ส่องกระจกดูความผิดของตัวเองบ้าง
ปิดฉากแล้ว สำหรับคดีผู้สมัคร สส.ถือครองหุ้นสื่อ
แต่ที่น่าผิดหวังที่สุด กลับเป็นท่าทีของนักการเมืองพรรคการเมืองก๊วนสีส้ม
แทนที่จะแสดงความเป็นสุภาพบุรุษทางการเมือง กลับมีความพยายามบิดเบือน ทำให้สังคมเข้าใจผิด โกรธแค้นชิงชังต่อองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญ
ไม่สมกับที่วาดภาพให้ตัวเองเป็นนักการเมืองคนรุ่นใหม่
มีความพยายามสื่อสารเสมือนหนึ่งว่า เรื่องหุ้นสื่อถูกนำมาเล่นงานเฉพาะพวกตนเอง
อ้างทำนองว่า นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ โดนกลั่นแกล้งเหมือนที่นายธนาธรโดน เหมือนผู้สมัคร สส. ขอพรรคอนาคตใหม่ นายภูเบศวร์โดน
1. ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัย สส.ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล รวม 64 คน
1.1 กรณี 32 สส.ฝ่ายค้าน
พ้นจากเป็น สส.ไปแล้ว คือ พล.ท.พงศกร รอดชมภู นายชำนาญ จันทร์เรือง และนายสุรชัย ศรีสารคาม
ดังนั้น จึงเหลือผู้ถูกร้อง สส.ฝ่ายค้าน จำนวน 29 ราย
ปรากฏว่า ยกคำร้องไป 28 ราย ข้อเท็จจริงไม่เข้าข่ายถือครองหุ้นสื่อในวันสมัคร สส.
มีกรณีเดียว คือ นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ (ปัจจุบันเป็น สส.พรรคก้าวไกล) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก เห็นว่า นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ถือครองหุ้นบริษัท เฮด อัพ โปรดักชั่น จำกัด และบริษัท แอมฟายน์ โปรดักชั่น จำกัด โดยทั้ง 2 บริษัทข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ประกอบกิจการเกี่ยวกับโฆษณา ภาพยนตร์ และการแสดง ขณะเดียวกัน ยังพบข้อพิรุธกรณีการโอนหุ้นของนายธัญญ์วาริน ที่โอนหุ้นให้บุคคลอื่น โดยพบว่า มีการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 31 ก.ค. 2562 ทั้ง 2 บริษัท และนำส่งต่อนายทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในวันเดียวกัน โดยเป็นการดำเนินการภายหลังถูกยื่นคำร้องถือครองหุ้นสื่อต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ตามเอกสารจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า 2 บริษัทดังกล่าวระบุในแบบ บอจ.5 ว่า โอนหุ้นตั้งแต่ 11 ม.ค. 2562 อย่างไรก็ดี การประชุมผู้ถือหุ้นของ 2 บริษัทข้างต้นที่ผ่านมากระทำในเดือน เม.ย. เป็นหลัก ดังนั้น การจัดประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 31 ก.ค. 2562 จึงเป็นการกระทำที่ผิดปกติวิสัย นอกจากนี้ หากนายธัญญ์วาริน มีการโอนหุ้นดังกล่าวจริง ย่อมสามารถแจ้งต่อนายทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยเร็ว ก่อนที่จะมีการยื่นคำร้องคดีนี้ได้
นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ให้นายธัญญ์วาริน มาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแต่นายธัญญ์วารินไม่ได้มาชี้แจงแต่อย่างใด จึงเป็นการผิดปกติวิสัยในการต่อสู้คดี เมื่อข้อพิรุธหลายประการดังกล่าวประกอบกัน พฤติการณ์แห่งคดีทั้งปวงฟังได้ว่า นายธัญญ์วาริน เป็นผู้ถือหุ้นบริษัท เฮด อัพฯ และบริษัท แอมฟายน์ฯ ในวันที่ 6 ก.พ. 2562 อันเป็นวันที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นบัญชีรายชื่อ สส. เสนอต่อ กกต.
