โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

จากเชียงใหม่ถึงปักกิ่ง เรื่องราวของอาจารย์ไทยวัย 77 ผู้เป็นที่เคารพรักของนักศึกษาจีน

แนวหน้า

เผยแพร่ 28 ก.พ. 2565 เวลา 17.00 น.

 

1 มี.ค.สำนักข่าวซินหัว ได้เผยแพร่บทความชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของอาจารย์ไทยผู้เป็นที่เคารพรักของนักศึกษาจีน ในหัวข้อเรื่อง จากเชียงใหม่ถึงปักกิ่ง เรื่องราวของอาจารย์ไทยวัย 77 ผู้เป็นที่เคารพรักของนักศึกษาจีน ดังนี้

หากคุณมีโอกาสเยือนมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่ง (BFSU) คุณอาจจะได้เดินสวนกับหญิงสูงวัย ร่างเล็ก ผมสีดอกเลา เจ้าของดวงตาคู่เล็กและรอยยิ้มใจดีท่านนี้ สำนักข่าวซินหัวชวนอ่านเรื่องราวของอาจารย์ชาวไทยผู้ได้รับการขนานนามว่า “คุณย่าไว่เจี้ยว” (คุณย่าผู้เป็นอาจารย์ต่างชาติ)

“ฉันฟังภาษาจีนไม่เข้าใจ ฉันเป็นคนไทยจ้ะ” เป็นคำตอบที่ผู้ถามมักได้รับกลับมาเมื่อพยายามสร้างบทสนทนาด้วยภาษาจีนกับ “ผศ. เกื้อพันธุ์ นาคบุปผา” อาจารย์สูงอายุวัย 77 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทย ซึ่งมีประสบการณ์สอนภาษาไทยในประเทศจีนมานานกว่า 20 ปี

ผศ. เกื้อพันธุ์ เป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ซึ่งเคยเดินทางมาสอนหนังสือที่ภาควิชาภาษาไทยของมหาวิทยาลัยฯ หลายต่อหลายครั้ง นับตั้งแต่ปี 1992 และตัดสินใจสอนภาษาไทยในจีนเรื่อยมาหลังจากเกษียณอายุงานเมื่อปี 2005 จนลูกศิษย์ลูกหาต่างยกย่องให้ท่านเป็นดัง “ร่มโพธิ์ร่มไทร” ของวงการการสอนภาษาไทยในประเทศจีน

ผศ. เกื้อพันธุ์ไม่เข้าใจภาษาจีน ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ และไม่ใช้คอมพิวเตอร์ อาวุธคู่กายในการสอนของท่านมีเพียงแค่ “ชอล์ก” กับ “กระดานดำ” ส่วนการสื่อสารกับนักศึกษาในชีวิตประจำวัน ท่านอาศัยการพูดคุยแบบเจอหน้าและใช้โทรศัพท์บ้านเท่านั้น อาจารย์สูงอายุผู้มีนิสัยถ่อมตน สมถะ เรียบง่าย และตั้งใจจริงท่านนี้ คือผู้ที่อบรมบ่มเพาะบุคลากรผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยจำนวนมากให้กับวงการการศึกษา การทูต การค้า และสื่อสารมวลชน นับเป็นผู้มีคุณูปการต่อการสานสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างจีนกับไทย

อาจารย์จากแดนไกล ทำงานได้แม้ไม่เข้าใจภาษาจีน

ปี 2022 นี้นับเป็นปีที่ 30 แล้วที่ผศ. เกื้อพันธุ์มีความผูกพันกับประเทศจีน “ปักกิ่งเป็นเหมือนบ้านเกิดหลังที่ 2 ของดิฉัน และดิฉันตั้งใจจะทำงานที่นี่เป็นแห่งสุดท้าย” ท่านกล่าวพร้อมเผยว่าเวลากลับมาถึงห้องพักก็จะรู้สึกเหมือนกลับมาบ้าน

เมื่อวันจันทร์ (28 ก.พ.) นับเป็นวันแรกของการสอนในภาคการศึกษาใหม่ ผศ. เกื้อพันธุ์ตื่นนอนตั้งแต่ตีสามและสอนช่วงเช้าติดต่อกัน 4 ชั่วโมงโดยไม่หยุดพัก แต่ท่านกลับบอกว่าต่อให้ไม่ได้ดื่มน้ำเลยสักอึกเดียวก็ไม่รู้สึกเหนื่อย เพราะรักการสอนหนังสือมาก

