โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

FTA ไทย-EU รอบ 9 คืบหน้า 8 เรื่องจ่อถกเปิดตลาดสินค้า-บริการ รอบ 10 เดือน ก.ย.นี้

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-EU เดินหน้าเข้าใกล้เส้นชัย หลังการเจรจารอบที่ 9 สามารถสรุปผลเพิ่มเติมได้อีก 4 บท ทำให้ภาพรวมการเจรจาคืบหน้าแล้ว 15 จาก 24 บท หรือคิดเป็นกว่า 2 ใน 3 ของข้อตกลง ขณะที่ภาครัฐและภาคเอกชนต่างเร่งผลักดันการเจรจาในประเด็นสำคัญที่เหลือ หวังปิดดีลโดยเร็ว เพื่อเพิ่มโอกาสการค้า การลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดยุโรป

เจรจาคืบหน้า 4 บท

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-EU รอบที่ 9 ระหว่างวันที่ 22-30 มิถุนายน 2569 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม มีความคืบหน้าเป็นอย่างมากในหลายประเด็น โดยสามารถสรุปเพิ่มเติมได้อีก 4 บท ได้แก่

  • การแข่งขันและการอุดหนุน ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันอย่างเท่าเทียมและการกำหนดกฎเกณฑ์การอุดหนุนที่โปร่งใส
  • รัฐวิสาหกิจ เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของความตกลง จะดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์โดยไม่เลือกปฏิบัติ
  • การระงับข้อพิพาท ที่กำหนดกลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐต่อรัฐ หากมีการทำผิดความตกลง FTA
  • บทบัญญัติว่าด้วยการบริหารจัดการความตกลง

นอกจากนี้ ยังสามารถสรุปการเจรจาได้เพิ่มเติมในอีก 4 ประเด็น ประกอบด้วย ภาคผนวก 3 เรื่อง และพิธีสาร 1 เรื่อง ได้แก่

  • ภาคผนวกเรื่องอากรที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้า
  • ภาคผนวกเรื่องการผูกขาดการนำเข้าและส่งออกสินค้า
  • ภาคผนวกยานยนต์ ภายใต้บทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า
  • พิธีสารด้านความช่วยเหลือด้านศุลกากรระหว่างกัน

ทั้งนี้ เมื่อรวมกับประเด็นที่ได้ข้อสรุปในรอบก่อนหน้านี้ ทำให้ปัจจุบันสามารถสรุปผลการเจรจาได้แล้ว 15 บท จาก 24 บท และภาคผนวกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นับว่าบรรลุผลได้แล้วประมาณ 2 ใน 3 ของข้อตกลงทั้งหมด

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายมารอส เซฟโควิช กรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

นางศุภจี เสริมว่า การเจรจาในประเด็นที่เหลือ มีหลายเรื่องที่ใกล้ได้ข้อสรุป เช่น การต่อต้านการฉ้อฉล และบทบัญญัติสุดท้ายของความตกลง ขณะที่การเจรจาด้านการเปิดตลาดทั้ง 3 เรื่อง ทั้งการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ก็มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการหารือข้อเสนอการเปิดตลาดในรายละเอียด ซึ่งนับได้ว่าการเจรจาดำเนินไปถึงช่วงสำคัญที่ใกล้เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเจรจา

ถกรอบ 10 ลุยเจรจา เปิดตลาดสินค้า-จัดซื้อจัดจ้าง

สำหรับการเจรจารอบต่อไป จะมุ่งขับเคลื่อนเจรจาประเด็นที่เหลืออีก 1 ใน 3 ซึ่งมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย อาทิ สินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การจัดการพลังงานและวัตถุดิบ การค้าดิจิทัล บริการและลงทุน ตลอดจนกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา

“ได้รับแจ้งจากหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทยว่าการเจรจารอบนี้มีความคืบหน้ามาก เนื่องมาจากได้รับแรงสนับสนุนทางการเมืองจากการหารือในระดับสูงของทั้งสองฝ่าย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้เข้าหารือกับกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และกับกรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร ซึ่งรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการเร่งผลักดันการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สามารถสรุปผลได้โดยเร็ว และได้มอบนโยบายให้หัวหน้าคณะเจรจาเร่งจัดทำแผนงานร่วมกันและหารือในประเด็นคงค้างอย่างใกล้ชิด” นางศุภจีกล่าว

สำหรับการดำเนินการต่อไป กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จะจัดประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการเจรจา FTA ไทย-EU ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อหารือประเด็นคงค้างสำคัญร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็น

บรรยาการการหารือ FTA ไทย-EU รอบที่ 9

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะจัดให้มีการหารือระหว่างรอบ ทั้งในระดับหัวหน้าคณะเจรจาและในแต่ละกลุ่มเจรจา รวมถึงการหารือในระดับรัฐมนตรี โดยกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าฯ จะเดินทางมาประเทศไทยในช่วงก่อนการเจรจารอบที่ 10 เพื่อติดตามความคืบหน้าและผลักดันให้การเจรจารอบที่ 10 ซึ่งมีกำหนดจัดในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ณ ประเทศไทย

