“Vertical Thinking” เมื่อพื้นที่แนวนอนมีจำกัด ก็ต้องคิดแนวตั้งให้เหนือชั้นมากกว่าที่เคย
แม้โลกจะดูใหญ่โต แต่ในความจริง พื้นที่ของเรากำลังถูกจำกัดลงทุกวัน ทั้งจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น เมืองที่ขยายตัว และภัยธรรมชาติอย่างระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศ เมือง ชุมชน หรือบ้านพัก ต่างต้องเผชิญโจทย์เดียวกัน คือ “พื้นที่ไม่พอ” ถึงเวลาแล้วที่มนุษย์จะต้อง “คิดใหม่ ใช้พื้นที่เดิม” ให้คุ้มค่ายิ่งขึ้น
หนึ่งในแนวคิดที่ตอบโจทย์นี้คือ “Vertical Thinking” หรือ “การคิดแบบแนวตั้ง” ที่ไม่ได้แปลความหมายถึงการสร้างสิ่งสูงขึ้น แต่หมายถึงการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน มีตรรกะ และใช้มิติของ ‘ความสูง’ เพื่อจัดการปัญหาที่ ‘แนวราบ’ ไม่อาจรองรับได้อีกต่อไป
ถ้าปัญหาอยู่ที่แนวราบ ก็ต้องเอาแนวตั้งเข้าสู้
‘Vertical Thinking’ เป็นกระบวนการคิดที่เน้นการแก้ปัญหาอย่างเป็นลำดับขั้น เป็นเหตุเป็นผล และมองลึกลงไปถึงรากของปัญหา แนวคิดนี้ถูกนำไปใช้หลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นในวงการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ กฎหมาย นโยบาย รวมไปถึงการออกแบบ เพราะในโลกที่พื้นที่แนวราบเริ่มไม่พอ การเปลี่ยนมาใช้ “มิติของความสูง” ก็เป็นทางออกหนึ่งที่น่าสนใจตั้งแต่แวดวงสถาปัตยกรรม การจัดสรรพื้นที่ ไปจนถึงการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยในแนวดิ่ง ฟาร์มแนวตั้ง ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบให้ประหยัดพื้นที่ในชีวิตประจำวัน เพราะเมื่อพื้นที่แนวราบเริ่มเต็ม แต่พื้นที่ “เหนือหัว” ยังว่าง การคิดให้สูงขึ้น จึงอาจเป็นคำตอบที่ยั่งยืนกว่า
จริง ๆ แล้ว คนเราอยู่กับสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นแนวตั้งกันเป็นปกติ โดยในชีวิตประจำวัน เราใช้ประโยชน์จากพื้นที่แนวตั้งอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว ลิฟต์ บันได บันไดเลื่อน หรือแม้แต้อาคารสูง ก็ล้วนนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า ‘Vertical Circulation’ ในสถาปัตยกรรมหรือการก่อสร้างอยู่แล้ว เพียงแค่การใช้ ‘แนวตั้ง’ ที่เราคุ้นเคยมานานนั้น อาจยังจำกัดอยู่แค่ “การเชื่อมต่อระหว่างชั้น”
คำถามคือ—ถ้าไม่ใช่ลิฟต์หรือบันได แล้วเราจะต่อยอด “ความสูง” ไปในทิศทางไหนได้อีก?
(pikisuperstar / Freepik)
เมื่อของใช้ธรรมดา… ต้องคิดใหม่เพราะพื้นที่ไม่พอ
ของใช้ที่เราคุ้นเคยอย่าง ‘ชั้นวางของ’ หรือ ตู้หนังสือ’ คือหนึ่งในเฟอร์นิเจอร์ถูกพัฒนาด้วยวิธีคิดแบบแนวตั้งมาโดยตลอด เริ่มมาจากห้องเอกสาร ชั้นวางหนังสือในห้องสมุดของราชวงศ์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ที่พัฒนาจากหีบเก็บเอกสาร ต่อยอดมาเป็นชั้นที่กว้างขึ้น ใหญ่ขึ้น โดยที่ในแต่ละยุคสมัยก็มีชั้นวางที่ถูกออกแบบแตกต่างกันไป แต่ยังไงแล้ว นานไปก็ยังเก็บไม่พอ จนกระทั่งถูกพัฒนาเป็นชั้นวางแบบเรียงขึ้นไปบนผนังเพื่อประหยัดพื้นที่!
