ชีวิตคนในป่าถูกกฎหมาย "ขับไล่" Last Karen (Life) ร้องขอ หลบหนี
พุทธศักราช 2500 ที่จังหวัดเชียงใหม่ …ชายชาวกะเหรี่ยง ปกาเกอะญอคนหนึ่ง ตั้งความหวังว่า ชีวิตความเป็นอยู่ในผืนป่าของครอบครัวเขาน่าจะมีความมั่นคงมากขึ้น จะไม่ต้องคอยกังวลกับการถูกขับไล่อีกต่อไป ถ้าได้รับเอกสารแสดงการครอบครองที่ดินทำกินอย่างถูกต้องจากทางราชการ
"สค.1" หรือ แบบการแจ้งครอบครองที่ดิน คือ เอกสารที่ชายชาวปกาเกอะญอต้องการ เพื่อยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ครอบครัวและชุมชนชาวกะเหรี่ยงของพวกเขาอาศัยอยู่และทำกินในบริเวณนี้มานานแล้ว เพราะถ้าได้เอกสาร สค.1 ก็จะได้รับรองจากหน่วยงานรัฐว่า อยู่มาก่อนปี พ.ศ.2497 เป็นอย่างน้อย
แต่การขอให้เจ้าหน้าที่ที่ดินมารังวัดเพื่อออก สค.1 มันมีราคาที่ต้องจ่าย
"ในช่วงปี พ.ศ. 2500 ชาวบ้านที่ต้องการให้เจ้าหน้าที่มาวัดที่ดินเพื่อออกเอกสารสิทธิจะต้องจ่ายเงินค่าดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ด้วย … ปู่ของผมในเวลานั้น ก็ไปขอให้เจ้าหน้าที่มารังวัดที่ดินในแปลงไร่หมุนเวียนของเรา และถูกเรียกเก็บค่ารังวัดเป็นเงิน 7 บาท … แต่ทั้งเนื้อทั้งตัวของปู่ผม มีเงินอยู่แค่ 2 บาท"
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อราว 68 ปีก่อนเรื่องนี้ ถูกระบุว่า เกิดขึ้นในป่าที่เป็นรอยต่อระหว่าง อ.แม่วาง กับ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ในปัจจุบัน โดย “พฤ โอโดเชา” นักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนชาวปกาเกอะญอ เล่าเรื่องที่เขาได้รับฟังมาจาก "จอนิ โอโดเชา" ผู้เป็นพ่อของเขา ซึ่งในเวลานั้นมีอายุ 22 ปี มาอีกทอด
เรื่องเล่าของ พฤ มีเป้าหมายเพื่อที่จะบอกว่า จริง ๆ แล้ว คนกะเหรี่ยงในอดีตก็มีความพยายามที่จะทำให้ที่ทำกินของพวกเขาได้รับการรับรองจากทางราชการมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายแล้ว แต่กลับมีน้อยคนมากที่ทำได้สำเร็จ
เจ้าหน้าที่จะรังวัดที่ดินให้ ปู่ของผมจะต้องจ่ายเงิน 7 บาท แต่ทั้งตัวมีเงินอยู่แค่ 2 บาท ปู่ของผมก็พยายามไปหาหยิบยืมเงินมาเพิ่มจากคนทั้งหมู่บ้าน แต่ก็ไม่ได้
"พ่อเล่าให้ฟังต่อว่า ถึงจะมีเงินไม่พอ แต่ปู่ก็ยังไม่ละความพยายาม ท่านติดตามเจ้าหน้าที่ไปช่วยยกของระหว่างที่ออกไปรังวัดในหมู่บ้านอื่นๆด้วย เพื่อหวังว่าเจ้าหน้าที่จะให้ค่าแรงเป็นการลดหย่อนค่ารังวัดที่ดินให้ แต่จนท้ายที่สุดแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ไม่ลดราคาให้ บ้านเราก็เลยไม่มี สค.1 มาจนถึงปัจจุบัน เพราะปู่ของผมหาเงินเพิ่มอีก 5 บาทไม่ได้ในวันนั้น"
แน่นอนว่า เรื่องเล่าที่เกิดขึ้นกับปู่ของ พฤ โอโดเชา อาจเป็นเรื่องเดียวกันที่เกิดขึ้นกับชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์อีกเป็นจำนวนมากที่มีถิ่นอาศัยดั้งเดิมอยู่ในพื้นที่ป่า และในปัจจุบันพวกเขาก็ถูกเปลี่ยนสถานะไปแล้ว จากชุมชนที่อยู่อาศัยในป่าและมีสิทธิยื่นขอรังวัดออกเอกสารสิทธิ์ กลายมาเป็น "ผู้บุกรุก" และหากต้องการจะอยู่ต่อไป ก็ต้องขอ "ความอนุเคราะห์" จากหน่วยงานรัฐ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ตามกฎหมายซึ่งประกาศใช้ตามมาในภายหลัง
อยู่ได้ตาม "เงื่อนไข" ที่หน่วยงานรัฐ "อนุญาต"
"อนุญาต" ให้ประชาชนทำกินได้ ครอบครัวละไม่เกิน 20 ไร่ โดยมิได้มีสิทธิในที่ดินนั้น
"อนุญาต" ให้ทำกินได้ คราวละไม่เกิน 20 ปี
