โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สคทช. เดินหน้า One Map แก้ปัญหาที่ดินลำน้ำน่าน ยกระดับบริหารจัดการที่ดินทั้งระบบ

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เปิดเผยว่า สคทช.เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศอย่างเป็นเอกภาพ ภายใต้บทบาทการเป็นกลไกกลางด้านนโยบายและการบูรณาการการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาแนวเขตที่ดินของรัฐที่ทับซ้อนและยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ดินให้เกิดผลสัมฤทธิ์เชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

อีกทั้งสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสร้างตนเองในท้องที่อำเภอท่าปลา และอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ดร.ชญานันท์ กล่าวอีกว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และเป็นธรรม โดยใช้การปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 (One Map) เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความชัดเจนของแนวเขตที่ดิน ลดความซ้ำซ้อนของภารกิจภาครัฐ และคุ้มครองสิทธิในที่ดินของประชาชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ และมีแนวเขตบางส่วนทับซ้อนกับเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และเขตกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่งผลให้ที่ผ่านมาไม่สามารถจัดตั้งนิคมสร้างตนเองให้แล้วเสร็จได้อย่างสมบูรณ์

ต่อมา สคทช. ได้ดำเนินการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map) ในพื้นที่ดังกล่าว และคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 เห็นชอบแนวทางการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐ พร้อมมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ดำเนินการแก้ไขแผนที่แนบท้ายกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการปรับปรุงแผนที่ดังกล่าว

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังมีมติเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ให้ยกเว้นการดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของแนวเขตการปกครองและการรับรองความถูกต้องจากกรมการปกครอง เฉพาะกรณีการดำเนินการตามแนวทาง One Map เพื่อเป็นการลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับสาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว เป็นการยกเลิกแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสร้างตนเองในท้องที่อำเภอท่าปลา และอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ พ.ศ. 2528 และกำหนดให้ใช้แผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่แทน โดยครอบคลุมเนื้อที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านประมาณ 184,826 ไร่ (จากเดิมประมาณ 160,540 ไร่) เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐตามมติคณะรัฐมนตรี อันจะทำให้แนวเขตที่ดินของรัฐในบริเวณดังกล่าวมีความชัดเจน ไม่ทับซ้อน และมีหน่วยงานรับผิดชอบอย่างเป็นระบบ

การปรับปรุงแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาครั้งนี้ จะส่งผลให้การบริหารจัดการที่ดินในพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ราษฎรสามารถได้รับการจัดสรรที่ดินตามพื้นที่ที่ได้มีการเพิกถอนตามกฎกระทรวงเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติป่าลำน้ำน่านฝั่งขวา และสามารถดำเนินการจัดตั้งนิคมสร้างตนเองได้โดยไม่กระทบต่อสิทธิในที่ดินของประชาชน โดยผู้ที่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) จากนิคมสร้างตนเอง และผู้ที่ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้บริเวณพื้นที่ติดต่อกับร่างพระราชกฤษฎีกา ดังกล่าวฯ ยังคงได้รับสิทธิตามเดิม

ผู้อำนวยการ สคทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาแล้วเห็นชอบหรือไม่ขัดข้องในหลักการของร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นว่า การเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีภายหลังการมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 สามารถดำเนินการได้โดยสอดคล้องกับมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ยืนยันว่าร่างพระราชกฤษฎีกานี้มิได้เป็นการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ และไม่ก่อให้เกิดภาระผูกพันด้านบุคลากร งบประมาณ หรือสิ่งสาธารณูปโภค จึงไม่ขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าว

การขับเคลื่อนภารกิจในครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทของ สคทช. ในการเป็นศูนย์กลางเชิงนโยบายด้านที่ดินของประเทศ ที่สามารถบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนให้เกิดเอกภาพ เสริมสร้างความมั่นคงด้านที่ดิน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรที่ดิน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งเป็นต้นแบบการขยายผลการบริหารจัดการที่ดินเชิงพื้นที่ในระดับงหวัดและระดับประเทศต่อไปในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...