ทั้งนี้หากมีความคืบหน้าสูงสุดและสรุปผลได้โดยเร็ว ตามที่รัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้ตั้งเป้าหมายไว้ และตามยุทธศาสตร์ที่ทั้งไทย และ EU ต้องการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ขยายโอกาสทางการค้า การลงทุนบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน และรักษาความสามารถในการแข่งขัน

อีกทั้งเสริมสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน รองรับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของภูมิเศรษฐ์ศาสตร์โลก

บรรยาการการหารือ FTA ไทย-EU รอบที่ 9

ทั้งนี้ ในปี 2568 EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยการค้าระหว่างกันมีมูลค่ารวม 45,033.47 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2567 ร้อยละ 3.44 โดยไทยส่งออกไป EU มูลค่า 26,449.08 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 9.27 สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น

  • เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
  • อัญมณีและเครื่องประดับ
  • เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ
  • ผลิตภัณฑ์ยาง
  • หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ

ขณะที่ไทยนำเข้าจาก EU มูลค่า 18,584.39 ล้านดอลลาร์ ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 3.86 สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น

  • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ
  • ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม
  • เคมีภัณฑ์
  • เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ
  • เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทั้งนี้ ไทยได้เปรียบดุลการค้า มูลค่า 7,864.69 ล้านดอลลาร์

เอกชนหนุนเร่งปิดดีล FTA ไทย-EU

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้าจากการเจรจารอบล่าสุดถือเป็นพัฒนาการที่ภาคเอกชนไทยให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจาก FTA ไทย-EU ไม่ได้เป็นเพียงข้อตกลงด้านการค้า แต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ทั้งด้านการผลิต การค้า การลงทุน ดิจิทัล ความยั่งยืน กฎระเบียบทางการค้า และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

สำหรับประเด็นที่สามารถสรุปผลการเจรจาเพิ่มเติมได้ในรอบที่ 9 มีความคืบหน้าที่สำคัญ 8 ประเด็น แบ่งเป็น 4 บท และ 4 ประเด็นประกอบความตกลง เมื่อรวมกับผลการเจรจาในรอบก่อนหน้า ปัจจุบันการเจรจาสามารถสรุปผลได้แล้ว 15 บท จากทั้งหมด 24 บท และภาคผนวกที่เกี่ยวข้อง หรือคิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของภาพรวมความตกลง ซึ่งถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญก่อนเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเจรจา

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนยังเห็นความสำคัญของประเด็นที่อยู่ระหว่างการเจรจาในช่วงต่อไป เนื่องจากหลายเรื่องมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

1. การเปิดตลาดสินค้า ทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับโอกาสการส่งออกและการปรับตัวของภาคการผลิตไทย

2. การค้าบริการและการลงทุน ซึ่งจะมีผลต่อการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง การยกระดับภาคบริการ และการเชื่อมโยงธุรกิจไทยกับตลาดยุโรป

3. การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างโอกาสทางธุรกิจกับความพร้อมของผู้ประกอบการไทย

4. การค้าดิจิทัล ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งด้านข้อมูล เทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และการค้าข้ามพรมแดน

5. พลังงานและวัตถุดิบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับต้นทุน การผลิต และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน

6. ทรัพย์สินทางปัญญา กฎระเบียบ และมาตรฐานต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจไทยเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้จริง

7. ประเด็นด้านความยั่งยืนและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าสู่ตลาด EU และจะมีผลต่อผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะ SMEs

“FTA ไทย-EU เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโจทย์ใหญ่ของภาคธุรกิจไทย เพราะตลาดยุโรปเป็นตลาดคุณภาพสูงที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความโปร่งใส สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน ดังนั้น การเจรจาที่ดีต้องเดินควบคู่กับการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงได้จริง” ดร.พจน์กล่าว

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ดร.พจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการรวบรวมข้อคิดเห็นจากภาคเอกชนทั่วประเทศ เพื่อสะท้อนมุมมองของผู้ประกอบการในสาขาต่าง ๆ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม อาหาร สุขภาพ ดิจิทัล โลจิสติกส์ บริการ และ SMEs ประกอบการเจรจาในประเด็นที่ยังคงค้าง

ขณะเดียวกัน หอการค้าไทยพร้อมร่วมสนับสนุนการสื่อสารและเตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจไทยเข้าใจโอกาสและกติกาใหม่ที่อาจเกิดขึ้นจาก FTA ไทย-EU ทั้งด้านมาตรฐานสินค้า กฎระเบียบทางการค้า มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบย้อนกลับ และเงื่อนไขด้านความยั่งยืน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายตลาดในยุโรป

“สิ่งสำคัญคือ ต้องทำให้ FTA เป็นเครื่องมือที่ผู้ประกอบการใช้ได้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงความตกลงในเชิงนโยบาย ภาคเอกชนจึงพร้อมสนับสนุนภาครัฐทั้งในมิติของข้อมูล ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ และการเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดที่มีมาตรฐานสูง” ดร.พจน์กล่าว

ทั้งนี้ หอการค้าไทยเห็นว่า หากการเจรจา FTA ไทย-EU สามารถสรุปผลได้โดยเร็วและอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนคุณภาพสูง และเสริมบทบาทของไทยในเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...