เปิดข้อกฎหมาย "ยุติการตั้งครรภ์" เข้าถึงบริการแพทย์อย่างปลอดภัย
ย้อนไปเมื่อปี 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และ 305 โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติฯ เมื่อวันที่ 17 พ.ค. และส่งต่อให้รัฐสภาพิจารณา
ต่อมาได้ประกาศใช้ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564 (ราชกิจจานุเบกษา, 2564) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 301 และมาตรา 305 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ก.พ.2564 มีสาระสำคัญดังนี้
มาตรา 301 หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกขณะมีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 305 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 301 หรือมาตรา 302 เป็นการกระทำของผู้ประกอบ
วิชาชีพเวชกรรมและตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภาในกรณีดังต่อไปนี้ ผู้กระทำไม่มีความผิด
1. จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากหากหญิงตั้งครรภ์ต่อไปจะเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายต่อสุขภาพทางกายหรือจิตใจของหญิงนั้น
2. จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากมีความเสี่ยงอย่างมาก หรือมีเหตุผลทางการแพทย์อันควรเชื่อได้ว่าหากทารกคลอดออกมาจะมีความผิดปกติถึงขนาดมทุพพลภาพอย่างร้ายแรง
3. หญิงยืนยันต่อผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมว่าตนมีครรภ์เนื่องจากการกระทำผิดเกี่ยวกับเพศ
4. หญิงซึ่งมีครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ ยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์
5. หญิงซึ่งมีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ ยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์ภายหลังการตรวจและรับคำปรึกษาทางเลือกจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และผู้ประกอบวิชาชีพอื่นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของแพทยสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564 ฉบับนี้ ถือเป็นการประกาศรับรองสิทธิของผู้หญิงในการจัดการกับเนื้อตัวร่างกายของตนเอง โดยให้มีมาตรการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่กระทบต่อการใช้สิทธิของหญิง และคุ้มครองชีวิตของทารกในครรภ์
กฎเกณฑ์ของแพทยสภา เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์
ภายหลังจากการที่ได้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564 ตั้งแต่ 7 ก.พ.2564 ถือเป็นการรับรองอย่างเป็นทางการถึงสิทธิของผู้หญิงในการจัดการกับร่างกาย แต่ยังมีประเด็นที่ต้องลงรายละเอียดในกฎเกณฑ์ของแพทยสภา โดยข้อบังคับนี้เรียกว่า "ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ ทางการแพทย์ของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามมาตรา 305 แห่งประมวญกฎหมายอาญา พ.ศ.2564" มีบังคับตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.2564 เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติสำหรับแพทย์ในการยุติการตั้งครรภ์อย่างถูกกฎหมายและปลอดภัย มีสาระสำคัญโดยสรุปดังนี้
1. มาตรา 305 ของประมวลกฎหมายอาญา การยุติการตั้งครรภ์ของหญิงที่ประสงค์จะยุติการตั้งครรภ์ จำต้องกระทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมอันอยู่ภายใต้มาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งคำนึงถึงความปลอดภัยของหญิงนั้นเป็นสำคัญ
2. การยุติการตั้งครรภ์จำต้องกระทำภายใต้ความรู้ความเข้าใจของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้นั้นเป็นสำคัญด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่หญิงนั้น
3. ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 305 หรือข้อบังคับของแพทยสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์การยุติการตั้งครรภ์ฯ มิได้มีการบังคับให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจำต้องมีหน้าที่จะต้องยุติการตั้งครรภ์ แต่ในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์อาจถึงแก่ชีวิตเพราะการตั้งครรภ์ต่อ และมีข้อบ่งชี้ว่าการยุติการตั้งครรภ์นั้นอาจทำให้หญิงพ้นจากอันตรายนั้นได้ ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจำต้องดำเนินการรักษาหญิงนั้น หากเกินความสามารถของตนก็ควรส่งต่อตามระบบเพื่อขจัดอันตรายให้หญิงนั้น
4. การยุติการตั้งครรภ์ทั้งสองกรณีตามมาตรา 305 (1) ในส่วนปัญหาสุขภาพทางจิตใจของหญิงนั้น และ (2) ทารกที่เสี่ยงจะพิการหรือทุพพลภาพเมื่อคลอดออกมานั้น ต้องมีผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมอีกคน มารับรองผลการวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวซึ่งมีความซับซ้อนเป็นพิเศษ
5. การยุติการตั้งครรภ์ในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ หญิงนั้นจะต้อง ยืนยันข้อเท็จจริงเป็นหนังสือเพื่อเป็นหลักฐานไว้กับผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมว่าเป็นการตั้งครรภ์ เนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ ซึ่งข้อเท็จจริงที่เป็นหนังสือนั้นกฎหมายไม่ได้เรียกร้องถึงขนาดว่าหญิงนั้นจำต้องดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมให้เสร็จสิ้นก่อนแต่อย่างใด
6. กฎหมายอาญามาตรา 305 ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าการจะแสดงความยินยอมของหญิงนั้นจะต้องขออนุญาตจากผู้ใดก่อน ถึงจะถือว่าหญิงได้ให้ความยินยอมแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
7. การยุติการตั้งครรภ์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจะต้องกระทำในสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน ซึ่งรวมถึงคลินิกเวชกรรม ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของหญิง
สำหรับข้อบังคับนี้มีเป้าหมายเพื่อให้การยุติการตั้งครรภ์เป็นไปอย่างปลอดภัย ถูกกฎหมาย และเคารพสิทธิของผู้หญิง โดยเฉพาะในกรณีที่การตั้งครรภ์ไม่พร้อมหรือมีเหตุผลทางการแพทย์ รวมถึงสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นตาม พระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2560
ประกันสังคม ให้สิทธิ "ยุติการตั้งครรภ์"
เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2568 ที่ผ่านมา สำนักงานประกันสังคม ให้สิทธิผู้ประกันตนหญิงที่ท้องไม่พร้อม สามารถเข้ารับบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยในสถานพยาบาลตามสิทธิได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับบริการยุติการตั้งครรภ์ได้ ตามหลักเกณฑ์ข้อบังคับของแพทยสภา ว่าด้วยหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2564
นางมารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมได้จัดให้มีสถานพยาบาลทั้งในรูปแบบสถานพยาบาลหลักคู่สัญญา และสถานพยาบาลอื่นที่เป็นการรักษาเฉพาะทาง ผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลตามสิทธิได้ หากสถานพยาบาลตามสิทธิจำเป็นต้องส่งต่อไปยังสถานพยาบาลอื่น ทั้งที่เป็นสถานพยาบาลศักยภาพสูง หรือสถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนกับกรมอนามัย ให้ค่าใช้จ่ายอยู่ในความรับผิดชอบของสถานพยาบาลตามสิทธิ
ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมได้รับทราบข้อมูลว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับการดูแลการให้บริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยในส่วนของงบประมาณส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคและงบประมาณบริการผู้ป่วยใน ซึ่งเป็นการจ่ายให้คนไทยทุกสิทธิการรักษา ดังนั้น ผู้ประกันตนที่มีสัญชาติไทยสามารถใช้สิทธิบริการยุติการตั้งครรภ์ได้ทั้ง 2 ลักษณะ ได้แก่
