โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หมากรุกและหมากล้อม อิทธิพลแห่งอารยธรรมอินเดียและจีนที่หลงเหลือในญี่ปุ่น

conomi

อัพเดต 22 ม.ค. 2567 เวลา 12.58 น. • เผยแพร่ 27 ม.ค. 2567 เวลา 00.00 น. • conomi.co

ในญี่ปุ่นนั้นมีเกมกระดานที่นิยมเล่นกันเป็นวงกว้างอยู่ 2 ประเภทในญี่ปุ่นคือหมากรุก หรือ โชงิ (将棋) และหมากล้อม หรือ โกะ (碁) แต่ว่าเกมกระดานทั้ง 2 ประเภทนั้นไม่ได้เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น แต่เกิดจากอารยธรรมที่เก่าแก่กว่านั้นอีก คือ อินเดีย และ จีน ที่วิวัฒนาการมาจนกลายเป็นหมากรุก และ หมากล้อม อย่างในปัจจุบัน

หมากรุก (将棋, โชงิ)

Shougi and Go - Shougi Pieces

แต่เดิมนั้น เกมกระดานชนิดนี้เกิดขึ้นในอินเดีย มีชื่อเรียกว่า “จตุรงค์” (Chaturaṅga) ที่แปลว่าสี่ ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันว่าเกิดขึ้นเมื่อไรกันแน่ บางทฤษฎีกล่าวว่าค้นพบว่ามีการเล่นตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 แต่บางทฤษฎีก็ว่าหลักฐานเก่าสุดที่พบคือศตวรรษที่ 11 สรุปว่า ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเกิดเมื่อไหร่ แต่เอาเป็นว่าเก่าแก่มาก ๆ ก็แล้วกัน

ที่เรียกว่าจตุรงค์ที่แปลว่าสี่ เพราะแต่เดิมต้องใช้ผู้เล่น 4 คน แต่เล่นเป็น 2 ทีม ทีมละ 2 คน ที่มาของคำว่าสี่คือมาจาก 4 เหล่าทัพคือ ทัพช้าง ทัพม้า ทัพรถ และทัพของพลเดินเท้า ต่อมาวิวัฒนาการเหลือแค่ 2 ฝ่ายเท่านั้น เกมจตุรงค์นี้เผยแพร่ไปยังโลกตะวันตกและวิวัฒนาการเป็น Chess ส่วนที่เผยแพร่มาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็กลายเป็นหมากรุกที่นิยมเล่นกันในไทยและประเทศเพื่อนบ้านของไทย และเผยแพร่ไปที่เอเชียตะวันออกคือเข้าไปที่จีน เกาหลี และถ่ายทอดไปญี่ปุ่นในที่สุด โดยภาษาจีนกลางปัจจุบันเรียกสิ่งนี้ว่า เซี่ยงฉี (象棋) ส่วนเกาหลีเรียก ชังกี (장기) ส่วนญี่ปุ่นเรียกว่าโชงิ (将棋)

เซี่ยงฉีของจีนและชังกีของเกาหลีนั้นมีความคล้ายกันมาก มีการแบ่งสีของทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อให้เข้าใจง่าย การเรียกตัวหมากก็คล้ายกันแทบจะใช้อักษรตัวเดียวกันหมด และการวางหมากก็จะวางบนจุดตัดของเส้นเหมือนกัน

แต่โชงิของญี่ปุ่นจะวางหมากในช่องว่างแทนที่จะวางบนจุดตัดเหมือนเซี่ยงฉีของจีนและชังกีของเกาหลี และวิธีเรียกตัวหมากก็ต่างจากของจีนและเกาหลีอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีวิวัฒนาการไปกว่านั้นอีก คือ

1)ตัวหมากไม่มีการแบ่งสีเหมือนหมากรุกตระกูลอื่น ๆ ทั่วโลกที่นิยมแบ่งด้วยสีกันหมดทั้ง Chess ตะวันตกหรือหมากรุกไทย รวมทั้งเซี่ยงฉีของจีนและชังกีของเกาหลี แต่โชงิญี่ปุ่นจะแบ่งด้วยทิศแทน คือตัวหมากของโชงิญี่ปุ่นจะมีลักษณะเป็นรูปห้าเหลี่ยมแบนราบ และเหลี่ยมที่ห้าจะมีลักษณะเหมือนลูกศรชี้ไปฝั่งตรงข้าม หมากของศัตรูก็จะชี้มาฝั่งเรา จึงแบ่ง 2 ฝ่ายด้วยทิศลูกศรของตัวหมาก จัดเป็นจุดเด่นมากของโชงิญี่ปุ่น

