โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

นอนเน่า เนือยนิ่ง: ทำไมการอยู่เฉย ๆ ถึงกลายเป็นวิถีชีวิต บทเรียนกู้สุขภาพจาก 4 เมืองต้นแบบ

Thai PBS

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

เมื่อลองถามคนหนุ่มสาววัยทำงานอันมีไฟหรือคนวัยเรียนอันสดใสว่าสุดสัปดาห์นี้วางแผนทำอะไร คำตอบที่ได้รับมักไม่ใช่การออกไปมีกิจกรรมที่ไหน แต่คือการไม่ขอทำอะไร เพราะเพียงแค่นั่งนอนอยู่บ้านเฉย ๆ ก็สบายดีอยู่แล้ว

และเป็นเช่นนั้นจริง ๆ หลายคน นอนจมอยู่บนเตียงยันเที่ยงวัน ใช้เพียงฝ่ามือประคองหน้าจอมือถือ ขยับนิ้วมือไว ๆ เพื่อไถหน้าฟีดไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ขนมกรุบกริบที่หยิบเข้าปากไปพลางก็หมดลงไปโดยไม่รู้ตัว แม้วิถีแบบนี้จะแสนน่าเบื่อหน่าย แต่ก็พอประคองกายใจไปได้แต่ละวัน นั่นเพราะทำได้ง่ายและใช้การตัดสินใจน้อยกว่าการลุกมาขยับเนื้อตัวหรือออกจากบ้าน

ความเคยชินเหล่านี้ สะท้อนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนยุคสมัยปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ การนั่งจมอยู่บนโซฟา หรือนอนไถมือถือไปเรื่อย ๆ บนที่นอนติดต่อกันยาวนานหลายชั่วโมงกลายเป็นการพักผ่อนที่แสนประหยัด และสุดท้ายก็กลายเป็นวิถีชีวิต

และทั้งหมดนี้เรียกว่า ภาวะเนือยนิ่ง

เนือยนิ่ง

ทำไมคนไทยเนือยนิ่ง ?

ข้อมูลและสถิติจาก สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ร่วมกับ ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าใน 75.8% ของคนไทย มีพฤติกรรมเนือยนิ่งสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน โดยในหนึ่งวัน คนไทยนั่ง ๆ นอน ๆ เฉลี่ยถึง 13 ชั่วโมง 35 นาทีต่อวัน (ไม่นับเวลานอนหลับกลางคืน) ซึ่งส่วนใหญ่หมดไปกับการนั่งทำงาน นั่งเดินทาง และ การนอนไถหน้าจอ/ดูทีวี ในเวลาว่าง

จากตัวเลขนี้ดูเหมือนคนไทยจะเป็นชาติที่ขี้เกียจ แต่แท้จริงแล้ว อาจมีเหตุผลมากกว่านั้น

ข้อมูลจาก โครงการพัฒนาเมืองเดินได้-เมืองเดินดี (GoodWalk Thailand) โดย ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC-CEUS) ระบุว่า กทม. มีพื้นที่ทางเท้าที่ “เดินได้จริงและเข้าถึงสะดวก” เพียงราว 4.3% ของพื้นที่ทั้งหมด ที่เหลือเป็นทางเท้าแคบ ซอยตัน หรือมีสิ่งกีดขวาง และพื้นที่ดังกล่าวก็ไม่ได้กระจายทั่วกรุงเทพฯ แต่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในย่านเมืองเก่าและย่านศูนย์กลางธุรกิจเท่านั้น

สำหรับที่อื่น ๆ ในกทม. แม้จะมีหลายย่านที่ “เดินได้” (จุดหมายอยู่ใกล้) แต่ “เดินไม่ดี” เพราะสภาพทางเท้าแย่ อากาศร้อนจัดไร้ร่มเงา และมีความไม่ปลอดภัยทางถนนสำหรับคนเดินเท้า ทำให้คนตัดสินใจ “ไม่เดิน” แล้วเปลี่ยนไปใช้รถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างแทน

เมื่อสภาพเมืองเป็นเช่นนี้ ทำให้คนออกจากบ้านเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพราะมีต้นทุนที่ต้องจ่ายสูง หรือหากอยากออกไปทำกิจกรรมผ่อนคลาย หรือออกกำลังกาย สวนขนาดใหญ่ก็กระจุกตัวอยู่ในเขตกทม.ชั้นในเท่านั้น ส่วนพื้นที่สาธารณะคุณภาพดีใกล้บ้าน (ห่างจากบ้าน 500–800 เมตร หรือ ใช้เวลาเดิน 5–10 นาที) ยังมีน้อยเกินไป

นอกจากเมืองไม่เอื้อให้คนเดินแล้ว ประเทศไทยยัง ติด 1 ใน 3 เมืองที่ใช้เวลาเดินทางไปทำงานยาวนานที่สุดในโลก พอ ๆ กับมหานครนิวยอร์ก โดยคิดเป็น เกือบ 2 ชั่วโมงต่อวัน สำหรับการเดินทางไป-กลับ และแน่นอนว่า แค่การเดินทางไปทำงานแต่ละวันก็ทำให้คนไทยนั่งนิ่ง ๆ บนรถติดไปแล้วหลายชั่วโมง

