โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“นายกอิ๊งค์” เร่งปราบ “แก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ” ตั้ง KPI 3 เดือน ยก UN ชี้กัมพูชาแหล่งใหญ่

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 23 มิ.ย. 2568 เวลา 11.01 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 10.55 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 มิ.ย.68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีฝ่ายมั่นคง-เศรษฐกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายภูมิธรรม เวชยชัย, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง, นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์, พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์, นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์, พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ตลอดจน สำนักงาน กสทช. และสำนักงาน ปปง.

นางสาวแพทองธาร แถลงภายหลังการประชุมว่า รัฐบาลประกาศยกระดับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยไทยอาสาเป็นเจ้าภาพในการประสานความร่วมมือกับนานาประเทศ เพื่อจัดการกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน และกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะปัญหาที่ทั่วโลกเผชิญร่วมกัน เช่น แก๊งคอลเซนเตอร์, สแกมเมอร์ และการฟอกเงิน

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สหประชาชาติ (UN) ได้เผยแพร่ข้อมูลระบุว่า “กัมพูชา” ถือเป็นแหล่งศูนย์รวมอาชญากรรมระดับโลก และเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งมีมูลค่ากว่า 600,000 ล้านบาท และ 40-60% ของ GDP กัมพูชา มาจากคอลเซนเตอร์ ขณะเดียวกันยังพบความเชื่อมโยงกับการฟอกเงินอย่างต่อเนื่อง

มาตรการเข้ม 6 ด้าน สกัดอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ

  • ความมั่นคงชายแดน คุมเข้ม 7 จังหวัดชายแดนไทยที่ติดกัมพูชา จำกัดเวลาเปิด-ปิดด่าน ห้ามรถและบุคคลภายนอกเข้า-ออก เว้นแต่กรณีจำเป็น เช่น นักเรียน-นักศึกษา ผู้ป่วย หรือการซื้อของจำเป็น พร้อมห้ามนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าเล่นพนันในเขตชายแดน และควบคุมการเดินทางทางอากาศไปยังเสียมราฐ
  • เทคโนโลยีและข้อมูล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) โดยศูนย์ AOC จะตรวจสอบ “บัญชีม้า” และเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซนเตอร์ พร้อมพิจารณาระงับบริการอินเทอร์เน็ตและประตูเชื่อมใต้น้ำที่เชื่อมต่อกับหน่วยงานทางทหารและความมั่นคงของรัฐบาลกัมพูชา
  • การเงิน-ฟอกเงิน ร่วมมือกับสำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อติดตามเครือข่ายฟอกเงิน พร้อมดำเนินมาตรการคว่ำบาตร ยึด หรืออายัดทรัพย์สินที่ถูกโยกย้ายไปต่างประเทศ
  • สินค้า-พลังงานชายแดน ระงับการส่งออกไฟฟ้า น้ำมัน และสินค้าอื่นที่อาจเอื้อต่อกิจกรรมผิดกฎหมาย โดยเฉพาะเชื้อเพลิงไปกัมพูชา ที่อาจถูกนำไปใช้ในการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มอาชญากรรม
  • เยียวยาผลกระทบ กระทรวงพาณิชย์เตรียมมาตรการรองรับเกษตรก รและ SME ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านชายแดน โดยขอความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน ในการช่วยรับซื้อสินค้า
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศเตรียมประสานกับประเทศต่าง ๆ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางปฏิบัติการร่วม สกัดเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ในภูมิภาค

นายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า ได้กำหนดให้ทุกหน่วยงานจัดทำ ไทม์ไลน์และ KPI ชัดเจน โดยขอให้ภายใน 3 เดือน ต้องมีตัวเลขที่ชี้ชัดถึงผลสัมฤทธิ์ เช่น สถิติการแจ้งความลดลง มูลค่าความเสียหายลดลง และจำนวนทรัพย์สินที่ถูกยึดหรือดำเนินคดีเพิ่มขึ้น