Shougi and Go - Shougi Board

2) หมากรุกตระกูลอื่น จะมีเพียงหมากบางตัวที่เลื่อนยศเพื่อเพิ่มความสามารถของตัวหมากได้ แต่โชงิญี่ปุ่นนั้นตัวหมากเกือบทุกตัวในกระดานมีความสามารถเลื่อนยศได้ เวลาเลื่อนยศจะมีการพลิกหมากให้ด้านล่างหงายขึ้น และด้านล่างของหมากที่พลิกขึ้นมาจะมีอักษรตัวใหม่ที่เป็นชื่อใหม่ของหมากตัวนั้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าอัพเกรดความสามารถแล้ว

3) หมากรุกตระกูลอื่น เวลากินแล้วคือกินเลย ไม่สามารถนำกลับมาใช้อีก แต่โชงิญี่ปุ่นนั้นเมื่อเรากินหมากของฝ่ายตรงข้ามแล้ว เรายังสามารถนำหมากของฝ่ายตรงข้ามกลับมาใช้เป็นหมากของฝ่ายเราเพื่อเพิ่มกำลังพลได้ การเติมหมากนี้มีรายละเอียดเป็นกฎเกณฑ์การเล่นที่ละเอียดซึ่งขอไม่กล่าวในที่นี้ การที่ไม่แบ่งสีหมากจึงสะดวกต่อการนำหมากของฝ่ายตรงข้ามที่กินแล้วนำกลับมาใช้อีกได้สะดวกนั่นเอง

ถ้าลองพิจารณาแล้วจะพบว่า ทั้ง Chess หมากรุกไทย เซี่ยงฉีของจีน และชังกีของเกาหลี ยังมีความคล้ายคลึงกับเกมจตุรงค์ดั้งเดิมของอินเดียอยู่บ้าง ในขณะที่โชงิของญี่ปุ่นนั้นก้าวไปไกลกว่าต้นฉบับจนกลายเป็นอะไรที่ต่างจากหมากรุกอื่น ๆ ของทั่วโลกไปเลย กลายเป็นเกมกระดานที่มีลักษณะเฉพาะตัวมาก

หมากล้อม (碁, โกะ)

Shougi and Go - Go Board

หมากล้อมมีความเก่าแก่มากยิ่งกว่าจตุรงค์เสียอีก กล่าวกันว่าเก่าแก่ประมาณ 2,000 กว่าปีที่แล้ว และพัฒนาขึ้นในจีนโบราณก่อนยุคราชวงศ์ฮั่น (前漢時代) โดยแต่เดิมคาดคะเนว่าน่าจะเป็นศาสตร์แห่งการทำนายทายทักโชคชะตาของบ้านเมือง แล้วจึงวิวัฒนาการเป็นการละเล่นแบบในปัจจุบัน หมากล้อมจัดเป็นภูมิปัญญาจีนโดยแท้จริงที่พัฒนาขึ้นโดยจีน ไม่ได้รับมาจากอารยธรรมชาติอื่นเหมือนหมากรุก ว่ากันว่าหมากล้อมนั้นถ่ายทอดมาสู่ญี่ปุ่นเมื่อประมาณศตวรรษที่ 7 พร้อม ๆ กับการรับอารยธรรมจีนเข้ามาในญี่ปุ่นนั่นเอง โดยภาษาจีนกลางปัจจุบันเรียกสิ่งนี้ว่า เหวยฉี (围棋) ในขณะที่ภาษาญี่ปุ่นเรียก อิโกะ (囲碁) หรือเรียกสั้น ๆ ว่าโกะ (碁)

หมากล้อมจะต่างจากหมากรุกอย่างมาก เพราะหมากรุกของแต่ละชาติจะมีกติกาการเดินหมากที่ตายตัว หมากแต่ละตัวจะมีความสามารถเฉพาะกำกับไว้อยู่แล้ว และจุดมุ่งหมายคือเพื่อกินหมาก และมุ่งกินตัวขุนของฝ่ายตรงข้ามเป็นหลัก ในขณะที่หมากล้อมนั้น หมากทุกตัวเหมือนกันหมด คือไม่มีความสามารถเฉพาะตัวกำกับไว้ ไม่มีกฎการเดินหมาก เพราะไม่มีการเดินหมากเกิดขึ้นแต่อย่างใด เป็นการหยิบวางลงไป แล้วขยับหมากไม่ได้อีกเลย อีกทั้งจุดมุ่งหมายไม่ได้เน้นกินหมากหรือกินขุนของฝ่ายตรงข้าม แต่เน้นไปที่การชิงพื้นที่ให้ได้มากที่สุดแทน