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า สมาชิกภาพ สส.ของนายธัญญ์วาริน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) ตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ. 2562 ซึ่งเป็นวันที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นบัญชีรายชื่อ สส. เสนอต่อ กกต. ทั้งตามคำวินิจฉัย 5/2563 เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2563 ให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ พรรคอนาคตใหม่จึงไม่มีรายชื่อสมาชิกลำดับถัดไป แทนตำแหน่งที่ว่าง เป็นกรณีมีเหตุทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 105 วรรคหนึ่ง (2) ประกอบมาตรา 103 วรรคสาม
1.2 กรณี สส. ฝ่ายรัฐบาล 32 ราย
ระหว่างไต่สวนมี สส. พ้นสมาชิกภาพไปแล้ว 3 ราย ได้แก่ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ อดีตสส.พรรคพลังประชารัฐ, ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตสส.พรรครวมพลังประชาชาติไทย, นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ อดีตสส.พรรคประชาภิวัฒน์ จึงสั่งจำหน่ายคดี
คงเหลือผู้ถูกร้อง 29 ราย
ศาลวินิจฉัยว่า พยานหลักฐาน และเอกสารจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าดังกล่าว ไม่พบว่าบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดของผู้ถูกร้องทั้ง 29 ราย ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน ดังนั้น สมาชิกภาพของ สส. ทั้ง 29 ราย จึงไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3)
2. เท่ากับว่า สส.ฝ่ายค้าน ได้ยกคำร้องไป 28 ราย
ในจำนวนที่รอดนี้ เป็น สส.พรรคก้าวไกลถึง 16 คน
สส.ฝ่ายรัฐบาลได้ยกคำร้องไป 29 ราย
แต่ปรากฏว่า พรรคพวกของพรรคสีส้ม นำไปป่าวร้อง ราวกับว่า พวกตนไม่มีใครรอดเลยก็ไม่ปาน
3. อันที่จริง กรณีคำร้องทั้งหลาย ล้วนเกิดขึ้นหลังกรณีของนายธนาธรส่วนใหญ่ก็เพื่อเล่นงานแก้เกี้ยวทางการเมืองกันทั้งนั้น เพียงแต่กรณีนายธัญญ์วารินดันถือครองหุ้นสื่ออยู่จริงๆ เลยไม่รอด
อาจารย์ชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ตั้งข้อสังเกตว่า
“เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวพรรคอนาคตใหม่ ถือครองหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชน ในขณะสมัครรับเลือกตั้ง จึงขาดคุณสมบัติและขาดสมาชิกภาพ สส. ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562
…..หลังจากนั้น สส.พรรคอนาคตใหม่ ได้นำรายชื่อ สส. ฝ่ายรัฐบาลจำนวนหนึ่งเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าขาดสมาชิกภาพ สส. เพราะถือหุ้นสื่อมวลชน
…..สส.พรรคพลังประชารัฐ จึงดำเนินการนำรายชื่อ สส.ฝ่ายค้านจำนวนใกล้เคียงกันเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าขาดสมาชิกภาพ สส. เพราะถือหุ้นสื่อมวลชน เช่นเดียวกัน
…..เมื่อวานวันที่ 28 ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่า นายธัญญ์วารินสุขะพิสิษฐ์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ถือหุ้น บริษัท แอมฟายน์ โปรดักชั่น จำกัด และ บริษัท เฮด อัพ โปรดักชั่น จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชน จึงต้องห้ามมิให้สมัครรับเลือกตั้ง สส. นายธัญญ์วารินจึงขาดสมาชิกภาพ สส.
…..ส่วน สส. พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน นอกจากนี้ ฟังไม่ได้ว่าถือหุ้นในนิติบุคคลที่ประกอบกิจการสื่อมวลชน จึงให้ยกคำร้อง
…..เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะ สส.พรรคอนาคตใหม่ไปเล่นงาน สส. พรรคร่วมรัฐบาลก่อน จึงถูก สส.พรรคพลังประชารัฐเล่นงานกลับเป็นเอาคืนบ้าง
…..ถ้า สส. พรรคอนาคตใหม่ ไม่ไปเล่นงาน สส. พรรคร่วมรัฐบาลก่อน ก็คงไม่ถูก สส. พรรคพลังประชารัฐเล่นงานกลับอันเป็นเหตุนายธัญญ์วารินถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ขาดสมาชิกภาพ สส.
