โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ครม.” ไฟเขียว AOT เปิดประมูลผู้ประกอบการ “คาร์โก้” รายที่ 2 มูลค่าลงทุน 1.5 หมื่นล้าน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 13.54 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 13.54 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (10 มิ.ย. 68) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ดำเนินโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของผู้ประกอบการรายที่ 2 เนื่องจาก บริษัท ดับบลิวเอฟเอสพีจีคาร์โก้ จำกัด จะหมดสัญญาในปี 2569

ขณะที่ปัจจุบันปริมาณการจราจรทางอากาศจำนวนของผู้โดยสาร ปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศและการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ปริมาณสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิพบว่า ในปี 2570 จะมีปริมาณ 1.67 ล้านตัน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี หากผู้ประกอบการรายที่ 2 หมดสัญญาแล้วยังไม่มีรายใหม่เข้ามา จะทำให้เหลือผู้ประกอบการเพียงรายเดียวที่ให้บริการคลังสินค้า ไม่เพียงพอกับความต้องการในการใช้บริการที่จะเพิ่มสูงขึ้น

ดังนั้น ทอท.จึงจำเป็นต้องหาผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสมล่วงหน้าก่อนที่อายุสัญญารายเดิมจะสิ้นสุดลง ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 มาตรา 49 ที่บัญญัติให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดทำแนวทางการดำเนินโครงการภายหลังจากสัญญาร่วมลงทุนสิ้นสุดลงอย่างน้อย 5 ปี ก่อนที่สัญญาจะสิ้นสุด

นายสุริยะ กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ ทอท.จะแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกตาม พ.ร.บ.ร่วมลงทุนฯ มาตรา 36 ประกอบด้วย ผู้แทนเจ้าของโครงการ คือ ทอท. เป็นประธานกรรมการ ส่วนกรรมการเป็นผู้แทนกระทรวงคมนาคม , ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด , ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนยโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และผู้ทรงคุณวุฒิ

ตามขั้นตอนจะจัดทำร่าง TOR , เปิดรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน (Market Sounding) , ประกาศเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมประมูล หลังจากได้ผู้ชนะแล้วจะเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท.เห็นชอบ ก่อนส่งให้กระทรวงคมนาคมเสนอ ครม.ขออนุมัติต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน

ทั้งนี้ ดับบลิวเอฟเอสพีจีคาร์โก้ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บมจ.การบินกรุงเทพ [BA] กับสิงคโปร์ สัญญาจะสิ้นสุดในเดือน ต.ค.2569 จึงต้องเปิดประมูลใหม่ คาดว่าจะได้ตัวผู้ประกอบการใหม่ช่วงเดือนก.พ.-มี.ค.2569 เพื่อให้มีระยะเวลาเตรียมการ 6 เดือนก่อนสัญญารายเดิมจะสิ้นสุด โดยดับบลิวเอฟเอสพีจีคาร์โก้ มีสิทธิเข้าร่วมประมูล

"บริการคลังสินค้ารายที่ 2ปัจจุบันมีศักยภาพรองรับสินค้าที่ 5แสนตันต่อปีเนื่องจากเป็นเทคโนโลยีของเมื่อ 20ปีก่อน ขณะที่สัญญาใหม่ จะมีการปรับปรุงระบบการให้บริการ โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และ AI เข้ามาช่วยในการบริการ จะทำให้เพิ่มศักยภาพการรองรับสินค้าในส่วนของผู้ให้บริการรายที่ 2เพิ่มขึ้นอีกเกือบ 2เท่า” นายสุริยะ กล่าว

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานวิศวกรรมและการก่อสร้าง รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.กล่าวว่า ขณะนี้ ทอท.ยังอยู่ระหว่างเปิดประมูลโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้นและกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 และโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 โดยมีผู้ยื่นข้อเสนอแล้วอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการคัดเลือกฯ ตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนฯ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน ก.ค. 2568

ปัจจุบัน ทอท.ได้ให้สิทธิบริการคลังสินค้าในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแก่ผู้ประกอบการ 2 ราย คือ บมจ. การบินไทย [THAI] (ผู้ประกอบการรายที่ 1) หมดสัญญาปี 2583 ปริมาณขนส่งสินค้า 1.20 ล้านตัน/ปี และ ดับบลิวเอฟเอสพีจีคาร์โก้ ผู้ประกอบการรายที่ 2 หมดสัญญาปี 2569 ปริมาณขนส่งสินค้า 0.55 ล้านตัน/ปี รวม 1.75 ล้านตัน/ปี

โครงการหาผู้ให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของผู้ประกอบการรายที่ 2 มีมูลค่าโครงการ 15,253 ล้านบาท (ประเมินจากค่าผลประโยชน์ตอบแทน, ค่าเช่าพื้นที่, ค่าลงทุนสิ่งปลูกสร้างและค่าลงทุนอุปกรณ์และระบบ) โดยรูปแบบร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน PPP Net Cost ระยะเวลาดำเนินโครงการ 20 ปี นับจากวันส่งมอบพื้นที่ โดยเอกชนมีหน้าที่จัดหาเงินทุนเพื่อลงทุนสิ่งปลูกสร้าง อุปกรณ์ และระบบ รวมทั้งการดำเนินงานและบำรุงรักษาโครงการฯ ส่วนภาครัฐมีหน้าที่จัดหาที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการและกำกับดูแลและติดตามตรวจสอบคุณภาพ

เอกชนจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รายได้และเป็นผู้รับความเสี่ยงทางด้านรายได้โดยตรง โดยจะต้องจ่ายค่าผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ภาครัฐเป็นรายปีตามเงื่อนไข ซึ่งกำหนดให้จ่ายค่าผลประโยชน์ตอบแทนโดยเปรียบเทียบระหว่างส่วนแบ่ง 10% ของรายได้ต่อเดือน และค่าตอบแทนขั้นต่ำที่แน่นอน โดยให้เอกชนเสนอเข้ามาในขั้นตอนการคัดเลือก เมื่อเปรียบเทียบแล้วเอกชนจะต้องจ่ายในรายการที่มีมูลค่าสูงกว่า

โดยประมาณการรายได้โครงการ เอกชนจะมีรายได้ตลอดอายุโครงการ 20 ปี ประมาณ 42,205.17 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ อยู่ที่ 34,161.76 ล้านบาท ประกอบด้วย (1) ค่าลงทุนสิ่งปลูกสร้าง อุปกรณ์ และระบบ จำนวน 1,120 ล้านบาท (2) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบำรุงรักษา จำนวน 33,041.76 ล้านบาท (เอกชนเป็นผู้รับผิดชอบจัดหาเงินทุนทั้งหมด)

ทั้งนี้ จากผลการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางการเงิน (อัตราคิดลด 3%) ผลตอบแทนการลงทุน มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value : NPV) 1,465.30 ล้านบาท อัตราผลตอบแทนทางการเงิน (Financial Internal Rate of Return : FIRR) 22.54% ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) 4 ปี 11 เดือน อัตราส่วนผลประโยชน์ตอบแทนต่อเงินลงทุน (Benefit/Cost Ratio (B/C Ratio) 2.15 เท่า

ส่วนผลตอบแทนการลงทุนของ AOT มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ของค่าผลประโยชน์ตอบแทนทั้งหมดที่จะได้รับ จำนวน 4,919.72 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ ครม.มีมติเห็นชอบให้มีผู้ประกอบการรายที่ 3 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการคัดเลือกเอกชนโดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2571 ดังนั้น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะมีผู้ประกอบการ 3 ราย รวมปริมาณสินค้าที่รองรับได้รวม 2.28 ล้านตัน/ปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...