พร้อมยกตัวอย่างกรณีฝั่งเมียนมา ที่เคยดำเนินมาตรการ “ตัดน้ำ-ตัดไฟ” จนลดมูลค่าความเสียหายจากแก๊งคอลเซนเตอร์เหลือประมาณ 30,000 ล้านบาท และทำให้การแจ้งความลดลงอย่างชัดเจน แต่เมื่อพบว่าขบวนการบางส่วนย้ายฐานเข้ากัมพูชา จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการใหม่ให้รัดกุมมากขึ้น

สำหรับประเด็นที่รัฐบาลกัมพูชาประกาศไม่รับน้ำมันจากไทยตั้งแต่เที่ยงคืนที่ผ่านมานั้น นางสาวแพทองธาร ระบุว่า ยังเป็นเหตุการณ์เฉพาะพื้นที่ชายแดน แต่หากสถานการณ์ลุกลามมากขึ้น รัฐบาลกัมพูชาอาจต้องกำหนดราคาน้ำมันเอง ซึ่งอาจกระทบราคาภายในประเทศกัมพูชาเอง

“ถ้าไม่รับจากไทยก็คงจะทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ไม่แน่ใจว่าทางกัมพูชาจัดการเรื่องนี้อย่างไร อาจต้องเป็น Cost ที่ตกอยู่ที่ชาวกัมพูชา หรือคนไทยที่อยู่ตรงนั้น” นางสาวแพทองธาร กล่าว ทั้งนี้ จากการสำรวจ ธุรกิจของคนไทยในกัมพูชา ส่วนใหญ่อยู่ในตัวเมือง เช่น โรงแรม ส่วนพื้นที่ชายแดนมีอยู่น้อยมาก

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้มอบอำนาจให้ฝ่ายความมั่นคงใช้ดุลยพินิจในการดำเนินการในพื้นที่ หากพบความผิดปกติ สามารถสั่งเสริมกำลัง หรือปิดช่องทางได้ทันที เพื่อรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศ

“ได้มอบหมายเรื่องการควบคุมชายแดน ให้พิจารณาจากหน้างาน ถ้าเกิดอะไรขึ้นให้อำนาจทางทหารให้ช่วยดูได้เลย” นางสาวแพทองธาร กล่าว

ด้าน พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จะมีการตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์รายวัน โดยจะบูรณาการการทำงานทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ประสานความร่วมมือกับองค์กรนานาชาติ เช่น สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC), องค์การตำรวจสากล (INTERPOL) และองค์กรตำรวจอาเซียน (ASEANAPOL) เพื่อให้ไทยเป็น ศูนย์กลางช่วยเหลือผู้เสียหายจากเครือข่ายคอลเซนเตอร์ข้ามชาติ

ทั้งนี้ ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมใหญ่ของ ASEANAPOL โดยมีหัวข้อหลักเกี่ยวกับการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศสมาชิก ซึ่งเบื้องต้นพบว่า มี 36 ประเทศที่มีประชาชนถูกหลอกไปทำงานในเครือข่ายเมียวดี และคาดว่าในกัมพูชาอาจมีจำนวนไม่น้อยกว่านี้

ขณะที่ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ระบุว่า กองทัพได้ดำเนินการตามแผน “Seal – Safe – Stop” โดยเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนช่องทางธรรมชาติ พร้อมวางกำลังให้สอดรับกับปริมาณการข้ามแดนที่เพิ่มสูงขึ้นในปี 2569

ในปัจจุบัน กองกำลังบูรพา สามารถจับกุมผู้ลักลอบเข้า–ออกนอกเส้นทางด่านตรวจได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการวางเครื่องกีดขวาง และใช้ระบบเฝ้าตรวจในจุดเสี่ยง โดยเน้นความร่วมมือระหว่างทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เพื่อสกัดทั้งผู้หลบหนีออกจากไทย และผู้ลักลอบกลับเข้ามาในประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...