็ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติในกระบวนการสื่อสาร บวกกับปัจจุบันที่เทคโนโลยีการสื่อสารก็ถูกพัฒนารูปแบบอยู่เสมอ และการสื่อสารโดยที่ไม่ต้องใช้เสียง แต่เป็นการพูดคุยผ่านเครื่องมือต่าง ๆ ก็กำลังเป็นทางเลือกที่กระตุ้นความสนใจคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี
เห็นได้ชัดที่สุดจากวัยรุ่นที่มีอายุ 14-24 ปี ซึ่งมักเป็นกลุ่มที่ชอบสื่อสารผ่านข้อความมากกว่าการยกหูโทรศัพท์เพื่อพูดคุย ทั้งยังนิยมการสื่อสารผ่านสื่อมากกว่าการพบปะกันแบบตัวต่อตัว หลายคนพบว่าตัวเองรู้สึกไม่สบายใจถ้าต้องกดโทรหาใคร หรือการพูดคุยก็ดูเหมือนจะอันตรายมากกว่าการสื่อสารด้วยตัวอักษร แถมยังรู้สึกว่าสายโทรเข้าเป็นอะไรที่รบกวนจิตใจ
ฉะนั้นเด็กตั้งแต่รุ่นหลังจากนี้ไปจะรู้สึกปลอดภัยกับมือถือมากกว่าผู้คน พวกเขาสามารถทำการสื่อสารกับเพื่อน ๆผ ผ่านหน้าจอได้โดยไม่ต้องเปล่งเสียงตลอดทั้งวัน และเปลี่ยนจากการสนทนาแบบเห็นหน้ากันเป็นส่งข้อความในห้องแชต ซึ่งสิ่งนี้ก็ยืนยันได้จากผลสำรวจของวัยรุ่นในสเปนที่ 95.1% เลือกที่จะใช้วิธีการส่งข้อความแทนการเงยหน้ามามองตากัน ขณะที่แอปพลิเคชันอย่าง WhatsApp, Facebook Messenger และ Telegram ก็ถูกใช้งานเพิ่มเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับการโทรผ่านมือถือและโทรศัพท์บ้าน ซึ่งการที่เสียงในบทสนทนากำลังลดลง ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เพราะความเงียบที่เพิ่มขึ้น ล้วนมีอิทธิพลต่อวิถีการดำเนินชีวิต การรับรู้ และการกระทำของผู้คนในทุกวันนี้
(Freepik)
แม้อ่านตัวอักษรเก่งกาจ แต่ก็อ่านสายตาและสีหน้าได้ไม่ขาดเหมือนกัน
การทำทุกอย่างผ่านหน้าจอ แม้จะเป็นการสื่อสารกับคนอื่นก็ยังเทียบไม่ได้กับการเงยหน้ามาสื่อสารกับผู้คนจริง ๆ แม้หลังจากนี้เด็ก ๆ เจนเบต้าจะสื่อสารกันได้โดยไม่ใช้ถ้อยวาจา แต่เหล่านักวิชาการจาก Frontiers in Psychology ต่างก็ออกมาแสดงความห่วงใยโดยบอกไว้ว่า ‘การสื่อสารผ่านดิจิทัลที่เข้ามาแทนที่การสื่อสารแบบพบหน้ากัน จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทักษะการถอดรหัสที่ไม่ใช่คำพูด’ เพราะเด็ก ๆ อาจพบว่า การอ่านอารมณ์ของผู้อื่นเป็นเรื่องยากเสียแล้ว
เป็นเรื่องดีที่เทคโนโลยีช่วยให้เด็ก ๆ เชื่อมต่อกันได้ไม่ว่าจะผ่านวิดีโอคอลล์หรือเกม แต่การมีปฏิสัมพันธ์กันในโลกเสมือนจริงอาจทำให้เกิดปัญหาเมื่อพวกเขาต้องถอดแว่น VR มาพูดคุยกับคนในโลกจริง อย่างเช่นการอ่านสัญญาณทางสังคม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่มนุษย์ใช้สื่อสารและแสดงออกทางอารมณ์ต่อมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ‘การแสดงออกทางสีหน้า’ ที่ใช้แสดงความรู้สึกของเราได้ชัดเจนที่สุด ผ่านทางสายตา ริมฝีปาก หรือแม้แต่คิ้ว เพราะถ้าเราไม่ได้คุยกันบ่อย ๆ ก็คงไม่รู้หรอกว่าคิ้วที่ขมวดเข้าหากันนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความกังวลหรืออารมณ์หงุดหงิดกันแน่
