ถ้ำตลอด... สุดยอดของถ้ำใต้
จริงๆ ผมลงไปเที่ยว เทพา นาทวี สะบ้าย้อย ไปดูอุโมงค์เขาน้ำค้าง ที่ด่านนอกของสงขลา แต่ไม่เคยที่จะไปถึง "ถ้ำตลอด" แม้สักครั้ง รู้แหละว่าอยู่ไม่ไกลกันนัก ได้แต่อ่านข้อมูลว่าที่นี่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานมานานมากแล้ว ก็รู้สึกว่าเป็นถ้ำที่น่าสนใจมาก ตอนหลังๆ พอผมมาสนใจได้ศึกษาและได้ไปเที่ยวถ้ำต่างๆ ก็เลยอยากดู เพราะทั้งรูปลักษณ์ทางด้านธรณีและประวัติศาสตร์ความเป็นมาของถ้ำแห่งนี้ล้วนน่าสนใจ พอมีจังหวะได้ลงไปสงขลาอีกครั้ง เลยตั้งใจต้องไปถ้ำตลอดให้ได้
มาครับ ตามผม มาดูว่า ถ้ำนี้มีอะไรดี ทำไมผมถึงอยากไปดูนัก…
ถ้ำตลอดแห่งนี้ ตั้งอยู่ในตำบลเขาแดง ในเขตอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา แต่ถ้าจะให้สะดวกก็ต้องเริ่มเดินทางจากอำเภอนาทวีดีกว่า ใกล้หาดใหญ่กว่าไปเริ่มทางสะบ้าย้อย (เพราะต้องย้อนกลับลงมาอีกที) จากนาทวีแนะนำให้ใช้เส้นทางบนถนน 408 ขับลงทางทิศใต้ ถนนสายนี้จะไปสุดที่ด่านพรมแดนด่านประกอบ
แยกหน้าวัดถ้ำตลอด จะเห็นภูเขาหินปูนโดดเด่น ถ้ำตลอดอยู่ที่นี่
แต่ก่อนจะถึงบ้านด่านประกอบไม่กี่กิโลเมตร จะมีทางแยกซ้ายมือ เข้าไปตามทางไม่ไกลนักก็จะไปโผล่ที่สามแยกหน้าวัดถ้ำตลอดได้เลย สะดวกมาก (ตรงหน้าวัดแยกขวาจะไปอำเภอกาบัง จังหวัดยะลาได้ ส่วนแยกซ้ายไปอำเภอสะบ้าย้อย ไปปัตตานีได้)
บรรยากาศภายในวัด
พอเข้าไปใน "วัดถ้ำตลอด" จะเห็นว่ามีภูเขาหินปูนโดดเด่นอยู่ด้านหนึ่งของวัด แต่พื้นที่วัดดูสูงกว่าพื้นถ้ำ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า วัดถมที่ให้สูงขึ้นกว่าพื้นถ้ำในภายหลังหรือเปล่า จึงทำให้เวลาเราจะลงไปเที่ยวถ้ำต้องเดินลงตามบันไดปูน ซึ่งผมคาดคะเนโดยสายตา ความสูงของพื้นวัดกับพื้นถ้ำน่าจะต่างกันราว 3 เมตร จะมีทางปูนกว้างสักเมตรหนึ่ง นำพาเราเข้าไปยังถ้ำใต้ภูเขา
เมื่อพิจารณาดูลักษณะของถ้ำตลอดแล้ว จะเห็นว่าเป็นเพิงถ้ำโคนภูเขาที่น่าจะถูกน้ำกัดเซาะกร่อนมาในเวลาเป็นแสนเป็นล้านปีก่อนนี้ แน่นอนว่าการก่อเกิดของถ้ำตลอดนั้นมาจากหินปูนที่สะสมตัวในทะเล จนถูกยกตัวขึ้นเป็นภูเขา โดยที่ภูเขาครั้งกระนั้น ยังคงมีน้ำทะเลล้อมรอบและน้ำทะเลก็ค่อยๆ เซาะกร่อนโคนของภูเขาหินูนี้ไปเรื่อยๆ จนเป็นโคนภูเขาเว้าแหว่งลึกเป็นเพิงถ้ำ