“ซานเยว่อีเฮ่าเต้าเป่ยจิงไหล” คือประโยคภาษาจีนที่ผศ. เกื้อพันธุ์จำได้ขึ้นใจจนถึงทุกวันนี้ โดยมีความหมายว่า “ฉันมาถึงปักกิ่งวันที่ 1 มีนาคม” ท่านเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า “ดิฉันยังจำได้ดี ตอนเดินทางมาถึงปักกิ่งเป็นช่วงปลายฤดูหนาวแล้ว ซึ่งอากาศยังหนาวกว่าช่วงที่หนาวที่สุดของเชียงใหม่มาก แต่เพื่อนชาวจีนเขาบอกว่าตอนนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว”

จากเชียงใหม่ถึงปักกิ่ง คิดเป็นระยะทางเกือบ 3,000 กิโลเมตร นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับผศ. เกื้อพันธุ์ ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 47 ปี “กลัวก็กลัวนะ ที่กลัวเพราะไม่เคยคิดจะออกนอกประเทศนอกจากเที่ยว เพราะฉะนั้น กินก็ไม่ได้ นอนไม่หลับ ผอมลงๆ”

แต่ถึงกระนั้นความวิตกกังวลใดๆ ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อหัวใจที่รักในการสอนและความรับผิดชอบที่มีต่อนักศึกษา ผศ. เกื้อพันธุ์ ผู้ตั้งฉายาให้ตนเองว่า “อาจารย์โลว์เทค” จึงตั้งใจทำทุกวิถีทางเพื่อให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง เช่น เรียนภาษาจีนไม่ทันก็เรียนพินอินแทน สื่อสารกับนักศึกษาไม่เข้าใจก็ใช้ภาษาอังกฤษและหน้าตาท่าทางเข้าช่วย เป็นต้น

ผศ. เกื้อพันธุ์เล่าว่าท่านประสบปัญหาหลายอย่างอย่างเลี่ยงไม่ได้ตอนมาถึงปักกิ่งครั้งแรก ซึ่งรวมทั้งอุปสรรคทางภาษา แต่โชคดีที่มีคนคอยยื่นมือช่วยเหลือท่านอยู่เสมอ “ที่ดิฉันอยู่มาได้หลายปีขนาดนี้ ต้องขอบคุณคณาจารย์และลูกศิษย์ที่คอยช่วยเหลือ”

ไม่หยุดสอนแม้เกษียณ

หลังจากเกษียณในปี 2005 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ได้ชักชวนให้ผศ. เกื้อพันธุ์ สอนหนังสือในจีนต่อไป ท่านจึงตอบตกลงไปแม้ขณะนั้นกำลังเศร้าเสียใจกับการจากไปของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด “ดิฉันสัญญากับพ่อแม่ว่าเกษียณแล้วจะไปอยู่กับพวกท่าน แต่พอท่านทั้งสองจากไปแล้ว ดิฉันก็ไม่มีที่ไป อยู่ก็ไม่เป็นสุข ไม่อยู่เสียเลยดีกว่า ก็เลยมาที่นี่”

ในสายตาของนักศึกษา ผศ. เกื้อพันธุ์เปรียบเสมือน “เครื่องจักรนิรันดร์” เพราะท่านมักมาถึงห้องเรียนเร็วกว่าเด็กเสมอ ทั้งยังสามารถสอนหนังสือแบบไม่หยุดพักตลอด 2 ชั่วโมง และถึงแม้จะไม่ใช่เวลาเรียนหรือค่ำมืดแค่ไหน ท่านก็ยินดีจะสละเวลาส่วนตัวมาติวให้ เพราะต้องการให้เด็กๆ เรียนรู้และพูดภาษาไทยได้ไวและเก่งขึ้น และเป็นเช่นนี้ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา “เวลาของครูไม่ค่อยสำคัญ ถ้าสอนแล้วเด็กๆได้ ครูก็ดีใจด้วย”