ตั้งแต่ชั้นวางหนังสือในห้องสมุดของราชวงศ์ มาจนถึง “606 Universal Shelving System” ในปี 1960 ที่ออกแบบให้ติดผนังได้โดยไม่กินพื้นที่พื้น ไปจนถึงชั้นวางของจาก IKEA ที่เปิดตัวในปี 1979 ซึ่งใช้ความสูงของผนังตั้งแต่พื้นจรดเพดานอย่างคุ้มค่า ทั้งหมดนี้คือการต่อยอดจากพื้นที่ราบไปสู่พื้นที่แนวดิ่ง ก่อนจะกลายเป็นต้นแบบให้กับโกดังสินค้าหลายแห่งในปัจจุบัน
(Freepik)
ของชิ้นต่อมาก็คือ ‘เตียงสองชั้น’ นวัตกรรมเรียบง่ายที่แก้ปัญหาคนแน่นห้องได้จริง โดยเฉพาะในวันที่คนแน่นแต่ห้องแคบ เตียงสองชั้นจึงกลายเป็นคำตอบที่ยืนหนึ่งแบบไม่ต้องคิดมาก ถึงแม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าเตียงซ้อนชั้นถือกำเนิดขึ้นเมื่อใด แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มันถูกนำมาใช้จริงในค่ายทหารและเรือนจำ เพื่อรองรับคนจำนวนมากในพื้นที่จำกัด และหลังสงคราม แนวคิดนี้ก็แพร่กระจายสู่ครัวเรือน โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีความหนาแน่นสูง และต่อยอดมาเป็นเตียงเด็ก เตียงในโรงแรม หรือแม้แต่เตียงดีไซน์ใหม่ที่เปลี่ยนฟังก์ชันของชั้นล่างให้เป็นโต๊ะทำงานขนาดย่อมทั้งหมดก็เป็นผลจากการใช้ความคิดแบบแนวตั้งที่เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ธรรมดาให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ได้อย่างชาญฉลาด
จากสวนลอยฟ้าแห่งบาบิลอน… สู่ต้นแบบฟาร์มแนวตั้งยุคใหม่
มีใครเคยได้ยินชื่อ ‘สวนลอยฟ้าแห่งบาบิลอน’ (Hanging Gardens of Babylon) ไหม สถานที่แห่งการทำฟาร์มแนวตั้งแห่งแรกของโลกที่เป็นที่รู้จัก สร้างขึ้นในรัชสมัยของกษัตริย์ Nebuchadnezzar ที่ 2 ระหว่าง 605-562 ปีก่อนคริสตกาล โดยเป็นสถาปัตยกรรมสูงหลายชั้นที่มีการปลูกพืชพรรณอยู่ในทุกชั้น เดิมทีสวนนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นของขวัญให้กับราชินีและเป็นการแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของเมือง แต่ข้อดีของการเฉลิมฉลองนี้คือการถือกำเนิดความก้าวหน้าทางวิศวกรรมที่เรียกว่า Chain Pump เป็นการดึงน้ำจากแม่น้ำขึ้นไปเก็บที่แหล่งน้ำชั้นบนสุดของอาคาร และใช้วิธีการกระจายน้ำลงมาให้พืชพรรณในแต่ละชั้น สวนลอยฟ้าเลยเป็นต้นกำเนิดและตัวจุดประกายไอเดียในการทำสวนและฟาร์มแนวตั้งมาจนตอนนี้
หากสวนลอยฟ้าแห่งบาบิลอนเป็นตำนานในประวัติศาสตร์ ‘L’Oasis d’Aboukir’ ในปารีสก็คือบทพิสูจน์ร่วมสมัยว่าวิธีคิดแบบแนวตั้งยังใช้ได้จริง สวนแนวตั้งแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตอลังการเท่าบาบิลอน แต่กลับสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากในชีวิตเมือง โดย Patrick Blanc นักพฤกษศาสตร์ผู้หลงใหลธรรมชาติ ได้เปลี่ยนกำแพงริมถนนสูง 5 ชั้นกลางกรุงปารีส ให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดย่อมด้วยต้นไม้กว่า 7,600 ต้น สวนบนกำแพงนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความร่มรื่นให้เมือง แต่ยังทำหน้าที่เป็นฉนวนกันร้อน–กันหนาว ลดมลภาวะ และเติมอากาศบริสุทธิ์ให้ชาวเมืองในทุกลมหายใจ นอกจากนี้ Patrick ยังขยายแนวคิดไปยังเมืองใหญ่อื่น ๆ เช่น ลอนดอน รวมถึงการออกแบบ “บ้านที่มีผนังต้นไม้” จากภายใน เพื่อยืนยันว่าพื้นที่สีเขียวไม่จำเป็นต้องอยู่บนดินเสมอไป
ฟาร์มแนวตั้ง… เมื่ออาหารโลกงอกขึ้นสู่ฟ้า