เข้ารับบริการที่สถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนกับกรมอนามัยสามารถใช้สิทธิได้ เช่นเดียวกับผู้ที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
เข้ารับบริการที่สถานพยาบาลตามสิทธิ กรณีสถานพยาบาลตามสิทธิไม่สามารถให้การรักษาได้ ให้ส่งต่อไปยังสถานพยาบาลตามที่กรมอนามัยกำหนด หรือหากส่งต่อไปยังสถานพยาบาลศักยภาพสูงหรือสถานพยาบาลอื่น ให้สถานพยาบาลตามสิทธิรับผิดชอบค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่ผู้ประกันตน
ส่วนผู้ประกันตนที่ไม่ใช่สัญชาติไทย ให้เข้ารับบริการที่สถานพยาบาลตามสิทธิ กรณีสถานพยาบาลตามสิทธิไม่สามารถให้การรักษาได้ ให้ส่งต่อไปยังสถานพยาบาลตามที่กรมอนามัยกำหนด หรือหากส่งต่อไปยังสถานพยาบาลศักยภาพสูงหรือสถานพยาบาลอื่น โดยให้สถานพยาบาลตามสิทธิรับผิดชอบค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่ผู้ประกันตน
การยุติการตั้งครรภ์ ไม่ใช่แค่ทางเลือกหนึ่งทางการแพทย์ แต่เป็นกระจกสะท้อนถึงการเข้าถึงความรู้ สุขภาพ และสิทธิของผู้หญิง หลายครั้งการตัดสินใจนี้เกิดขึ้นเพราะไม่มีทางเลือกอื่น ดังนั้นการเปิดพื้นที่พูดคุยอย่างเข้าใจ และการจัดระบบสนับสนุนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม คือสิ่งที่จำเป็น
ยุติการตั้งครรภ์ที่ไหนได้บ้าง
1. โรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม
2. โรงพยาบาลในเครือข่าย RSA
- ให้บริการตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข
- มีทีมแพทย์ให้คำปรึกษาและดูแลอย่างใกล้ชิด
3. คลินิกหรือหน่วยบริการที่ผ่านการรับรอง เช่น คลินิกเวชกรรมที่เข้าร่วมกับเครือข่าย RSA มีแพทย์ที่ผ่านการอบรมเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย
สถานบริการในเครือข่าย RSA แบ่งเป็นสองกลุ่ม
กลุ่มแรก
- คลินิกเวชกรรม สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (PDA) ติดต่อนัดหมายก่อนเข้ารับบริการทุกครั้ง
PDA ไม่มีการขายยาในเว็บไซต์ - คลินิกสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ (สวท) 9 สาขา ติดต่อนัดหมายก่อนเข้ารับบริการทุกครั้ง
“สวท ไม่มีการขายยาทางเว็บไซต์ อย่าหลงเชื่อเว็บไซต์ที่แอบอ้าง” - คลินิกวางแผนครอบครัว โรงพยาบาลคลองตัน ติดต่อนัดหมายก่อนเข้ารับบริการทุกครั้ง
โรงพยาบาลคลองตันไม่ได้เปิดเว็บไซต์ ไม่มีการติดต่อทางอีเมล และไม่มีการขายยาทางอินเทอร์เน็ต รับอายุครรภ์ถึง 24 สัปดาห์ (หรือ ถึง 26 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์) - หน่วยบริการเพิ่มเติม ( ติดต่อนัดหมายก่อนเข้ารับบริการทุกครั้ง )
เช็กข้อมูลติดต่อสถานบริการในเครือข่าย RSA หรือ ทำนัด ที่นี่
กลุ่มสอง
- ผู้รับบริการ Walk in ไม่ได้ ต้องติดต่อประสานผ่านสายด่วน 1663 หรือหน่วยบริการปรึกษาก่อนเข้ารับบริการ ทั้งหมดเป็นโรงพยาบาลภาครัฐ
ขั้นตอนการเข้าใช้บริการโรงพยาบาลในเครือข่าย RSA
ติดต่อทีมปรึกษา RSA เพื่อดูว่าสถานที่ใดใกล้คุณที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนทันที RSA จะช่วยประสานงาน และให้ข้อมูลเบื้องต้นที่จำเป็น
ต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับสถานที่ยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ติดต่อเราได้ที่นี่ ระบบปรึกษาท้องไม่พร้อม RSA Online : https://abortion.rsathai.org
LINE Official : @rsathai
Inbox Facebook Page : rsathai
บริการให้คำปรึกษาออนไลน์ วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00-19.00 น.
อ้างอิงข้อมูล : แพทยสภา, สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์, คลังสารสนเทศของสถาบันนิติบัญญัติ
อ่านข่าว : สถานทูตไทยในบาห์เรน ออกประกาศ ฉ.8 ระบุเหตุการณ์คลี่คลาย - ย้ำให้เตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน
สพฐ.สั่งสอบข้อเท็จจริงคลิปเด็ก 13 ปี ทำร้ายรุ่นพี่จนสลบ
ผู้ส่งออก ชี้ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ไทยเสี่ยงด้านพลังงาน สินค้าเกษตรต้นทุนพุ่ง