….ดังนั้นผู้ที่ทำให้นายธัญญ์วารินต้องพ้นจากสมาชิกภาพ สส. ก็มีเหตุมาจากเพื่อนของนายธัญญ์วารินที่อยู่ในพรรคเดียวกันนั่นเอง หาใช่ใครอื่นไม่
…..เพื่อนเราเผาเรือน ?”
3. ยิ่งไปกว่านั้น กรณีผู้สมัคร สส.ถือครองหุ้นสื่อ ถ้าย้อนดูตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง จะพบว่า มีผู้สมัคร สส.ถูก กกต.วินิจฉัยว่าถือครองหุ้นสื่อมาแล้วหลายพรรค ต้องพ้นจากเป็นผู้สมัครไปแล้วเกือบทั้งนั้น
ยกตัวอย่าง
นายอรชุน ประสิทธิ์สมบัติ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.อ่างทอง พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของหนังสือพิมพ์ของบริษัท คลื่นเสียงอ่างทอง
นายทวีป ขวัญบุรี ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ระยอง พรรคพลังประชารัฐ เจ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์สื่อกลางรายวัน
นายติณณ์ ศรีงาม ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.กำแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ 2 พรรคอนาคตใหม่ เจ้าของหนังสือพิมพ์สื่อ ศิลป์เมืองกําแพง
นายอนุสรณ์ เกษมวรรณ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ 1กรุงเทพฯ พรรคชาติพัฒนา เจ้าของหนังสือพิมพ์ สื่อกลางสภาไทย
นายคมสัน ศรีวนิชย์ ผู้สมัคร สส.อ่างทอง เขตเลือกตั้งที่ 1 พรรคประชาชาติ เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ที.เอ็ม.อินเตอร์เนชั่นแนล อิมพอร์ท เอ็กซ์พอร์ทจํากัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการโรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือจําหน่าย และออกหนังสือพิมพ์
นายรวิพล หินผาย ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. จังหวัดอุดรธานี เขต 3 พรรคพลังท้องถิ่นไท เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด รวิพลเรดิโอ และห้างหุ้นส่วนจํากัด ทุ่งแกเรดิโอ ทำวิทยุชุมชนใน จ.อุดรธานี และหนองคาย
นายวิวิธชิตวัน สุวรรณรัตน์ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.สงขลา เขตเลือกตั้งที่ 2 พรรคประชาธรรมไทย เจ้าของหนังสือพิมพ์อ่าวไทย วอยซ์
นายสุวัฒน์ชัย สวัสดี ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. จังหวัดนครราชสีมา เขต 1พรรคความหวังใหม่ เจ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ โคราชการเมือง
นายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. เขตเลือกตั้งที่ 2 จ.สกลนคร พรรคอนาคตใหม่ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ และออกหนังสือพิมพ์
มีกรณีของนายภัทรพล มานะสร้าง เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ประชารัฐ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเห็นว่าผู้สมัครสส.ไม่มีความผิด เนื่องจากมีหลักฐานแน่ชัดว่า ได้จดแจ้งเปลี่ยนแปลงการลาออกจากการเป็นเจ้าของและบรรณาธิการแล้วตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. 2561 ก่อนจะยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง การที่ยังปรากฏข้อมูลว่ายังคงเป็นเจ้าของและบรรณาธิการอยู่ในขณะที่ กกต.ตรวจสอบข้อมูลเกิดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้แก้ไขข้อมูลในระบบฐานข้อมูล
ความจริงจึงชัดเจนว่า การพิจารณาทั้งหลายเป็นไปตามเนื้อผ้า ไม่ได้เจาะจงเล่นงานพรรคหนึ่งพรรคใด
ดังนั้น ควรส่องกระจกดูความผิดของตัวเอง ดีกว่าเที่ยวไปใส่ร้ายป้ายสี สร้างความสับสนในบ้านเมือง
สารส้ม