ต่อมาคือ ‘ภาษากาย’ ก็ถือเป็นวิธีการสื่อสารที่สำคัญเพราะอารมณ์จะส่งผลต่อท่าทางของเราเสมอ เด็ก ๆ บางคนอาจเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิงว่ากำลังพูดอะไรอยู่ ยิ่งถ้าเป็นการใช้ ‘ระดับเสียงและโทนเสียง’ ด้วยแล้ว เพราะการเปลี่ยนน้ำเสียงบางครั้งก็สามารถเปลี่ยนความหมายของสิ่งที่พูดไปได้เลย ดังนั้นเด็ก ๆ ที่ขาดการสื่อสารผ่านการพูดคุยไปนาน ๆ ก็อาจทำให้เข้าใจคำพูด แต่ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงก็เป็นได้
การอ่านสัญญาณทางสังคมไม่ออกนี้ ยังส่งผลต่อการเติบโตทางอารมณ์ (Emotional Growth) ของเด็กรุ่นหลัง ทั้งการรับรู้ เข้าใจ และจัดการอารมณ์ของตนเอง รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับอารมณ์ของผู้อื่นที่จะเกี่ยวเนื่องไปถึงความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) อย่างการควบคุมอารมณ์และการแสดงออกที่เหมาะสม ซึ่งถ้าเรานึกดูดี ๆ ไม่ต้องข้ามไกลไปถึงเจนเบต้า คนรุ่นปัจจุบันที่ขาดการสื่อสารกับผู้คนในสังคม ก็เริ่มมีสภาวะทางอารมณ์เหล่านี้ได้เช่นกัน
(Freepik)
จุดสมดุลยังคงเป็นคำตอบ
แม้คนจะโต้เถียงกันตลอดมาว่าเด็กอายุ 3 ขวบไม่ควรมีช่วงเวลาในการแตะหน้าจอเลยด้วยซ้ำ แต่ก็มีการวิจัยเหมือนกันว่า เทคโนโลยีที่มาเร็วนี่แหละ เป็นโอกาสอันดีที่จะพัฒนาเด็กเจนนี้ได้ เพราะการแตะหน้าจอไม่ได้พัฒนาแค่เรื่องการโต้ตอบเท่านั้น แต่ยังช่วยพัฒนาด้านภาษาและทักษะอื่น ๆ ได้ด้วย
จากการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ ทำให้เห็นกิจกรรมของเด็ก ๆ ที่ส่งผลกับประสาทสัมผัสผ่านการสัมผัสหน้าจอ อย่า
การมองเห็น การได้ยิน รวมไปถึงการเคลื่อนไหว ได้พัฒนาขึ้น เพราะเขาจะต้องนึกคิดและเคลื่อนไหวร่างกายในการใช้อุปกรณ์พวกนั้นนั่นเอง
ส่วนการสำรวจจากพฤติกรรมการดูทีวีของครอบครัวในสหราชอาณาจักร พบว่ามีประมาณ 40 ครอบครัวที่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘เด็ก ๆ ได้เรียนรู้คำศัพท์และวลีเวลาที่ได้รับชมรายการบางรายการอย่างตั้งใจ’ แถมมีบ้านหนึ่งบอกว่าลูกตัวเองที่อายุน้อยกว่า 3 ขวบกลับได้เรียนรู้การใช้ภาษามือจากการพยายามใช้ภาษามือเพื่อบอก Google Home ว่าต้องการอะไร ก่อนที่จะค่อย ๆ เรียนรู้ว่า “อุปกรณ์สมาร์ตโฮมตอบสนองต่อคำที่ออกเสียงอย่างชัดเจนมาก” และมีการเรียนรู้ผ่านการสังเกต ว่าต้องแตะไปที่อุปกรณ์ในการควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะในรูปแบบอื่น ๆ นอกเหนือจากการออกเสียง
ดังนั้นแล้ว แม้เด็ก ๆ เจเนอเรชันใหม่จะเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีแบบ 100% และกำลังกลายเป็นรุ่นที่ขับเคลื่อนโลกด้วยเทคโนโลยี แต่คนเจนก่อนหน้าที่ก็จำเป็นต้องมีการสนับสนุนที่เหมาะสมให้กับเด็กรุ่นนี้ เพื่อให้พวกเขาได้มีสมดุลทั้งความสามารถทางเทคโนโลยีและทักษะชีวิตจริง
ที่มา : บทความ “Welcome Gen Beta” จาก mccrindle.com.au
บทวิจัย “TODDLERS, TECH AND TALK Summary Report” โดย Manchester Metropolitan University
บทวิจัย “An Exploration of Silence in Communication” โดย European Public & Social Innovation Review
บทความ “How does digital communication affect child development?” จาก editverse.com
บทความ “4 types of social cues” โดย Lexi Walters Wright
บทความ “Digital tech can offer rich opportunities for child development, study says” โดย Chris Osuh
เรื่อง : นัฐวรรณ วุทธะนู