โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ดีบีเอส วิคเคอร์ส’ มองหุ้นไทย-หุ้นโลก

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 20 ก.ค. 2568 เวลา 09.54 น. • เผยแพร่ 20 ก.ค. 2568 เวลา 09.54 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

เส้นทางนักลงทุน

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ได้เชิญ CIO หรือ Chief Investment Office, DBS Bank และทีมงาน มาให้ข้อมูลแนวโน้มการลงทุนในครึ่งหลังปี 2568 - จุดเปลี่ยนของโลก โดยมองนโยบายของทรัมป์จะจุดชนวนภาษีในระดับโลก รวมทั้งความไม่ชัดเจนด้านนโยบายจะสร้างความเสี่ยงในสินทรัพย์การเงินทั่วโลก ขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังคงต้องจับตาผลการเจรจาภาษีทรัมป์ของรัฐบาลว่าจะเป็นอย่างไร

ทีมงานของ DBS ระบุว่า ในส่วนของตลาดหุ้นไทยนั้น ยังคงมองเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์สิ้นปีนี้ที่ 1,300 จุด ภายใต้สมมติฐานว่าไทยสามารถเจรจาลดภาษีได้ในระดับไม่เกิน 20% เนื่องจากราคาหุ้นไทยไม่แพง เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน รวมทั้งหุ้นหลายกลุ่มราคาปรับลดลงมามาก ขณะที่ศักยภาพในการสร้างรายได้และกำไรยังอยู่ในระดับเดิม นอกจากนี้ ยังไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีทรัมป์ เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มสื่อสาร กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มค้าปลีก และกองรีทต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม หากทีมไทยแลนด์ไม่สามารถเจรจาปรับลดภาษีให้ต่ำกว่าระดับ 20% ได้ ตลาดหุ้นไทยจะถูกกดดันทำให้ดัชนีปรับลดลงมาอยู่ในระดับ 1,000-1,100 จุด ส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) จะหดตัวลงเหลือเพียง 1% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ระดับ 1.8% ส่วนอัตราดอกเบี้ยนั้นมองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้ถึงปีหน้าอีก 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1%

สำหรับมุมมองที่มีต่อสถานการณ์ทั่วโลก “เอ็ดวิน ตัน “ Market Head DBS, Thailand & Philippines, DBS Bank ระบุว่า ครึ่งปีหลังของปี 2568 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดโลก เพราะตลาดหุ้นทั่วโลกสามารถฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 2 ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะที่ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของนโยบายภาษี, สัญญาณเศรษฐกิจที่สับสนจากการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของประธานาธิบดีทรัมป์, และความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับปัญหาทางการคลังของสหรัฐฯ ในขณะที่มีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หลายจุด

นโยบายของทรัมป์กลายเป็นประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกต่างให้ความสนใจ และโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่พันธมิตรระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนรูป ยุคที่หลายประเทศหันกลับมาเน้นความพึ่งพาตนเอง ยุคที่โครงสร้างการค้าโลกกำลังถูกปรับสมดุลใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนฉากหลังของความกังวลต่อเสถียรภาพทางการคลังของสหรัฐฯ ที่กำลังทวีความรุนแรง ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ก็ยังคงเปลี่ยนวิถีชีวิต การทำงาน และวิธีการลงทุนอย่างรวดเร็ว

ด้าน “เวย์ ฟุก โหว” Chief Investment Office, DBS Bank กล่าวว่า นโยบายทรัมป์ สร้างแรงสั่นสะเทือนทั่วโลก ตั้งแต่การลดงบประมาณของกระทรวงพลังงาน (DOGE) อย่างรุนแรง ไปจนถึงการจุดชนวนสงครามภาษีในระดับโลก แม้แนวทางดังกล่าวจะช่วยวางตำแหน่งใหม่ให้กับสหรัฐฯ ในเวทีระหว่างประเทศ แต่ความไม่ชัดเจนด้านนโยบายยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดัน risk premium ของสินทรัพย์การเงินสหรัฐฯ ให้เพิ่มสูงขึ้น การผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ล่าสุด ยิ่งทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องความยั่งยืนทางการคลังอย่างมีนัยสำคัญ

