MOU ประเทศลุ่มน้ำโขง แก้ PM2.5 ข้ามแดน – ดัน ‘กม.อากาศสะอาด’ จัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ
เดินหน้าเชื่อมข้อมูล ขับเคลื่อนอากาศสะอาดระหว่างประเทศร่วมกัน พร้อมผนึกกำลัง รัฐ–เอกชน–ประชาชน ดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นวาระแห่งชาติ ย้ำแก้ปัญหาฝุ่น ต้องจัดการที่ต้นเหตุ คงหลักการ ‘ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย’
เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 69 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สภาลมหายใจกรุงเทพ และภาคีเครือข่ายกว่า 200 หน่วยงาน จัดเวที Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2 เวทีระดับชาติที่เชื่อมโยงนักวิจัย ผู้กำหนดนโยบายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และเครือข่ายท้องถิ่นจากทั่วประเทศ มาร่วมกันเชื่อมข้อมูล วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและเปิดพื้นที่ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนระบบ เชื่อมข้อมูล ขับเคลื่อนอากาศสะอาดร่วมกัน” เพื่อออกแบบกลไกการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ของประเทศอย่างเป็นระบบ ผลักดันการบังคับใช้ ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเจตจำนงร่วมในระดับประเทศ เกิดการตระหนักรู้ของสังคม และนำไปสู่การเปลี่ยนระบบเพื่ออากาศสะอาดอย่างยั่งยืน
สุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่การทำงานเพียงให้ผ่านไปเป็นครั้ง ๆ แต่ต้องทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมจริง และต้องเกิดขึ้นทั่วประเทศ ขอบคุณภาคเอกชน ภาคีเครือข่ายที่เสียสละเข้ามาเป็นทั้งหน่วยเฝ้าระวัง เป็นหน่วยให้ความรู้กับภาครัฐ เพราะคนในพื้นที่มีองค์ความรู้มากกว่าคนที่นั่งอยู่ส่วนกลาง จำเป็นต้องเอาความรู้จากพื้นที่มาประยุกต์ใช้ เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด
สุชาติ ยังย้ำว่า ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดฯ คือกฎหมายที่จะคุ้มครองสุขภาพของประชาชนทุกคน และอยากให้ไทยแก้ปัญหาได้แบบประเทศจีนที่เคยเผชิญปัญหาฝุ่นหนักเช่นเดียวกันแต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดการอย่างจริงจังและเป็นระบบ
“การจะชนะปัญหา PM2.5 ได้ อยู่ที่ความร่วมมือของทุกฝ่าย ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง ทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาควิชาการ และหน่วยงานรัฐทุกกระทรวงต้องทำหน้าที่ของตัวเอง กระทรวงมหาดไทยดูแลเรื่องรถยนต์และการคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรมดูแลโรงงาน กระทรวงเกษตรฯ ก็ต้องให้ความรู้เกษตรกร กระทรวงทรัพยากรฯ ต้องดูแลป่าไม้ ไฟป่า และทำความเข้าใจกับชุมชนที่อยู่กับป่า”
สุชาติ ชมกลิ่น
เมื่อถามว่าร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่ค้างอยู่ในสภาฯ ควรถูกดันต่อหรือไม่ สุชาติ ยืนยันไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ก็ควรต้องผลักดันให้สำเร็จ แต่มองว่าต้องแก้ไขบางอย่าง เช่น บทลงโทษที่ต้องบังคับใช้ได้จริง เพื่อให้กฎหมายมีความเป็นธรรม และยืนยันว่าผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ
“พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ไม่ได้มาจากใคร มาจากภาคเอกชนด้วย เราก็เข้าไปให้ความเห็น รัฐเพียงหน่วยงานเดียวทำไม่ได้ ถ้าภาคเอกชนไม่ให้ข้อมูล เรียนว่าเรื่อง PM2.5 ต้องไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และไม่นำไปหาเสียง เหมือนบอกว่าแก้ปัญหารถติด กทม. แก้มา 10 ปี ก็แก้ไม่ได้มันต้องเอาใจมาทำ ใครเป็นนายกฯ ก็ไม่รู้ว่าใครจะมาเป็น”
สุชาติ ชมกลิ่น
เมื่อถามถึงกรณี ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย ระบุในเวทีดีเบตภาคเหนือ ว่า “อากาศดีแค่ไหนแต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี คือฝันร้าย” พร้อมผุดไอเดียจัดอีเวนท์ทุกเดือนกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว สุชาติ ยอมรับ ยังไม่ได้เห็นคลิปและไม่ทราบว่าใครพูด แต่คิดว่าจะเป็นการพูดเอาใจจังหวัดเชียงใหม่ ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ต้องจัดอีเวนท์ทุกเดือน เขาอาจจะมีมุมมองอย่างนั้น