การปลูกต้นไม้บนกำแพงหรือสวนดอกไม้ในแนวตั้งอาจทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้น แต่ในโลกที่มีประชากรกว่า 8 พันล้านคน “ความน่าอยู่” อาจไม่พอ เพราะ “ต้องอยู่ให้รอด” ด้วย
ที่สหรัฐอเมริกา บริษัทนวัตกรรมการเกษตรอย่าง AeroFarms เริ่มพัฒนาฟาร์มแนวตั้งมาตั้งแต่ปี 2004 เพื่อตอบโจทย์พื้นที่เพาะปลูกที่ลดลงและความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้น พวกเขาคิดค้นระบบปลูกพืชเฉพาะทางของตนเองที่ไม่ใช้ดิน ไม่ใช้สารเคมี และใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกในทุ่งถึง 90%
ขณะเดียวกัน Plenty อีกหนึ่งบริษัทฟาร์มแนวตั้งชื่อดัง ก็พลิกโฉมวงการด้วยการใช้เทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์ในการจัดการฟาร์ม ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพผลผลิตได้แม่นยำ ปลูกได้ทั้งผักใบเขียวและผลไม้อย่างสตรอเบอร์รี่ ด้วยน้ำและพื้นที่ที่น้อยกว่าเดิมหลายเท่า โดยแค่พื้นที่ขนาดตึกเดียว แต่ผลิตผลที่ได้กลับสูงถึง 4.5 ล้านปอนด์ต่อปี นี่คือพลังของ Vertical Farming ที่ไม่ได้แค่ช่วยโลก แต่เลี้ยงโลกทั้งใบไว้ด้วย
ของวางได้เยอะ ผักปลูกได้มาก แล้ว “คน” จะอยู่กันอย่างไร
ในโลกที่พื้นที่แนวราบกำลังลดลงทุกที “ที่อยู่อาศัย” กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นอย่างฮ่องกง หนึ่งในเมืองที่ค่าที่ดินแพงและแออัดที่สุดในโลก การออกแบบชีวิตแนวตั้งจึงกลายเป็นคำตอบ ทั้งการสร้างคอนโดสูง 30–60 ชั้นให้เป็นมาตรฐาน หรือการออกแบบห้องขนาด 24–28 ตร.ม. ให้ใช้งานได้ทุกตารางนิ้ว เช่น เตียงที่ยกขึ้นเพดาน ชั้นเก็บของแนบผนัง แนวคิดแบบนี้เองที่รายการ Never Too Small นำเสนอผ่านอพาร์ตเมนต์ในเมืองใหญ่อย่างน่าทึ่ง
แต่ถ้าฮ่องกงคือการใช้ Vertical Thinking แบบมินิมอล ‘The Line’ ของซาอุดีอาระเบียคือเวอร์ชัน ‘ไปสุด’
โครงการสร้างเมืองแนวตั้งล้ำอนาคตที่ออกแบบให้เหมือน “กำแพงยักษ์” ยาว 170 กิโลเมตร สูง 500 เมตร และกว้างเพียง 200 เมตร เท่านั้น แต่สามารถรองรับผู้คนได้ถึง 9 ล้านคน ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ให้ลองจินตนาการว่ามีตึกสูง 140 ชั้นพาดยาวจากกรุงเทพฯ ไปถึงเพชรบุรี พร้อมระบบสาธารณูปโภคครบครัน และใช้พื้นที่บนผืนดินน้อยกว่าที่จอดรถห้างใหญ่บางแห่ง
นี่คือมิติใหม่ของการอยู่ร่วมกันในแนวดิ่ง ที่อาจไม่ใช่แค่คำตอบของเมืองหนึ่ง… แต่อาจเป็นโมเดลสำหรับโลกทั้งใบ
(https://www.neom.com/en-us/regions/theline)
ที่มา : บทความ “Circulation- Horizontal and Vertical: A Comprehensive Exploration in Architecture, Interior Design, and Urban Planning” จาก re-thinkingthefutre.com
บทความ “Before BILLY: A Brief History of the Bookcase” โดย Shannon Mattern
บทความ “When Were Bunk Beds Invented? A Brief History” โดย Shane Cousins
บทความ “The Full History of Vertical Farming: Who Invented It?” โดย Mateusz Piechowiak
บทความ “The Oasis of Aboukir green wall by Patrick Blanc” โดย Kate Andrews
บทความ “London's largest living wall will "combat flooding"” โดย Kate Andrews
บทความ “Casa CorMAnca by Paul Cremoux Studio” โดย Amy Frearson
ข้อมูลโครงการ "The Line" จาก neom.com
เว็บไซต์ "plenty.ag"
เว็บไซต์ "aerofarms.com"
รายงาน "Height and construction costs of residential buildings in Hong Kong and Shanghai" โดย INTERNATIONAL CONFERENCE ON MULTI-NATIONAL CONSTRUCTION PROJECTS