บรรยากาศหน้าถ้ำตลอด ตามเส้นทางเดินศึกษา
ภายในโถงถ้ำใหญ่ หน้าคูหาหมายเลข 1
บางส่วนเว้าจนทะลุออกไปอีกด้าน โดยธรรมชาติใช้เวลานับแสนนับล้านปีในการสร้างสรรค์ภูเขาแห่งนี้ จนเมื่อน้ำทะเลแห้งหายไปก็เหลือให้เห็นรูปลักษณ์เฉกเช่นในปัจจุบัน ด้านล่างจะมีโถงถ้ำลอดขนาดใหญ่ โถงถ้ำลอดนี้กว้างมาก ปูพื้นกระเบื้องอย่างดี สะอาดสะอ้าน จุคนได้เป็นพันๆ คน
จากป้ายอธิบายความที่ติดไว้หน้าถ้ำให้ข้อมูลว่า ที่นี่เป็นพุทธสถานที่เชื่อว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ก่อนปี พ.ศ. 2219 พุทธศิลป์ต่างๆ จึงเป็นศิลปะแบบอยุธยาผสมผสานกับศิลปะพื้นถิ่นของภาคใต้ ซึ่งคาดว่าเดิมที่จะมีการสร้างวัดนั้น บรรดาถ้ำต่างๆ ในบริเวณถ้ำตลอดนี้ เป็นที่ที่พระภิกษุจำพรรษามาก่อน ซึ่งการอาศัยในถ้ำนี้สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุอยู่ในเสนาสนะต่อไปนี้เพื่อจำพรรษา มี 5 ประเภท คือ
1. วิหาร (เรือนที่มีหลังคาธรรมดา)
2. อัฑฒโยค (เรือนหลังคามุงด้านเดียว)
3. ปราสาท (อาคารซ้อนชั้น)
4. หัมมิย (เรือนหลังคาตัด)
5. คูหา (ถ้ำในภูเขา)
ลานใต้ถ้ำที่เป็นโถงกว้างขนาดใหญ่
แต่ก่อนคงมีวัดหลายแห่งที่อยู่อาศัยในถ้ำจริง อย่างห้องโถงโล่งใต้ภูเขานั่น ก็น่าจะเป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนามาก่อน และในประวัติของวัด เอ่ยถึงหลวงพ่อทวดว่าท่านเคยมาอาศัยในถ้ำคูหาหนึ่งที่นี่นั่งวิปัสสนา เพราะอยู่ในเส้นทางการสัญจรไปมาระหว่างวัดพะโค๊ะที่สทิงพระ ไปวัดช้างไห้ที่ปัตตานี วัดถ้ำตลอดนี้อยู่ในเส้นทางพอดี
พระนอนในถ้ำคูหาหมายเลข 1
บันไดนาคที่นำพาขึ้นถ้ำคูหา 1
บรรยากาศเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ที่ลอดทะลุมาจากโถงใหญ่
สรุปก็คือ ถ้ำตลอดนี้ เดิมน่าจะเป็นถ้ำที่เขาใช้เป็นวัดเลย เพราะมีการดัดแปลงโถงถ้ำ เป็นลานอเนกประสงค์ มีการดัดแปลงคูหาถ้ำเป็นที่ประดิษฐานพระประธานและที่ประกอบพิธีกรรมทางสงฆ์ กุฏิสงฆ์ก็ดัดแปลงเพิงถ้ำให้เป็นที่พักอาศัยของภิกษุ ก่อนจะมาสร้างเสนาสนะ อาคารวิหาร โบสถ์อย่างในปัจจุบัน
เรามาเดินดูสถานที่จริงกัน…
บรรยากาศของสถานีศึกษาแต่ละสถานี