"อนุญาต" แต่จะต้องไม่ละทิ้งการทำประโยชน์หรือไม่อยู่อาศัยติดต่อกันเกิน 1 ปี โดยไม่มีเหตุอันควร
การอาศัยทำกินของคนไทยที่มีสถานะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในพื้นที่ป่ามาช้านานทั่วประเทศ ต้องกลายมาเป็น "การขออนุญาต" ไปที่หน่วยงานของรัฐ
สำหรับคนทั่วไป จึงอาจดูเหมือนว่า "หน่วยงานรัฐ" เป็นเจ้าของบ้านที่แสนใจดี ยินยอมผ่อนผันให้สิทธิกลุ่มชาติพันธุ์เข้าไปทำกินในพื้นที่ป่าที่พวกเขานิยามว่า "ป่าอนุรักษ์" ได้ชั่วคราว 20 ปี
"มาเป็นระลอก รัฐทำเหมือนจะมาให้สิทธิอยู่ในป่า แต่จริงๆ แล้ว น่าจะเป็นวิธีการเอาพวกเรากลุ่มชาติพันธุ์ออกจากป่าอย่างถาวรไปเลยมากกว่า" ปราชญ์ชาวกะเหรี่ยง สนทนาต่อโดยวกกลับมาคุยถึงสถานการณ์ในช่วง 5-6 ปี ที่ผ่านมา
"อย่างบ้านผมที่สะเมิง มีความตึงเครียดจาก 2 ทางเลย ทางหนึ่งเขากำลังจะผลักดันประกาศให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ส่วนอีกทางหนึ่งคือพื้นที่เราเดิมก็อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ก็ถูกกดดันจากนโยบายที่ดินที่เรียกว่า คทช. (โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล) ซึ่งก็มีเงื่อนไขต่างๆ เกือบจะเหมือน กับชุมชนที่อยู่ในเขตอุทยานเลยครับ คือ ให้สิทธิการทำกินชั่วคราวไม่เกิน 20 ปี ครอบครัวละไม่เกิน 20 ไร่ และต้องทำต่อเนื่องในแปลงเดิมทุกปี … คือ ไม่สามารถทำไร่หมุนเวียนได้"
โครงการ คทช.ที่ พฤ อ้างถึง เป็นโครงการที่ดูเหมือนจะช่วยให้ชาวบ้านที่ยากไร้ ที่อาศัยอยู่ในที่ดินของรัฐมีที่ดินทำกิน โดยการอนุญาตจากรัฐ เช่น ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชายเลน ที่สาธารณะประโยชน์ ที่ราชพัสดุ ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือที่ป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้
แต่สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในป่ามานับร้อยปี การที่จะต้องมาลงชื่อยอมเข้ารับสิทธิในลักษณะนี้ มีค่าเท่ากับ การยอมเสียสิทธิดั้งเดิมในฐานะผู้ที่อยู่มาก่อนจะมีกฎหมายด้วยซ้ำ
นอกจาก คทช.แล้ว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังมีความพยายามจากหน่วยงานรัฐในการประกาศใช้กฎหมายเพิ่มเติมอีก 2 ฉบับ ที่เรียกกันสั้นๆรวมๆกันว่า "พระราชกฤษฎีกาป่าอนุรักษ์ฯ" เพื่อใช้วิธีการเดียวกันนี้ดำเนินการกับกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ และคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า คือ
- พระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์การอยู่อาศัยหรือทำกินในโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ
- พระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
ทั้งหมดนี้ มีสาระสำคัญคล้ายกันคือ ให้ชาวบ้านได้สิทธิทำกินชั่วคราวโดยมิได้มีสิทธิในที่ดินนั้น
หมายความว่า ทันทีที่ลงชื่อเข้าร่วมโครงการเหล่านี้ … ชาวบ้านซึ่งเคยต่อสู้มาตลอดว่า อยู่อาศัยทำกินในป่ามาก่อนจะมีประกาศว่าเป็นที่ดินของรัฐ … ก็จะต้องรับสภาพว่าเป็นผู้บุกรุกที่รัฐอนุญาตให้เข้ามาอยู่ชั่วคราวได้ไปในทันที
รายงานโดย : สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา สื่อมวลชนอิสระ
อ่านข่าว : วันแห่งทางสายกลาง อาสาฬหบูชา 2568 ชวนฟังธรรม-ถือศีล
สภาพัฒน์รอถกกำแพงภาษี 36% เชื่อไทยยังมีสินค้าแข่งขันได้
หมายจับ "ก๊กอาน" คนสนิท "ฮุนเซน" โยงแก๊งคอลเซนเตอร์-ตร.บุกค้น 19 จุด