มีครั้งหนึ่งที่นักศึกษาเคยพูดติดตลกว่า “อาคารเรียนของภาควิชาภาษาไทยมีสองแห่ง แห่งแรกคืออาคารเรียนในมหาวิทยาลัย แห่งที่สองคือตึกจวนเจีย (ตึกบ้านพักของผศ. เกื้อพันธุ์)” เนื่องจากท่านจะให้นักศึกษาผลัดกันมานั่งเรียนที่ตึกนี้ เริ่มตั้งแต่การสอนออกเสียงและการประกอบคำให้นักศึกษาปีหนึ่ง สอนโครงสร้างประโยคและบทสนทนาให้นักศึกษาปีสอง อบรมด้านการพูดสุนทรพจน์และเขียนเรียงความให้นักศึกษาปีสาม และให้คำปรึกษาด้านการเขียนวิทยานิพนธ์แก่นักศึกษาปีสี่ จนนักศึกษาทุกคนต่างเรียกท่านด้วยคำสนิทชิดเชื้อว่า “คุณย่า” และท่านเองก็มองว่าลูกศิษย์ชาวจีนทุกคนนั้นเป็นเหมือนลูกเหมือนหลาน

อาจารย์ต่างชาติผู้หลงรักประเทศจีน

นอกจากสถานภาพ “คุณย่าที่น่าเคารพรัก” แล้ว ผศ. เกื้อพันธุ์ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยที่เป็นที่เคารพนับถือมากที่สุดของภาควิชาภาษาไทย ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและความร่วมมือระหว่างจีน-ไทย ทุ่มเทกายใจเพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งระหว่างผู้คนจากสองชาติ

เมื่อใดก็ตามที่เหล่าอาจารย์และลูกศิษย์มีคำถามเกี่ยวกับภาษาไทยหรือประเทศไทย ผศ. เกื้อพันธุ์ก็ยินดีที่จะอธิบายและตอบทุกข้อสงสัยอย่างใจเย็น หากไม่ได้พูดคุยต่อหน้า ท่านก็มักได้รับโทรศัพท์จากนักศึกษาทั่วทุกมุมโลกอย่างไม่ขาดสาย จนท่านพูดล้อเล่นว่าการรับสายตอบคำถามเป็น “บริการหลังการขาย”

นอกจากการสอนหนังสือแล้ว ผศ. เกื้อพันธุ์ยังได้ทำตำราวรรณคดีและเรียบเรียงพจนานุกรมสำหรับนักศึกษาต่างประเทศ จนได้รับรางวัลเกียรติยศระดับชาติหลายรางวัล ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อาทิ “รางวัลมิตรภาพของรัฐบาลจีน” ในเดือนกันยายน 2005 “รางวัลอาจารย์ที่นักเรียนชื่นชอบที่สุด” ในเดือนเมษายน 2014 และ “รางวัลครูต่างประเทศในจีน ประจำปี 2016” ในเดือนพฤษภาคม 2017 แต่ไม่ว่าจะได้รับรางวัลมากเพียงใด ท่านก็ยังบอกเสมอว่าตนเองเป็นเพียง “ครูไทยธรรมดาคนหนึ่ง”

หลายครั้งที่ถูกถามว่าเหตุใดจึงมาอยู่ที่จีนได้นานถึงเพียงนี้ ท่านมักจะตอบเพียงสั้นๆ ด้วยคำตอบเดิมว่าเป็นเพราะ “ลูกศิษย์”

เนื่องจากสถานการณ์การระบาดใหญ่ ผศ. เกื้อพันธุ์จึงไม่ได้กลับไทยมานานกว่า 2 ปีแล้ว แต่ท่านวางแผนจะบินกลับไทยในเดือนกรกฎาคมปีหน้า และอาจจะไม่ได้กลับมาจีนอีก “แต่ครูไม่ทิ้งนะ เมื่อกลับไปแล้ว ถ้าอาจารย์ที่นี่จะตั้งชื่อเด็กใหม่ให้แจ้งมาด้วย ถ้าบอกวันนี้พรุ่งนี้ครูก็ส่งมา แล้วก็อธิบายให้ ไม่มีปัญหา” อาจารย์สูงอายุกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเปี่ยมเมตตา

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...