วัดนี้มีการดัดแปลงคูหาถ้ำบางส่วนเป็นห้องที่ประกอบพิธีทางสงฆ์ มีอยู่ 2 ถ้ำใหญ่ๆ คือ ถ้ำหมายเลข 1 อยู่ตรงโถงขนาดใหญ่ใต้ภูเขานี่แหละ จะมีบันไดขึ้นไป 2 เมตร แล้วจะเป็นคูหาถ้ำที่ถูกดัดแปลงก่อเป็นฝาผนัง เข้าออกโดยใช้ประตู ภายในมีพระนอนองค์ใหญ่ และพระพุทธรูปในอริยบทต่างๆ ซึ่งเป็นศิลปะแบบอยุธยาตอนปลาย
จากหน้าคูหาหมายเลข 1 นี้ สามารถทะลุออกไปด้านหลังเขา ซึ่งเป็นเหมือนเวิ้งภูเขาหินปูน ตรงกลางมีต้นไม้ พืชพรรณต่างๆ ลำต้นสูงชะลูดขึ้นสู่ท้องฟ้าแย่งกันรับแสง มีทางเดินเลาะเลียบไปตามโคนขอบภูเขาที่เว้าแหว่ง เขาทำเป็นสถานีศึกษาธรรมชาติเป็นจุดๆ แต่ละจุดก็มีป้ายอธิบายทางธรณี รวมทั้งมีเก้าอี้นั่งพักด้วย
จากโถงใหญ่ใต้ถ้ำ จะทะลุไปยังเวิ้งภายในภูเขา
เสาหินริมเส้นทางเดินชม
บางช่วงมีทางเข้าไปในหลืบถ้ำที่ภายในพอมีแสงรำไรๆ มีหินงอกหินย้อยอยู่ภายในถ้ำ ทางเดินศึกษาธรรมชาติภายในเวิ้งเขานี้น่าสนใจมาก มีรูปลักษณ์ที่สวยงามน่าเดินเล่นอากาศเย็นสบาย ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติดังกล่าว จะพาวนมาออกที่ลานขนาดใหญ่ใต้ภูเขา หน้าคูหาหมายเลข 1 ได้อีกครั้ง เดินออกมาด้านหน้า ก็จะมีทางเดินเลาะเลียบภูเขาหินปูน ที่โคนภูเขาคอดเข้าไปตามรอยเซาะกัดของน้ำในอดีตกาล
เดินต่อไปอีกไม่ถึง 100 เมตร ก็จะไปเจอรูปปั้นยักษ์ตนหนึ่ง สูงราว 5 เมตร ทำหน้าที่เหมือนนายทวารบาล อยู่ตรงเชิงบันไดทางขึ้นไปยังถ้ำหมายเลข 2 หรือ "ถ้ำทวดหยัง" ซึ่งอยู่สูงจากพื้นไปราว 5 เมตร จะมีบันไดให้เดินขึ้นไปได้ ตรงนี้จะเจอเพิงถ้ำที่ถูกกั้นเป็นห้องดัดแปลงเป็นกุฏิสงฆ์ ด้านหนึ่งมีฝาผนังที่ทำจากไม้ไผ่ขัดแตะฉาบด้วยปูนซึ่งเป็นการก่อสร้างแบบดั้งเดิม
ภายในถ้ำทวดหยัง หรือถ้ำหมายเลข 2
พระนอนในถ้ำหมายเลข 2
ผมเคยเห็นฝาผนังลักษณะแบบนี้ที่กุฏิสงฆ์ที่วัดสระบัว เพชรบุรี วัดเก่าๆ ในอยุธยา ก็เคยเห็น เข้าใจว่าน่าจะเป็นการก่อสร้างในสมัยก่อน เดี๋ยวนี้หาดูยากแล้ว เขาพากันรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ ซึ่งอย่างที่บอกว่าที่นี่ก่อนจะสร้างกุฏิ ศาลา วิหาร อย่างในปัจจุบัน พระคงอาศัยในเพิงถ้ำ ประกอบพิธีกรรมในเพิงถ้ำใต้ภูเขานั่นแหละ