โดยข้อมูลจากสำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ (CBO) คาดการณ์ว่าขาดดุลงบประมาณจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้ และหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 118% ของ GDP ภายในปี 2035 การที่ Moody’s ปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ ลงสู่ระดับ Aa1 จึงถือเป็นสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่าสหรัฐฯ กำลังสูญเสียสถานะ “ปลอดความเสี่ยง” ของพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีที่ทะลุ 5% สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อเสถียรภาพทางการคลังที่กำลังลดลง

"Beautiful Tariff War ของทรัมป์มีเป้าหมายสองประการ ได้แก่ การควบคุมอิทธิพลของจีนในเชิงยุทธศาสตร์ และการจัดเก็บรายได้เพิ่มเติมเพื่อลดปัญหาความเสี่ยงล้มละลายของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าแบบเหมารวมในอัตรา 20% รายได้สุทธิที่เพิ่มขึ้นหลังปรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่เพียง 185.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งยังไม่เพียงพอแม้แต่จะครอบคลุมดอกเบี้ยจากหนี้ภาครัฐ ข้อจำกัดทางการคลังเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้ DBS ปรับกลยุทธ์การลงทุนที่สำคัญ

ทั้งนี้ DBS คงน้ำหนัก “Neutral” ในตลาดหุ้น โดยคาดว่าผลตอบแทนจะแตกต่างกันไปตามภูมิภาค และกลุ่มอุตสาหกรรม และยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ขณะที่กลุ่มบริการมีแนวโน้มเติบโตดีกว่ากลุ่มที่เน้นสินค้า

แต่ได้ปรับลดน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลในตลาดพัฒนาแล้ว (DM) สู่ระดับ “Neutral” จากความกังวลด้านการคลังและเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง พร้อมทั้งให้น้ำหนัก “Overweight” ต่อสินทรัพย์ทางเลือก โดยเฉพาะทองคำ (คาดการณ์เป้าหมายที่ 3,765 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในไตรมาส 4 ปี 2568) และสินทรัพย์นอกตลาดที่สามารถสร้างรายได้ประจำ

โดยมองว่า 3 ธีมหลักที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางในไตรมาส 3 ปีนี้ที่ครอบคลุมแนวโน้มการลงทุน ได้แก่ 1. การคลี่คลายความตึงเครียดทางภาษีอย่างเป็นรูปธรรม 2. ผลตอบแทนของตลาดหุ้นที่เริ่มแตกต่างกันชัดเจนระหว่างภูมิภาค และกลุ่มอุตสาหกรรม และ 3. ความเสี่ยงทางการคลังที่กดดันพันธบัตรรัฐบาลและค่าเงินดอลลาร์

“ความไม่ชัดเจนด้านนโยบาย และการใช้จ่ายภาครัฐอย่างไร้ขีดจำกัดของสหรัฐฯ กำลังเพิ่มระดับความเสี่ยงในสินทรัพย์การเงินทั่วโลก แม้การคลี่คลายความตึงเครียดทางภาษี จะมีแนวโน้มขับเคลื่อนด้วยเหตุผลเชิงปฏิบัติ แต่นักลงทุนควรเตรียมรับมือกับผลตอบแทนที่แตกต่างกันมากขึ้น ระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม โดยกลุ่มเทคโนโลยี และบริการมีแนวโน้มเติบโตดีกว่ากลุ่มอื่น ๆ กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงของเรา ยังคงให้น้ำหนัก "Overweight" ต่อสินทรัพย์ทางเลือก โดยเฉพาะทองคำและสินทรัพย์นอกตลาดที่สามารถสร้างรายได้ประจำ เพื่อเสริมความแข็งแรงของพอร์ตในยุคที่โลกเริ่มเปลี่ยนผ่าน จากการพึ่งพาสินทรัพย์การเงินของสหรัฐฯ “เวย์ ฟุก โหว กล่าว

หากกล่าวโดยสรุป DBS แนะนำการจัดพอร์ตลงทุนว่า ตราสารหนี้ยังน่าสนใจให้น้ำหนักมากกว่าตราสารทุน โดยเน้นลงทุนในตราสารระดับ Investment Grade ที่มีอายุตั้งแต่ 2-3 ปี และ 7-10 ปี กลยุทธ์ Liquid+ อายุ 2-3 ปี ส่วนหุ้นมองเชิงบวกต่อหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ และให้น้ำหนัก “Overweight” ต่อหุ้นยุโรป แต่ “Underweight” เล็กน้อยในหุ้นสหรัฐฯ ตลอดจนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนทองคำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...