ไลฟ์สไตล์การเรียนและการทำงานของเราก็ไม่น้อยหน้า ข้อมูลจาก TPAK ระบุว่า กลุ่มวัยทำงาน เป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมเนือยนิ่งสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกช่วงวัย โดยมีตัวเลขสะสมจากการนั่งทำงาน นั่งประชุม นั่งเดินทาง และนั่งดูหน้าจอ รวมเฉลี่ยสูงถึง 13 ชั่วโมง 48 นาทีต่อวัน (หรือราว 13.8 ชั่วโมง) ในขณะที่เด็กและเยาวชนเองก็แทบไม่ต่างกัน เพราะต้องใช้เวลายาวนานกว่า 8–10 ชั่วโมงต่อวันในห้องเรียน และยังต้องออกไปเรียนพิเศษต่อจนมืดค่ำ ทำให้สัดส่วนภาวะเนือยนิ่งของเด็ก ๆ ในบ้านเรางติดอันดับต้นๆ ของโลก เกาะกลุ่มเดียวกับเด็กในประเทศเกาหลีใต้

นั่งเฉย ๆ แล้วไม่ดีตรงไหน ?: เมื่อภาวะเนือยนิ่งอาจวิกฤตกว่าที่คิด

การนั่งนาน เนือยนิ่งไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อด้านสุขภาพกายเท่านั้น แต่คือสุขภาพจิต และผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศ

รายงาน Global status report on physical activity และ WHO Guidelines on Physical Activity and Sedentary Behaviour ระบุว่า พฤติกรรมเนือยนิ่งหรือมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ (All-cause Mortality) เพิ่มขึ้น 20%-30% เมื่อเทียบกับคนที่ขยับร่างกายตามเกณฑ์

ในปี 2012 งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ที่พบว่าภาวะเนือยนิ่งทำให้มีความเสี่ยงต่อสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Events) เพิ่มขึ้น 147% (หรือประมาณ 2.47 เท่า)

ในขณะที่ด้านจิตใจ พบว่ากลุ่มประชากรที่มีพฤติกรรมเนือยนิ่งสูงที่สุด มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 31% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีพฤติกรรมเนือยนิ่งต่ำที่สุด โดยเป็นการเก็บข้อมูลแบบติดตามผลไปข้างหน้า (Prospective studies) (ติดตามผลไปข้างหน้า) จึงช่วยยืนยันได้ว่า พฤติกรรมเนือยนิ่งเกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าไม่ใช่ซึมเศร้าแล้วจึงเอาแต่นั่ง ๆ นอน ๆ

ด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจ ข้อมูลจากรายงาน Institutionalizing the Prevention and Control of Non-communicable Diseases in Thailand: Prevention and Control of NCDs – The Cases for Investment โดย UNDP, WHO, กระทรวงสาธารณสุข และ สวรส. ระบุว่า ไทยสูญเสียทางเศรษฐกิจ 2.8 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 2% ของ GDP ที่ไม่ได้เป็นเพียงค่ารักษาพยาบาลทางตรงเท่านั้น แต่รวมถึง ความสูญเสียทางเศรษฐกิจทางอ้อม ซึ่งเป็นก้อนใหญ่ที่สุด ได้แก่ ความสูญเสียจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ทำให้ประเทศขาดแคลนประชากรที่เป็นกำลังผลิต และความสูญเสียจากทักษะการทำงานลดลง อันมาจากความป่วยเรื้อรังทำให้ต้องหยุดงานบ่อย หรือมีประสิทธิภาพการทำงานลดลง

ความเสียหายระดับสากล พบว่าทั่วโลกสูญเสียค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ทางตรงสูงถึง 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี บทความวิจัย The economic burden of physical inactivity: a global analysis of major non-communicable diseases (The Lancet, 2016) ระบุว่าเงินที่สาธารณสุขและประชาชนต้องจ่ายจริงมาจากการรักษาโรค NCDs หลักๆ 5 โรค (โรคหัวใจขาดเลือด, โรคหลอดเลือดสมอง, เบาหวานชนิดที่ 2, มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งเต้านม) และหากรวมกับความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอีก 1.37 หมื่นล้านดอลลาร์ จะทำให้มูลค่าความสูญเสียรวมทั่วโลกสูงถึง 6.75 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

ชีวิตไร้แอคทีฟ

แน่นอนว่า พฤติกรรมเนือยนิ่ง สัมพันธ์กับการขาดกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) โดยตรง

หนึ่งในการกอบกู้สถานการณ์ทางสุขภาพและภาวะเนือยนิ่งของคนไทย คือ การขยับเขยื้อนร่างกาย หรือที่เรียกว่า กิจกรรมทางกาย (Physical Activity: PA)