Shougi and Go - Go Pieces

ที่น่าสังเกตคือ หมากล้อมนั้นกลับไม่มีการวิวัฒนาการไปที่ตะวันตกแต่อย่างใด รวมทั้งไม่ได้เผยแพร่เข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยโบราณอีกด้วย หมากล้อมที่เผยแพร่ไปตะวันตกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นเพิ่งยุคใหม่เร็ว ๆ นี้หลังจากการเผยแพร่หมากล้อมด้วยชื่อแบบญี่ปุ่นคือ “โกะ” ก็แค่ไม่กี่ทศวรรษมานี้เอง ไม่ได้เป็นระดับศตวรรษเหมือนอย่างจตุรงค์แต่อย่างใด เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าจตุรงค์นั้นแพร่ไปทั่วโลกจริง ๆ ในขณะที่หมากล้อมนั้นหยุดอยู่แค่อารยธรรมเอเชียตะวันออกคือจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม ตามที่เคยเขียนถึงไปแล้วในบทความ “ทำไมคนญี่ปุ่นถึงชื่นชอบการจัดอันดับและสอบวัดระดับ” จึงทำให้รู้ว่า หลายสิ่งที่มาจากจีน และในจีนไม่ได้มีการวางมาตรฐานหรือจัดอันดับไว้ แต่ญี่ปุ่นกลับมาเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดระดับหรือสอบวัดระดับสิ่งเหล่านี้แทน และหมากล้อมก็เป็น 1 ในสิ่งเหล่านั้นที่ชาวญี่ปุ่นนำมาวางมาตรฐานใหม่ สร้างระบบนักเล่นหมากล้อมมืออาชีพ และมีการสอบระดับแบ่งเป็นคิวและดั้ง (段級位制) นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังกลายเป็นตัวตั้งตัวตีสำคัญในการเผยแพร่หมากล้อมนี้ไปทั่วโลกด้วยชื่อแบบญี่ปุ่นคือ “โกะ” แทนจีนไปเสียได้ สังเกตง่าย ๆ เวลาพูดถึงหมากล้อม เราจะได้ยินคำว่า โกะ มากกว่าคำว่า เหวยฉี อย่างแน่นอน ทั้งในไทยและในต่างประเทศ

ทั้งหมากรุก และ หมากล้อม ต่างก็เป็นอีกหลักฐานหนึ่งว่า ชาวญี่ปุ่นมีลักษณะนิสัยชอบนำสิ่งดี ๆ ของชาติอื่นมาปรับให้เข้ากับตัวเอง แล้วพัฒนาต่อจนกลายเป็น “ของญี่ปุ่น” แล้วส่งออกไปสู่ชาวโลกอีกที อันเป็นลักษณะเฉพาะของชาวญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้

เกี่ยวกับผู้เขียน

วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล เป็นคนไทยเพียงไม่กี่คนที่เคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นมาแล้วถึง 4 แห่ง โดยเคยได้รับทุนแลกเปลี่ยนระหว่างที่ว่าการจังหวัด Okinawa และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปศึกษาที่ The University of the Ryukyus รวมทั้งเคยได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแบบสอบผ่านสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ไปศึกษาที่ 1) Tokyo University of Foreign Studies / 2) International Christian University / และ 3) Keio University มีประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย เคยเป็นผู้สื่อข่าวและผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ให้บริษัท Nippon Production Service (บริษัทในเครือสถานีโทรทัศน์ NHK) / เป็นผู้สอนภาษาไทยที่สถาบันภาษาไทยหลายแห่งในโตเกียว / เป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติที่สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) / เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจและการตลาดให้บริษัท Corporate Directions Inc. ของประเทศญี่ปุ่น / เป็นผู้ก่อตั้งสาขาภาษาญี่ปุ่นธุรกิจของคณะศิลปศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ / เป็นผู้อำนวยการบริษัท AIRA Capital และเป็นทีมงานก่อตั้งบริษัท AIRA and AIFUL รวมทั้งบัตรกดเงินสด A-Money / เป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท TOYO Business Service / เป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท JECC ประเทศญี่ปุ่น / เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจของบริษัท Business Consultants South East Asia / มีประสบการณ์สอนในมหาวิทยาลัยมากกว่า 10 แห่งในประเทศไทย / เป็นที่ปรึกษาและจัดฝึกอบรมให้องค์กรหลายแห่ง

ปัจจุบันมีธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเองคือ บริษัท Consulting Agency for Talent จำกัด ทำธุรกิจให้คำปรึกษาด้านพัฒนาองค์กรและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HROD และ HRD) / เป็นนักวิชาการอิสระ / วิทยากรอิสระ / นอกจากเขียนคอลัมน์ที่ Conomi แห่งนี้แล้ว ก็เขียนคอลัมน์ให้ธนาคารไทยพาณิชย์ / เขียนคอลัมน์ให้ The PEOPLE Online Magazine / เขียนคอลัมน์ให้ Marumura และยังคงใฝ่เรียนรู้สิ่งใหม่ต่าง ๆ อยู่เสมอแม้ว่าจะมีปริญญา 7 ใบแล้วก็ตาม

ติดตามผลงานเขียนทั้งหมดของวีรยุทธได้ที่

Facebook : รวมผลงานของวีรยุทธ – Weerayuth’s Ideas

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...