โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

BTG บวก 1% ลุ้นผลงาน Q2 โตเด่น รับราคาเนื้อสัตว์พุ่ง-ต้นทุนลด โบรกชูเป้า 25 บาท

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 15 ก.ค. 2568 เวลา 04.20 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2568 เวลา 04.20 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (15 ก.ค.68) ราคาหุ้น ณ เวลา 11:07 น. บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG อยู่ที่ระดับ 17.80 บาท บวก 0.20 บาท หรือ 1.14% สูงสุดที่ระดับ 17.90 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 17.60 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 25.16ล้านบาท

นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BTG เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/2568 จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน โดยเป็นผลมาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1. การปรับพอร์ตสินค้าเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร มุ่งเน้นบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ และช่องทางการจัดจำหน่ายไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรที่สูงขึ้น, 2. ราคาปศุสัตว์ที่อยู่ในเกณฑ์ดี และ 3. ราคาต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ยังลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทจะมีการประกาศผลประกอบการ (Financial Result Announcement) ไตรมาส 2/2568 ในวันที่ 13 สิงหาคม 2568

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในครึ่งปีหลังของปี 2568 คาดว่าจะยังเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งด้านปริมาณและราคา โดยเป็นผลมาจากกลยุทธ์ของบริษัทที่ขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง และมุ่งเน้นไปยังผลิตภัณฑ์ รวมทั้งช่องทางการจัดจำหน่ายที่เพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้แก่บริษัท

ส่วนราคาหมูในปัจจุบันมีการอ่อนตัวเล็กน้อยจากช่วงก่อนหน้า แต่คาดว่าเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้น ในขณะที่ราคาไก่แนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลมาจากความต้องการในต่างประเทศที่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในทวีปยุโรป

อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 บริษัทคาดว่ารายได้รวมจะเติบโต 3-7% จากปีก่อน ที่มีรายได้รวม 114,905.42 ล้านบาท ซึ่งมาจากการเติบโตของกลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจอาหารและโปรตีน ขณะที่ในช่วงไตรมาส 1/2568 ที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้รวมแล้ว 30,444.65 ล้านบาท

นอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัทมีรายได้จากประเทศกัมพูชาคิดเป็นเพียง 3-4% ของรายได้รวม โดยบริษัทมีฐานการผลิตอยู่ในประเทศกัมพูชาอยู่แล้ว ตลอดจนช่องทางการจัดจำหน่ายที่อยู่ภายในประเทศกัมพูชา ดังนั้น กรณีความขัดแย้งระหว่างไทย–กัมพูชา จึงไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจของ BTG

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จํากัด ระบุว่า ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นต่อหุ้นในกลุ่มฟาร์มสัตว์บก แม้แนวโน้มผลประกอบการของ BTG ในไตรมาส 2/2568 จะโดดเด่น แต่มีความเสี่ยงที่จะเป็นระดับสูงสุดของปี และจะชะลอลงในไตรมาส 3/2568 ตามราคาขายหมูเฉลี่ยที่ปรับลง จึงยังคงคำแนะนำ “เก็งกำไร” หรือ "TRADING" ราคาเหมาะสม 25 บาทต่อหุ้น ซึ่งเชิงกลยุทธ์ราคาหุ้นที่ย่อลงมามองว่ายังไม่ใช่จังหวะเข้าลงทุน โดยรอสัญญาณของการกลับมาขึ้นของราคาหมูหน้าฟาร์มในประเทศก่อน

ทั้งนี้ โดยรวมแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2568 ของ BTG คาดโดดเด่น เติบโตทั้งจากไตรมาสก่อน และเติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตของรายได้ทั้งในขาของราคาขายเฉลี่ย และปริมาณขาย ประกอบกับอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น จากต้นทุนการเลี้ยงที่ลดลง และบริษัทยังดำเนินแผนควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง โดยฝ่ายวิเคราะห์คาดจะเป็นกำไรที่ทำระดับสูงสุดของปี พร้อมคาดทั้งปี 2568 BTG จะมีกำไรสุทธิ 5,444 ล้านบาท และจะมีรายได้ที่ 123,341 ล้านบาท

สำหรับราคาหมูหน้าฟาร์มที่ปัจจุบันย่อตัวลงเป็น 80-82 บาทต่อกิโลกรัม เป็นผลจากสภาพอากาศที่เข้าสู่ช่วงฤดูฝน ทำให้กระทบการจับจ่ายใช้สอย ประกอบกับกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัวลง รวมถึงผู้เลี้ยงรายย่อยในภาคตะวันตกมีการแห่ขายหมูออกสู่ตลาด จากการเก็งกำไรราคา และกังวลว่าราคาหมูจะตกหนุนปริมาณ Supply หมูในตลาดให้สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม BTG ยังคงมุมมองว่าผลกระทบดังกล่าวเป็นปัจจัยชั่วคราว และปริมาณ Supply ในประเทศยังได้รับผลกระทบจากโรคระบาด ASF (คาดปริมาณหมูปีนี้ที่ 19 ล้านตัว จาก 21 ล้านตัวในปี 2567) ทำให้ BTG ยังมองว่าราคาหมูในประเทศยังมีโอกาสปรับขึ้นได้ต่อจากนี้

ขณะที่ธุรกิจไก่ ราคาขายเฉลี่ยไก่ในประเทศทรงตัวต่อเนื่องบริเวณ 40-42 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนการส่งออกไก่ BTG เห็นสัญญาณบวกจากปริมาณคำสั่งซื้อที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในตลาดสหราชอาณาจักร (UK) และสหภาพยุโรป (EU) จากการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศบราซิลที่เป็นประเทศคู่แข่งหลักในการส่งออก อาจเป็นปัจจัยที่เข้ามาชดเชยราคาขายหมูเฉลี่ยที่อาจปรับลงในไตรมาส 3/2567 ได้บางส่วน

ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา BTG ยังไม่ได้รับผลกระทบ เพราะไม่ได้มีการซื้อขายข้ามชายแดน ธุรกิจในกัมพูชาเป็นการผลิตภายในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ด้านสัญญาณอินเทอร์เน็ตมีการย้ายไปใช้สัญญาณจากทางเวียดนามแทน และยังไม่เห็นผลกระทบจากการแบนสินค้าของผู้ประกอบการไทยจากชาวกัมพูชา

นอกจากนี้ BTG ยังมุ่งเน้นในการขยายการเติบโตในตลาดต่างประเทศ โดยมีตลาดหลัก คือ สิงคโปร์ (Eggriculture) ที่ผลการดำเนินงานดีกว่าคาด และยังมีศักยภาพในการเติบโต รวมถึงโอกาสในการ Synergy กับ BTG อีกมาก อาทิ การนำสินค้าของ BTG เข้าไปจำหน่ายมากขึ้น, การควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจาก Know How ของ BTG และโอกาสในการขยายการส่งออกเนื้อหมูสดไปตลาดสิงคโปร์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานประเทศสิงคโปร์ คาดจะมีความชัดเจนในไตรมาส 3/2568 ขณะที่ตลาดอื่น ๆ ที่ผู้บริหารมองว่ามีศักยภาพ ได้แก่ ตลาดตะวันออกกลาง, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ถือเป็น Upside

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...