ผลสำรวจระหว่างปี 2555–2567 พบว่า ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คนไทยมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ ร้อยละ 74.6 ในปี 2562 ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับเป้าหมายของประเทศไทยที่ตั้งไว้ร้อยละ 75 ตามที่บรรจุไว้ใน “แผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย พ.ศ. 2561–2573 ของประเทศไทย

กระทั่ง ปี 2563 ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การมีกิจกรรมทางกายลดลงอย่างมากเหลือเพียง ร้อยละ 54.3 หรือลดลงถึง 20.3 จุด (เมื่อเทียบกับปี 2562) สะท้อนถึงผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ที่ทำให้รูปแบบการทำงาน การดำเนินชีวิต และการใช้พื้นที่สาธารณะลดลง แม้ว่าในปีต่อ ๆ มาจะมีแนวโน้มค่อย ๆ เพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ก็ยังคงไม่เพียงพอตามเป้าหมาย

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ออกคำแนะนำสำหรับมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมกับบริบทบ้านเรา โดยอ้างอิงจากคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกผ่าน 3 หมวดหลัก ดังนี้

  • การทำงานและงานบ้าน เช่น การยืนประชุม การลุกขึ้นยืดเหยียดร่างกายทุก 30 นาที การลุกนั่งจากเก้าอี้ การเดินขึ้น ลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ การทำเกษตร การกวาดและถูพื้น หรือการรดน้ำต้นไม้
  • การเดินทาง เช่น การเดินเพื่อสะสมจำนวนก้าวในชีวิตประจำวัน การเดินไปยังสถานที่ใกล้เคียง หรือการปั่นจักรยานไปวัด ตลาด หรือบ้านเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นการนำกิจกรรมทางกายมาเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในชีวิตประจำวัน
  • กิจกรรมนันทนาการ กีฬา และการออกกำลังกาย เช่น การเดินหรือวิ่งในสวนสาธารณะ การเข้าร่วมกิจกรรมวิ่ง การเต้นแอโรบิก การออกกำลังกายในฟิตเนส การรำไม้พลอง และการเล่นกีฬาประเภทต่าง ๆ

โดยระดับความหนักและระยะเวลาของการทำกิจกรรมทางกายจะเหมาะสมที่ตรงไหน จำเป็นต้องพิจารณา 2 ปัจจัย ได้แก่ ระดับความหนัก และระยะเวลาของกิจกรรมทางกายด้วย

ยุทธศาสตร์ 3 Active

ข้อมูลข้างต้นคือสถานการณ์และหลักการเพื่อนำไปสู่การเพิ่มกิจกรรมทางกาย ลดโรค NCDs สำหรับบ้านเรา ที่เกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเพียงปรับพฤติกรรมระดับบุคคล แต่จำเป็นต้องขยับ ปรับเปลี่ยนทั้งโครงสร้างและนโยบายของเมืองที่แตกต่างกันไปแต่ละพื้นที่

อีกหนึ่งแนวคิดที่สำคัญและสอดคล้อง คือ “ยุทธศาสตร์ 3 Active เพื่อการขับเคลื่อนกิจกรรมทางกาย”

หรือแนวคิด Active People, Active Environment, Active Society โดย TPAK ที่ประยุกต์มาจากแผนปฏิบัติการระดับโลกขององค์การอนามัยโลก (WHO Global Action Plan on Physical Activity: GAPPA) เพื่อใช้แก้ปัญหาภาวะเนือยนิ่งและเพิ่มกิจกรรมทางกาย (PA) ให้คนไทยแบบครอบคลุมทั้งระบบ

ที่มา: ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK)

แนวคิดนี้ไม่ได้มองว่า “การขยับร่างกาย” เป็นเพียงเรื่องเจตจำนงหรือวินัยส่วนบุคคล แต่ต้องสร้างระบบนิเวศหนุนเสริมใน 3 มิติหลัก ดังนี้

1. Active People

เน้นการส่งเสริมให้คนไทยทุกคน ทุกกลุ่ม เข้าถึงโอกาสในการมีกิจกรรมทางกายอย่างเสมอภาค มีทางเลือกที่มีความสอดคล้องกับบริบทของวิถีชีวิต เพื่อเพิ่มการมีกิจกรรมทางกาย และลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง โดยต้องเชื่อมโยงกับ วิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละช่วงวัย

การดำเนินงานต้องร่วมกันหลายภาคส่วน เช่น ภาคการศึกษา การคมนาคมขนส่ง การบริหารจัดการเมือง ภาคการกีฬา นันทนาการและการท่องเที่ยว รวมถึงชุมชน โดยภาคส่วนเหล่านี้ต่างมีอิทธิพลให้เกิดการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายของประชากร

2. Active Society

เน้นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนให้การดำเนินชีวิตของประชากรมีความกระฉับกระเฉงและมีชีวิตชีวา สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย และสุขภาวะที่ดี โดยการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมและเปิดโอกาสให้ประชากรไทยทุกกลุ่มวัยเข้าถึงการใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวัน

3. Active Environment

เน้นการกระตุ้นและส่งเสริมบรรยากาศในสังคมให้เกิดการรับรู้ ความตระหนัก และเห็นถึงคุณค่าของการมีกิจกรรมทางกายและการมีวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉง มีกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ประชากรเข้าถึงประสบการณ์ในการมีกิจกรรมทางกาย การออกกำลังกาย และการเล่นกีฬา อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

NCDs

4 โมเดลต้นแบบ เมืองแห่งกิจกรรมทางกาย

แม้สถิติทางเท้า กทม. ที่เดินได้จริงจะมีเพียง 4.3% คนเมืองต้องสูญเสียเวลาไปกับการจราจรวันละหลายชั่วโมง ในขณะที่ผู้คนต่างรุมเร้าด้วยโรค NCDs แต่ภาพความหวังกลับไม่ได้หยุดอยู่แค่นโยบายส่วนกลางเท่านั้น

เมื่อ 4 จังหวัดต้นแบบได้ลุกขึ้นมาทลายข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ออกแบบเมืองเพื่อจัดการเนือยนิ่ง แก้วิกฤต NCDs ผ่านการออกแบบอย่างสร้างสรรค์สอดคล้องกับวิถีชีวิตท้องถิ่น ผ่าน 4 เสาหลักของเมือง อย่าง ระดับสถานศึกษา (Education Setting) ระดับชุมชน ภูมิปัญญา (Community Setting) ระดับสถานที่ทำงาน (Workplace Setting) ระดับศาสนสถาน (Faith-based Setting)

กาญจนบุรี: เมืองที่พาคน 99% กลับมาขยับกายด้วยสูตร ชุมชน-วัด-โรงเรียน

ภาวะเนือยนิ่งของจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งต้นและมีที่มาจากปัญหาหลัก 3 ด้าน ได้แก่

  • สถิติโรคร้ายแรง (NCDs & ภาวะอ้วน): คนกาญจนบุรีเผชิญกับวิกฤตโรคความดันโลหิตสูง และเบาหวานอย่างหนัก เช่น ในพื้นที่ อ.ห้วยกระเจา มีประชากรน้ำหนักเกินและอ้วนสูงถึง 50 % (ความดันโลหิตสูง 4.7%, เบาหวาน 24.2%) ส่วนในพื้นที่ ต.หนองตากยา อ.ท่าม่วง พบผู้ป่วย NCDs สะสม 415 คน (8.81%) และประชากรมีภาวะอ้วนสูงถึง 2,118 คน (44.96%)

  • วิถีชีวิตเนือยนิ่งและค่านิยมผิด ๆ: คนในพื้นที่ติดพฤติกรรมนั่ง ๆ นอนๆ โดยใน อ. ห้วยกระเจา มีคนไม่ออกกำลังกายสูงถึง 68.8% ขณะที่นักศึกษา/บุคลากรใน มรภ.กาญจนบุรี มีพฤติกรรมติดหน้าจอและนั่งนาน ผสมกับค่านิยมที่ชอบกินหวาน มัน เค็ม และมองว่า “เด็กอ้วนคือเด็กสมบูรณ์”

  • เมืองและสภาพแวดล้อมไม่เอื้อ: ขาดพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดการขยับร่างกาย ส่งผลให้ภาระโรค ความเครียด และค่ารักษาพยาบาลของจังหวัดพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทางออกของปัญหานี้ จึงสะท้อนผ่านการลงมือทำจริงใน 3 พื้นที่ปฏิบัติการ ตั้งแต่ระดับฐานรากอย่างชุมชนใน อ.ห้วยกระเจา และ ต.หนองตากยา อ.ท่าม่วง ไปจนถึงพื้นที่ระดับสถานศึกษาและที่ทำงานอย่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี

ชุมชนใน อ.ห้วยกระเจา ใช้โมเดล “อำเภอห้วยกระเจาขยับกาย ลดเนือยนิ่ง ลด NCDs ด้วยวิถีชุมชน” ขับเคลื่อนด้วยการใช้ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.ห้วยกระเจา) เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงและบูรณาการภาคีเครือข่าย ทั้ง พชต. 4 แห่ง, โรงเรียน 25 แห่ง, อปท., รพ.สต., อสม., ผู้นำชุมชน, วัด, ร้านค้า และหน่วยงานสาธารณสุข

ด้านชุมชน ใน ต.หนองตากยา อ.ท่าม่วง ใช้โมเดล “หนองตากยาโมเดล: ขยับกายลดโรค บริโภคเปลี่ยนชีวิต”(Nong Tak Ya 15-Minute City) ผ่านการทำงานของรพ.สต.บ้านหนองตากยาด้วยเครื่องมือสำคัญ คือ “นวัตกรรมขับเคลื่อน 4 มิติ Doraemon Buddy”