“เรียนตามตรง ที่ไม่ไปดีเบต เพราะคิดว่าวันนี้บางอย่างผมไม่มีความรู้พอที่จะไปตอบเขาได้ อย่างเช่นเรื่องการท่องเที่ยวผมก็ไม่รู้ว่านักท่องเที่ยวเข้าเชียงใหม่เท่าไหร่ เพราะไม่ได้อยู่กระทรวงนั้น แต่เรามุ่งเป้าว่าเชียงใหม่ต้องลด ต้องเป็นเมืองตัวอย่างให้ได้ในการแก้ปัญหา PM 2.5”
สุชาติ ชมกลิ่น
วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพ ระบุถึงการจัดเวทีในช่วงเวลานี้เป็นความตั้งใจ เพราะกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางอำนาจ และเป็นช่วงฤดูลมที่ทำให้เห็นผลกระทบจากฝุ่นชัดเจน เวทีนี้จึงไม่ใช่พื้นที่ของการบ่น แต่เป็นพื้นที่ของ “ความหวัง” และการหาทางออก โดยผู้ขับเคลื่อนเรื่องอากาศสะอาดมีอย่างน้อย 3 กลุ่ม คือ
กลุ่มแรก “รักปอด” เพราะทุกคนมีปอด
กลุ่มที่สอง “รักป่า” ที่ห่วงทรัพยากรธรรมชาติ
กลุ่มที่สาม “ห่วงปากท้อง” ที่กังวลว่าการห้ามเผาเพียงอย่างเดียวโดยไม่เปิดทางเลือก จะทำให้คนในพื้นที่เดือดร้อน
“เวทีวันนี้เรามาคุยกันว่า มีตัวอย่างทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย ที่ชุมชนสามารถหยุดหรือเลิกใช้ไฟได้ต่อเนื่องหลายปี แต่ไม่เคยถูกพูดถึง เราควรถอดบทเรียนจากเขา และให้รางวัลกับความสำเร็จเหล่านี้”
วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
วีระศักดิ์ ยังเชื่อมโยงแนวคิด “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี โดยชี้ว่า การแก้ปัญหาฝุ่นต้องอาศัยองค์ความรู้ ฝ่ายอำนาจ และสื่อมวลชน ทำงานร่วมกัน หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง การแก้ปัญหาจะไม่สมบูรณ์
“ที่ผ่านมา เรามักไม่ร่วมข้อมูล ต่างคนต่างทำ หรือไม่ร่วมเป้าหมาย แต่ถ้าเราร่วมเป้าหมายเดียวกัน เราจะเห็นว่าช่วยกันได้ เช่น คนไม่อยากเผาฟาง แต่การขนย้ายกลับผิดกฎหมายจราจร คำถามคือ เราจะออกแบบฤดูกาลขนฟางหรือข้อยกเว้นอย่างไร เพื่อให้คนที่ไม่อยากเผามีทางเลือก”
วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
พร้อมย้ำว่า การแก้ปัญหาฝุ่นไม่อาจใช้อำนาจอย่างเดียว แต่ต้องใช้ความเข้าใจ การยอมรับข้อจำกัดของกันและกัน และการเปิดใจให้เกียรติกัน เพราะทุกพื้นที่เป็นทั้งผู้ก่อและผู้รับผลกระทบในช่วงเวลาที่ต่างกัน
ขณะที่ นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการ สสส. ระบุว่า ปัญหา PM2.5 เป็นปัญหาระดับชาติที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะด้านสุขภาพ คนไทยกว่า 12 ล้านคนได้รับผลกระทบ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และฝุ่น PM2.5 เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ ปอด มะเร็ง เบาหวาน ความดัน เราไม่สามารถรอให้คนป่วยแล้วค่อยมารักษาได้ แต่ต้องจัดการที่ต้นเหตุ
การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งข้อมูล วิชาการ งานวิจัย และการลงมือทำจริง โดยเฉพาะการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ใช้กลไกจัดการต้นทางและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น หลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าได้ผลในหลายประเทศ
พร้อมย้ำว่ากฎหมายยังให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการ คนทำงานกลางแจ้ง คนไร้บ้าน และแรงงานไรเดอร์ ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงฝุ่นได้ และไม่อาจทำงานจากบ้านเหมือนคนทั่วไป
“มาตรการที่ออกแบบสำหรับคนส่วนใหญ่ อาจไม่ครอบคลุมคนกลุ่มนี้ เราจำเป็นต้องมีมาตรการเฉพาะ เพื่อให้เขาได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นธรรม และไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”
นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม
นอกจากนี้ในทุกฝ่ายยังได้ร่วมลงนามข้อตกลง (MOU) ระหว่าง สภาลมหายใจลุ่มแม่น้ำโขง (Mekong Breath Council) โดยมีผู้แทนจากเมียนมา, สปป.ลาว และประเทศไทย ซึ่งเป็นการทำงานร่วมระหว่างภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ ที่จะร่วมแบ่งปันข้อมูล เดินหน้าแก้ปัญหามลพิษข้ามแดนร่วมกัน