เดินเข้าไปในคูหาถ้ำที่ถูกกั้นเป็นห้อง เป็นลักษณะของเพิงถ้ำหินปูนที่ลึกยาวเข้าไปด้านใน ด้านหน้าถูกก่อเป็นฝาผนังปูนเพื่อกั้นเป็นห้อง ด้านหนึ่งมีแท่นปูนและมีพระพุทธรูปปิดทองทาสีรักแดงที่จีวร เป็นพุทธประวัติตอนปาลิไลยกะ (ป่าเลย์ไลย์) ต่างๆ อีกยังมีชิ้นส่วนของลิง ช้าง ที่ถวายน้ำผึ้งอยู่ให้เห็นบ้าง
บนผนังปูนเป็นพุทธประวัติตอนเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (ตอนออกบวช) และมีพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ หนุนหมอนทรงกลม ฝั่งด้านที่ก่อกั้นเป็นผนังห้องนั้นมีรูปปั้นของ "ทวดหยัง" นั่งอยู่ต่อหน้าพระพุทธรูป ซึ่งทวดหยังนั้นเป็นเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพื้นที่ที่ผู้คนเคารพนับถือกัน
รูปสลักเป็นรูปบุคคล บนหินย้อยหน้าคูหาที่ 2
ว่ากันว่าเดิมทีนั้นท่านเป็นคหบดีชาวมลายูที่มีจิตใจเลื่อมใสในศาสนา ได้รวบรวมทรัพย์สินเงินทองจะไปร่วมสร้างพระบรมธาตุที่เมืองนคร แต่ไม่ทันไปถึงก็ได้ข่าวว่าเขาสร้างเสร็จก่อนแล้ว ท่านจึงมาสร้างพระพุทธไสยาสน์ พระพุทธรูป เสนาสนะอย่างอื่นทดแทนไว้ในถ้ำตลอดนี้
ฟังๆ ดูอาจจะเหมือนตำนานของสถานที่สำคัญทางภาคใต้หลายๆ แห่ง และก็เหมือนทางอีสานด้วย อย่างผู้หญิง ผู้ชายแข่งกันสร้างพระธาตุบ้างสร้างเจดีย์บ้าง เอาดาวประกายพรึก (ดาวประจำเมืองหรือดาวศุกร์) ขึ้นเป็นเกณฑ์ แล้วมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจุดคบเพลิงขนาดใหญ่จนอีกฝ่ายเข้าใจว่าดาวดังกล่าวขึ้นแล้ว เลยเลิกสร้าง ยอมแพ้ไป เรื่องราวแบบนี้มีอยู่ในหลายๆ สถานที่ ต่างก็มีเรื่องที่เป็นตำนานท้องถิ่นเค้าโครงทำนองนี้ ถูกหยิบยกมาอธิบายที่มาของสถานที่ทั้งสิ้น ก็ฟังๆ ไว้ก็แล้วกัน แต่อย่าไปจริงจังนัก
ลงมาจากคูหาหมายเลข 2 ที่มียักษ์ยืนข้างบันไดทางขึ้นนั้น ยักษ์จะยืนอยู่ด้านหนึ่งของบันได ส่วนอีกด้านหนึ่งจะมีหินย้อยตามหน้าผา ย้อยลงมาจนเกือบถึงพื้นดิน สูงจากพื้นดินราว 2 เมตร บนหินย้อยนี้เขาจะสลักเป็นภาพเทวดา พญาครุฑ และพญานาค ซึ่งได้คติความเชื่อในการสร้างจากรูปเคารพบริเวณทางขึ้นลานประทักษิณ ของพระบรมธาตุเจดีย์ ประหนึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิคอยคุ้มครองสถานที่นั่นเอง
ยักษ์ที่เป็นทวารบาลหน้าถ้ำหมายเลข 2