ในขณะที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี เน้นการให้ความรู้เรื่อง NCDs กิจกรรมทางกาย และตรวจสุขภาพเบื้องต้น จัดกิจกรรม “ราชภัฏขยับได้” รณรงค์ให้ลุกขยับ ยืดเส้น 5 นาทีทุก 1 ชม. เป็นต้น

กิจกรรม “ราชภัฏขยับได้” ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี

การทำงานในแต่ละพื้นที่ของกาญจนบุรี แบ่งได้ดังนี้

  • โรงเรียน : การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning / Brain-Based Learning และส่งเสริมการเล่นกีฬา/การละเล่นช่วงพัก หรือนำการเต้นแอโรบิก แม่ไม้มวยไทยมาให้นักเรียนใช้ขยับร่างกายก่อนเข้าเรียน จูงใจนักเรียนด้วย “สมุดปั๊มดาว” เกิดโรงเรียนนำร่อง 3 แห่ง และมีโรงเรียนนำมาตรการ PA ไปปรับใช้อีก 25 แห่ง
  • ชุมชน / อสม.: ใช้แนวคิด “ผู้นำทำก่อน” โดยมีผู้ใหญ่บ้านและ อสม. เป็นบุคคลต้นแบบลดน้ำหนัก/รอบเอว พร้อมจัดกลุ่ม Line Dance และคัดกรองกลุ่มอ้วนลงลึก
  • อปท. / สำนักงาน: เปลี่ยนอาหารว่างประชุมเป็นผลไม้ (Healthy Break) และจัดเวลาขยับร่างกายข้าราชการ (Happy Body)
  • วัด & ร้านค้า: รณรงค์ตักบาตรอาหารสุขภาพ และปรับเปลี่ยนสูตรเครื่องดื่มใน “ร้านค้าอ่อนหวาน” นำร่อง 24 ร้าน

จากการทำงานของพื้นที่กว่า 2 ปี (พ.ศ. 2567 – 2569) ใน 3 พื้นที่ พบว่าเกิดผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัด 4 ประเด็น ได้แก่

  • คนขยับตัวมากขึ้นอย่างชัดเจน: หลังจบโครงการ กลุ่มตัวอย่าง 99% มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง–สูง (บรรลุเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 75%)
  • คนสุขภาพดีขึ้น: เกิด “บุคคลต้นแบบ” ที่สามารถลดน้ำหนัก ลดรอบเอว ลดค่า BMI และในบางเคสผู้ป่วย NCDs สามารถจัดการสุขภาพตนเองจนแพทย์สั่งหยุดยาความดันโลหิตสูงได้
  • เกิดนวัตกรรม: เกิดโรงเรียน-วัด-ที่ทำงานส่งเสริมสุขภาพ โปรแกรม Fun For Life แนวคิด “ตลาดนัด15 นาที” และราชภัฏขยับได้ และพื้นที่สุขภาวะ 5 พิกัด (บ้าน วัด โรงเรียน ที่ทำงาน ชุมชน) เกิด ”ร้านน้ำอ่อนหวาน“ นำร่องปรับสูตร 24 ร้าน และการปรับ Healthy Break ในหน่วยงานราชการ
  • เกิดกลไกเชิงระบบและเครือข่ายเข้มแข็ง: เกิดการลงนาม MOU ร่วมกันของภาคีเครือข่าย 26 หน่วยงาน ขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต (พชจ. – พชอ. – พชต.) และยกระดับประเด็น NCDs ขึ้นเป็น วาระสำคัญของจังหวัด โดยมีผู้บริหารและผู้นำชุมชนร่วมแสดงพลัง “ผู้นำทำก่อน” มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 4,000 คน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเชิงนโยบายของกาญจนบุรีมุ่งยกระดับการป้องกันโรค NCDs ให้เป็นวาระหลักของจังหวัด ขยายผลโมเดลพื้นที่ต้นแบบให้ครอบคลุมทุกอำเภอ โดยใช้ระบบฐานข้อมูลดิจิทัล (Digital Dashboard) เป็นเครื่องมือติดตามผลการขยับกายและสุขภาพประชากรอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการเร่งปรับสภาพแวดล้อมในโรงเรียน วัด ชุมชน และสถานที่ทำงานให้มากขึ้น เพื่อเอื้อต่อการเคลื่อนไหว สร้างวัฒนธรรมสุขภาพดีผ่านการใช้งบประมาณและทรัพยากรร่วมกันของภาคีเครือข่าย

น่านไม่เนือยนิ่ง: เมื่อ “การเคลื่อนไหวบ้าง ดีกว่าไม่ทำเลย”

ข้อมูลจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน ปี 68 พบว่าสุขภาพของประชากรมีความเสี่ยงสูงต่อโรค NCDs ได้แก่ เบาหวาน 17.92% ความดันโลหิตสูง 22.16% ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน 51.63% และมีประชากรที่มีพฤติกรรมเนือยนิ่งอีก 89.7% (นั่งนิ่งมากกว่า 7 ชั่วโมง/วัน) ด้านพฤติกรรมการกินพบว่าติดบริโภคอาหารรสเค็ม/โซเดียมสูง

ในขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อม ต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากฝุ่น PM 2.5 ในช่วงต้นปี ทำให้ไม่สามารถออกกำลังกายได้ ในขณะที่เชิงโครงสร้างพบข้อจำกัดใหญ่ คือ ขาดแคลนทางเท้าปลอดภัย เลนจักรยาน และอุปกรณ์ออกกำลังกายกลางแจ้งระดับชุมชน

สถานการณ์ดังกล่าวนำมาสู่การขับเคลื่อนผ่าน 3 พื้นที่นำร่อง ครอบคลุม 3 บริบท (โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงาน) ได้แก่

  • พื้นที่โรงเรียน: โรงเรียนจุมปีวนิดาภรณ์ เทศบาลเมืองน่าน (บ้านภูมินทร์)

เน้นปรับพฤติกรรมลดเวลาติดหน้าจอของเด็กนักเรียน โดยใช้กลไก สภานักเรียน และรูปแบบ เพื่อนช่วยเพื่อน/ พี่ช่วยน้อง เพื่อเฝ้าระวังและกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางกาย

  • พื้นที่ชุมชน: บ้านรัชดา หมู่ 11 ตำบลเปือ อำเภอเชียงกลาง

เน้นการสร้างชุมชนต้นแบบสุขภาวะดูแลทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ โดยใช้กลไก 4H Model ได้แก่

  • Head: วิเคราะห์ BMI/NCDs คัดกรองสุขภาพ
  • Heart: สร้างค่านิยม “ทุกการขยับ ยกระดับสุขภาพ”
  • Hand: กลุ่ม One Group One Activity และใช้นวัตกรรมภูมิปัญญา เช่น รอกกะลาพาเพลิน, ผ้าขาวม้าพาสุข, รอกกายภาพ, หินนวดเท้า
  • Health: ค่าความดันและค่าน้ำตาลลดลง สุขภาพจิตดีขึ้น ลดความโดดเดี่ยว
ต้นแบบดูแลสุขภาพกายใจผู้สูงอายุผ่านกลไก 4H Model ชุมชนบ้านรัชดา ต.เปือ อ.เชียงกลาง จ.น่าน
  • พื้นที่หน่วยงาน: โรงพยาบาลทุ่งช้าง

เน้นการดูแลสุขภาพและลดความเครียดของบุคลากรทางการแพทย์ ผ่านแนวคิด Heal the Healers โดยใช้กลไกการปรับโฉมกิจกรรมจากเดิน-วิ่งเดิม มาเป็นมหกรรมแข่งขันกีฬาสีเชื่อมสัมพันธ์ต่อเนื่อง 4 เดือน (ก.พ.–พ.ค. 2569) เน้นกีฬาพื้นบ้านเพื่อการมีส่วนร่วม

สำหรับพื้นที่บนความท้าทาย การจะยกระดับให้เกิดเป็นนโยบายที่ยั่งยืนได้ จึงมีข้อเสนอ 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่

  • Active Environment (สร้างสิ่งแวดล้อมเอื้อต่อการขยับ): ให้ อปท. จัดสรรงบทำสวนสาธารณะ ปรับผังเมือง ทำทางเท้าปลอดภัย และเพิ่มอุปกรณ์ออกกำลังกายในชุมชน
  • Active Workplace & School (สร้างองค์กร/โรงเรียนสุขภาวะ): กำหนดมาตรการ Active Break ยืดเหยียดทุก 30–60 นาที ในโรงเรียนและที่ทำงาน พร้อมจัดกิจกรรม indoor รับมือช่วง PM 2.5
  • Active Community & Data (สร้างชุมชนเข้มแข็งและเชื่อมข้อมูล): ทำฐานข้อมูลสุขภาพระดับตำบลเพื่อติดตามพฤติกรรม ยึดหลัก “เคลื่อนไหวบ้างดีกว่าไม่ทำเลย” และใช้กองทุนสุขภาพตำบลสนับสนุนงบประมาณยั่งยืน

ยะลา : กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นยา ภารกิจคืนความแข็งแรงให้คนทุกวัย

ชาวยะลามีอัตราป่วยด้วยโรค NCDs เพิ่มขึ้นทุกปี (ปี 2565–2567 เพิ่มจาก 20,971.0 เป็น 27,773.1 ต่อแสนประชากร) โดยพบผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูงมากที่สุด

สาเหตุเนื่องมาจากกิจกรรมทางกายที่ลดลงตามวัย ข้อจำกัดด้านเวลาทำงานและภาระงานประจำ และยังคงมีกลุ่มประชาชนที่เน้นความสะดวกโดยบริโภคอาหารจานด่วน อาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูป รสจัด โซเดียมสูง และน้ำหวาน ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบเผาผลาญในระยะยาว

ด้วยบริบทนี้เอง การขับเคลื่อนจึงเน้น 3 ขาหลัก ได้แก่

  • พื้นที่ภาคประชาชนและชุมชน: ขับเคลื่อนในเขตเทศบาล (ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการจัดกิจกรรมเต้นแอโรบิก) รวมถึงการขยายผลสู่ ระดับตำบลและหมู่บ้าน ผ่านกลุ่มผู้นำชุมชนและประชาชนทุกกลุ่มวัย
  • พื้นที่หน่วยงานราชการและวิชาการต้นแบบ: วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลา โดยยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อกิจกรรมทางกาย
  • หน่วยงานภาคีเครือข่ายหลัก: ด้วยการขับเคลื่อนร่วมกันระหว่าง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา และ ศูนย์อนามัยที่ 12 ในการสร้างหลักสูตรอบรมแกนนำสุขภาพและประชาชน

เกิดกิจกรรม ดังนี้

1.กิจกรรมทางกายและชุมชนสุขภาวะ (Active Community)

เต้นแอโรบิก: จัดกิจกรรมเต้นแอโรบิกในเขตเทศบาลเพื่อจัดการรูปร่างและสุขภาพองค์รวม

Park Run Walk and Talk: จัดกิจกรรมเดิน-วิ่งในเส้นทางปลอดภัยของชุมชน พร้อมเปิดพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนประเด็นสุขภาพและปัญหาชุมชนระหว่างทางโดยกิจกรรมจะยืดหยุ่นตามภาระงาน ส่งเสริมให้ออกกำลังกายที่บ้านหรือสลับวันตามความสะดวกของคนทำงาน

Park Run Walk and Talk: กิจกรรมเดิน-วิ่งในชุมชน จ.ยะลา

2. การปรับพฤติกรรมการกินและสิ่งแวดล้อมอาหาร

กินผักเป็นยา: รณรงค์โภชนาการแบบ “กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นยา” เน้นผักปลอดสารตามฤดูกาล ต้ม/ลวก ลดหวาน มัน เค็ม โซเดียม
ร้านน้ำอ่อนหวาน & 1 เมนูสุขภาพ: ผลักดันร้านน้ำในชุมชนระบุระดับความหวาน/แจ้งโทษ และให้ร้านอาหารจัดทำเมนูชูสุขภาพอย่างน้อยร้านละ 1 เมนู

3. การพัฒนานโยบายและองค์กรต้นแบบ

ยกระดับ MOU สู่ประกาศจังหวัด: ดันข้อเสนอจากความร่วมมือตามสมัครใจ ให้เป็น “นโยบายหรือประกาศจังหวัดยะลา” ภายใต้แนวคิด 2H2S

เกิดหลักสูตร NCDs: สร้างหลักสูตรอบรมความรอบรู้ด้าน NCDs แก่แกนนำสุขภาพและประชาชน
Smart Application & Model: ส่งเสริมการใช้แอปพลิเคชันบันทึกข้อมูลสุขภาพรายบุคคล และยกย่องบุคคล/หน่วยงานต้นแบบ (Smart Model)

กิจกรรมออกกำลังกายที่ออกแบบตามบริบทชุมชน จ.ยะลา

ข้อเสนอเชิงนโยบายของ จังหวัดยะลา ถูกสรุปเป็นโมเดลหลักที่เรียกว่า “ยะลาเมืองแห่งการสร้างเสริมสุขภาพ: 2H2S” แบ่งออกเป็น 4 ข้อเสนอ ดังนี้

1. Healthy Public Sector: ยกระดับ MOU สู่ “ประกาศจังหวัด” บังคับใช้ในหน่วยงานราชการและโรงเรียน ให้มีกิจกรรมขยับกายระหว่างวันและจัดเมนูสุขภาพ

2. Healthy Community: ขยายกิจกรรมสู่ชุมชน เช่น Park Run Walk and Talk (เดิน-วิ่งพูดคุยแลกเปลี่ยน) พร้อมตั้ง “ร้านน้ำอ่อนหวาน” และ “ร้านอาหาร 1 เมนูสุขภาพ”

3. Smart Application: ใช้แอปพลิเคชันติดตามข้อมูลสุขภาพรายบุคคล เพื่อวัดผลก่อน-หลัง และใช้เป็นฐานข้อมูลขับเคลื่อนนโยบาย

4. Smart Model: ยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคล ชุมชน และหน่วยงานต้นแบบ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำอย่างต่อเนื่อง

สุราษฎร์ธานี: บททเรียนบ้านนาสาร กู้คืนพัฒนาการเด็ก ด้วย Active Child Program

ในพื้นที่ สุราษฎร์ธานี พบว่าเด็กนักเรียนมีกิจกรรมทางกายในอัตราที่ลดลงอย่างมาก จากจาก 24.2% เหลือเพียง 16.1% มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมติดหน้าจอ และการนั่งเรียนเป็นเวลานานเกินไป นำไปสู่ผลกระทบ 3 ด้าน ได้แก่

