โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

TU ดัน Blue Finance หนุนโครงการ “กุ้งคาร์บอนต่ำ” ลดต้นทุนกู้เงิน มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 30 ก.ค. 2568 เวลา 09.18 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 09.18 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายยงยุทธ เสฏฐวิวรรธน์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการบริหารการเงินกลุ่มและศูนย์บริการร่วมทางการเงิน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU หนึ่งในผู้ผลิตอาหารทะเลรายใหญ่ของโลก เปิดเผยว่า บริษัทเร่งขับเคลื่อนความยั่งยืนในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ผ่านโครงการ Shrimp Decarbonization Project หรือ โครงการกุ้งคาร์บอนต่ำ โดยผสานความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง นำกลไกทางการเงินเพื่อความยั่งยืนหรือ Blue Finance มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญ เพื่อช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเงินทุน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในฟาร์มกุ้ง และเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593

โดยบนเวทีเสวนา UN Global Compact Thailand Expo 2025 ภายใต้หัวข้อ “Blue Financing and Aquaculture: Empowering the Sustainability Transition” ผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางในการสร้างอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ยั่งยืน ทั้งด้านนวัตกรรม การลงทุน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดย TU ย้ำเป้าหมายการจัดหาเงินทุนที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนให้ได้อย่างน้อย 75% ของการจัดหาเงินทุนระยะยาวภายในปี 2568

สำหรับ Blue Finance เป็นกลไกทางการเงินที่ช่วยปลดล็อกทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร หน่วยงานรัฐ หรือภาคธุรกิจ ทำให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อสร้างความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน และยังสนับสนุนเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) ให้เติบโตได้อย่างมั่นคง

อีกทั้งโครงการนำร่องกุ้งคาร์บอนต่ำของไทยยูเนี่ยนเริ่มเห็นผลลัพธ์ชัดเจนแล้ว โดยกุ้งจากฟาร์มที่เข้าร่วมสามารถวางจำหน่ายในสหรัฐฯ ภายใต้แบรนด์ Chicken of the Sea ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรเช่น The Nature Conservancy (TNC), Ahold Delhaize USA และ Whole Foods Market จุดเด่นคือสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ฟาร์มจนถึงผู้บริโภค สร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดต่างประเทศ

นายยงยุทธ กล่าวอีกว่า บริษัทตั้งเป้าหมายภายในปี 2573 กุ้งทุกตัวที่จัดซื้อหรือจัดหาจะต้องอยู่ในระบบนิเวศคาร์บอนต่ำ และต้องมีมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจาก GSSI (Global Seafood Sustainability Initiative) หากยังไม่ได้รับมาตรฐานกุ้งเหล่านั้นต้องอยู่ในโครงการพัฒนาหรือการรับรองคุณภาพ เพื่อสร้างระบบนิเวศการผลิตกุ้งที่ยั่งยืนและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

นอกจากนี้บริษัทยังมีเป้าหมายจัดหาเงินทุนที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนให้ได้ 75% ของการจัดหาเงินทุนระยะยาวภายในปี 2568 (2025) โดยใช้กลไก Blue Finance เป็นเครื่องมือสำคัญ เนื่องจากมีต้นทุนต่ำกว่าการเงินทั่วไปและสามารถปลดล็อกทรัพยากรให้กับทุกภาคส่วน โดยในครึ่งปีหลัง หรือภายในไตรมาส 4/2568 บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาทั้งในรูปแบบเงินกู้ (Loan)และ หุ้นกู้ (Bond) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหาเงินทุนและต่อยอดสัดส่วน Blue Finance ให้สูงขึ้น โดยคาดการณ์ว่าจะได้ต้นทุนดอกเบี้ยถูกลง 0.10-0.15% จากอัตราดอกเบี้ยปกติ 2.5% เพื่อรีไฟแนนซ์วงเงินกู้ระยะยาว 45,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามบริษัทงมีเป้าหมายเปลี่ยนวงเงินกู้เป็น Blue Finance ในสัดส่วน 75% ภายในสิ้นปี 2568 แต่ปัจจุบันทำได้เกินเป้าหมายแล้วที่ 78%

ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีโครงสร้างหนี้เป็นเงินกู้ระยะยาว 75% และเงินกู้ระยะสั้น 25% โดยตั้งใจรักษาสัดส่วนนี้เพื่อความยืดหยุ่นในการบริหารกระแสเงินสดและรองรับการชำระคืนหนี้ในอนาคต การลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจาก Blue Finance จึงไม่เพียงสร้างประโยชน์เชิงการเงิน แต่ยังสอดรับกับเป้าหมายโดยรวมด้านความยั่งยืนของบริษัทอีกด้วย

ส่วนประเด็นภาษี "ทรัมป์" มองว่าหากอัตราภาษีอยู่ในช่วง 15-20% หากพอๆกับคู่แข่งก็สบายใจได้ แต่หากนอกเหนือจากนี้ก็ต้องหาทางบรรเทา และต้องรอติดตามทิศทางและรายละเอียดทั้งหมดได้ ซึ่งจะมีการประกาศในผลประกอบการไตรมาส 2/68 ในวันที่ 5 ส.ค.68

ด้านนางสาวฝนทิพย์ ยุทธเสรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) กล่าวว่า Blue Finance สามารถพลิกโฉมแนวทางการดำเนินงานของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่พึ่งพิงทรัพยากรทางทะเล โดยช่วยให้เกษตรกรและภาคธุรกิจสามารถปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพได้มากขึ้น

นอกจากการลดคาร์บอนแล้ว โครงการยังเพิ่มศักยภาพการผลิตของฟาร์มกุ้งที่เข้าร่วมผ่านมาตรการและเทคโนโลยีที่อิงวิทยาศาสตร์ เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียน (ติดตั้งโซลาร์เซลล์), การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้อาหารกุ้งที่ผลิตอย่างยั่งยืน และการจัดการคุณภาพน้ำในบ่อที่ได้มาตรฐาน

ส่วนนางสาวมนทกานติ ท้ามติ้น ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง กล่าวว่า “ประเทศไทยมีเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการเงิน โดยโครงการที่สอดรับกับนโยบายระดับชาติ เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตในฟาร์มเกษตร ล้วนมีบทบาทสำคัญทั้งในแง่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศ”

ด้านนายพลชาติ เหลืองนฤมิตชัย เจ้าของฟาร์มกุ้งอนันต์ฟาร์ม ตัวแทนเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ กล่าวว่า หลังเข้าร่วมโครงการ เราได้รับความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้ลดต้นทุนได้จริง เช่น การใช้โซลาร์เซลล์ช่วยลดค่าไฟได้มาก การใช้อาหารกุ้งที่ยั่งยืนทำให้ใช้อาหารน้อยลงและคุณภาพน้ำดีขึ้น ส่งผลให้กุ้งของเรามีโอกาสเข้าสู่ตลาดที่เน้นความยั่งยืน ซึ่งเดิมเป็นเรื่องยากที่จะเข้าถึงได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...