เดินไปตามทางใต้เพิงผา ที่ด้านบนจะมีพระพุทธรูปประดิษฐานเรียงราย เราเดินไปอีกราว 20 เมตร ก็จะเจอเพิงถ้ำอีกเพิงหนึ่ง ด้านหน้าจะมีเสาหินที่เป็นหินย้อยลงมาจนถึงพื้น แล้วเป็นเสาหินขนาดใหญ่ บนเสาหินนี้เขาสลักเป็นรูปเปรต 3 ตน เรียกว่า “เปรตชน” คือผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้ว ตอนมีชีวิตใครทำกรรมดีก็จะไปในภพภูมิของเทวดา ส่วนคนที่ทำกรรมชั่วจะไปเกิดในอบายภูมิ ที่เรียกว่าเปรตวิสัย ได้รับทุกขเวทนาตามกรรมที่เคยทำไว้ครั้งยังมีชีวิต
รูปสลักเปรต บนเสาหินปูนหน้าโถงที่ 3
ตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 10 เปรตเหล่านี้จะได้รับอนุญาตให้มาเยี่ยมญาติในเมืองมนุษย์ได้ แต่จะต้องกลับภพภูมิของตนในแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ในช่วงนี้ พี่น้องชาวใต้จึงมักจัดงานสารทเดือน 10 หรือที่เรียกว่ารับ-ส่งตายาย เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษที่กลับมายังโลกมนุษย์ ซึ่งประเพณีสารทเดือน 10 นี้ ถือเป็นประเพณีที่สำคัญของคนใต้ ลูกหลานคนใต้ ทำงานที่ไหนก็ตามที มักจะต้องกลับไปทำบุญสารทเดือน 10 แบบที่ว่า ขาดไม่ได้กันเลยเชียว ประเพณีนี้ทางภาคใต้ในทุกวันนี้ก็ยังเข้มขลังเหมือนเดิม
ภายในคูหาถ้ำนี้จะมีเจดีย์และพระพุทธรูปทาสีขาว ประดิษฐานเรียงรายอยู่ด้านบนของกลุ่มหินย้อยตามผนังที่ย้อยลดหลั่นกันลงมา ที่น่าสนใจคือ บนเพดานถ้ำปรากฏลวดลายของพรรณพฤกษาที่ม้วนขดไปมา บางส่วนยังเห็นสีที่ลงระบายลวดลายไว้ แต่สีก็จางหายไปมากแล้ว
ลวดลายพรรณพฤกษาบนเพดานถ้ำโถงที่ 3
ผมใช้เวลาอยู่ที่วัดถ้ำตลอดนี้เกือบ 4 ชั่วโมง เดินดู เดินชมจนหนำใจ อย่างที่บอกว่าอยากมาตั้งนานแล้ว พอได้มาเห็นจึงใช้เวลาดูให้คุ้มค่า ได้ทั้งความรู้ทางธรณีวิทยาและแง่มุมทางประวัติศาสตร์ด้วย เขามีป้ายอธิบายความไว้หมด ใครยังไม่หนำใจ ไม่ไกลกันจากที่นี่ยังมี "น้ำพุร้อนเขาแดง" ไว้ให้แช่เท้าด้วย แต่อากาศร้อนผมเลยขอแค่ไปดูเท่านั้นพอ
น้ำพุร้อนเขาแดง
จริงๆ ทางภาคใต้ยังมีอะไรที่น่าดูน่าชมอีกมาก อย่างเช่นถ้ำตลอดนี้ ผมก็เพิ่งเคยมาเยือน พอเห็นแล้วก็ชอบ ผมลงไปเที่ยวภาคใต้ครั้งหนึ่งเกือบเดือนขับรถตระเวนไปเรื่อยและไปแทบทุกปี มีอะไรที่ไม่เคยเห็นอีกมาก เลยมักลงใต้ไปเที่ยวบ่อยๆ แต่ปีนี้น้ำมันแพงและหายากด้วย คงต้องงดไปก่อน
ถ้าถามว่าทำไมถึงมักไปภาคใต้ ตอบสั้นๆคือ…ชอบ