  • ด้านสมอง: ทักษะ Executive Functions (EF) ลดลง สมาธิสั้น ความจำถดถอย ขาดความกระตือรือร้นในการเรียน
  • ด้านอารมณ์/สังคม: เครียดสะสม หงุดหงิดก้าวร้าว และปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับเพื่อนลดลง
  • ด้านร่างกาย: เสี่ยงภาวะน้ำหนักเกิน/โรคอ้วน กล้ามเนื้ออ่อนแรง และเสี่ยงโรค NCDs (ความดัน/เบาหวาน) ในอนาคต

ด้วยผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการขับเคลื่อนผ่านโมเดล “พื้นที่สุขภาวะ” ใน อำเภอบ้านนาสาร ครอบคลุม 3 โรงเรียน 3 บริบท ได้แก่

  • โรงเรียนเทศบาล 3 (อนุบาล-ประถม): เน้นสร้างลาน BBL (Brain-Based Learning) และการเล่นตามวัย กำหนดเวลาเล่นชัดเจนก่อนเข้าเรียนและก่อนกลับบ้าน

  • โรงเรียนบ้านนาควน (อนุบาล-มัธยม): ใช้ลานเล่นพื้นปูน พร้อมบูรณาการกิจกรรมทางกายเข้ากับทักษะอาชีพ (เช่น กิจกรรมปูนปั้น)

  • โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 12 (อนุบาล-ม.ปลาย): ใช้แนวคิด Active Child Program (ACP) พัฒนาลานกีฬา 8 แห่ง และตั้งแกนนำนำออกกำลังกายทั้งช่วงเช้าและเย็น

อย่างไรก็ตาม ยังพบกับความท้าทายไม่น้อย เช่น ด้านกายภาพ พบว่าลานเล่นส่วนใหญ่เป็นพื้นปูนซีเมนต์ซึ่งเสี่ยงอันตรายเมื่อเด็กล้ม และสีทาพื้นหลุดร่อนได้ง่าย หรือ ขาดแคลนอุปกรณ์สำหรับเด็กโต เช่น อุปกรณ์กีฬาประเภททีม (เช่น ฟุตบอล, บาสเกตบอล) ที่เหมาะกับความสนใจของเด็กกลุ่มมัธยม และพบว่าเด็กตื่นเต้นกับลาน BBL เพียงช่วงแรก จากนั้นก็เริ่มเบื่อ หากไม่ปรับเปลี่ยนอาจไม่สามารถยืนระยะได้ยาวนาน

ข้อเสนอเชิงนโยบาย ดังนี้

  • ปรับสภาพแวดล้อม: เปลี่ยนจากลานปูนแข็ง (Hardscape) เป็นพื้นผิวที่ยืดหยุ่นและปลอดภัย (Softscape) เช่น ปูแผ่นยางลดแรงกระแทก
  • บูรณาการงบประมาณ: ดึงความร่วมมือจาก อปท., อบจ., สปสช. และ สสส. เพื่อสนับสนุนงบจัดสร้างลานเล่น/ลานกีฬาที่ได้มาตรฐาน
  • การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning): บรรจุแนวคิด ACP & BBL เข้าไปในทุกกลุ่มสาระวิชา เพื่อให้เด็กได้ขยับร่างกายระหว่างชั่วโมงเรียน
  • ระบบเฝ้าระวัง: ให้ รพ.สต. ร่วมมือกับโรงเรียน สร้างฐานข้อมูลติดตามพฤติกรรมเนือยนิ่งและสมรรถภาพทางกายของนักเรียนเป็นรายภาคเรียน

ทั้งหมดเป็นเพียงโมเดลต้นแบบ จาก 4 จังหวัด ที่มองเห็นวิกฤตภาวะเนือยนิ่งและโรค NCDs ไม่ใช่เรื่องเล็กที่เป็นเพียงเจตจำนงส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นโจทย์ใหญ่เชิงระบบ หากคนขยับ เมืองขยับ ประเทศก็จะขยับไปข้างหน้าด้วย

บทเรียนจากกาญจนบุรี น่าน ยะลา และสุราษฎร์ธานี ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เมื่อโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายรัฐ และวิถีชุมชนถูกออกแบบให้ ‘เอื้อต่อการขยับ’ การส่งเสริมกิจกรรมทางกายจะไม่ใช่ภาระ หรือเรื่องยากลำบากแต่อย่างใด แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน คืนสุขภาพดีให้คนทุกช่วงวัยอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

คลิปอ้างผู้แทนหลายประเทศ เดินออก ขณะ “เนทันยาฮู” เตรียมกล่าวสุนทรพจน์ ที่ UNGA เป็นเหตุการณ์เก่าปี 2568

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จับชายฮ่องกงซุก "ไอซ์" 350 กก.ในบ้านย่านร่มเกล้า แปรสภาพเตรียมส่งออก

5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว สุขภาพ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...