โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หมดมุขดันหุ้น?

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 22 ก.ค. 2568 เวลา 10.36 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 00.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ก่อนอื่นต้องย้ำกับแฟนคลับที่เม้าท์มอยกันเป็นเวลาหลายปีว่า อีฉันเป็นคนที่คิดอะไรง่าย ไม่มีอะไรที่ทำแบบซับซ้อน และไม่มีอะไรที่เป็นเงื่อนไข เพราะเชื่อว่า การพูดอะไรที่เป็นไปตามเนื้อผ้าจะทำให้ทุกคนได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งเหมือนกับสิ่งที่“โมนิก้า” ย้ำก่อนหน้านี้ว่า แนวต้านสำคัญของเที่ยวนี้อยู่ที่ระดับ 1,230 จุด และมีจุดเฝ้าระวังอยู่ที่บริเวณ 1,218 จุด รวมทั้งมีการทดสอบแรงขายอย่างหนักหน่วงที่บริเวณ 1,210 จุดไงล่ะคะ

ถามว่า ทำไมต้องย้ำเรื่องนี้บ่อยเหลือเกิน? อีฉันเลยขอตอบว่า พื้นฐานให้ระดับเหมาะสมของดัชนีได้แค่นี้! และในมุมของสัญญาณเทคนิค ก็ยังไม่มีจุดไหนที่ชี้ว่า ดัชนีจะขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านสำคัญทางจิตวิทยา ประกอบกับช่วงนี้มีการทยอยประกาศงบไตรมาส 2 ออกมาเรื่อย ๆ จึงทำให้รู้ว่า สิ่งที่อีฉันประเมินไว้ก่อนหน้านี้ไม่ได้ผิดไปจากความเป็นจริงสักเท่าไหร่นะตัวเอง

เนื่องจากกำไรของแบงก์ใหญ่ที่เป็นตัวท็อปของตลาดหุ้นไทยออกมาต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะในรายของ KBANK ซึ่งได้ชื่อเป็นแบงก์ที่ปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอีเยอะมาก ก็แสดงกำไรแค่ 1.24 หมื่นล้านบาท ขณะที่ช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1.28 หมื่นล้านบาทแบบนี้..เหมือนเป็นการย้ำอีกครั้งว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กกำลังรวนหนัก เลยส่งผลกระทบมาถึงกำไรของยักษ์เขียวนะจะบอกให้

ตรงกันข้ามกับในรายของแบงก์ดอกบัว BBL ที่ทำมาหากินกับบริษัทใหญ่ ๆ เป็นหลัก กลับสามารถประคองกำไรได้เท่ากับปีก่อนที่ระดับ 1.18 หมื่นล้านบาท ก็เป็นอีกหนึ่งภาพที่ย้ำให้เห็นว่า ธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ได้มีปัญหาหนักหน่วงก็จริง แต่โอกาสเติบโตของบริษัทใหญ่ก็ตีบตันเหมือนกัน จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลว่า ไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของธุรกิจอยู่แล้วจะกระทบกับกำไรของแบงก์รายนี้ไหม?

ส่วนแบงก์ที่หากินกับภาครัฐอย่างหุ้น KTB ไม่ได้ดีไปกว่าสองรายข้างต้นที่อีฉันเอ่ยถึง และสถานการณ์กลับดูแย่กว่าด้วยซ้ำ เพราะเป็นที่รับรู้กันมานานว่า นี่เป็นเสือนอนกินที่สบายกว่าแบงก์อื่น ๆ แต่กลับทำกำไรได้แค่ 1.11 หมื่นล้านบาท ขณะที่ช่วงเดียวกันของปีก่อนทำได้แค่ 1.17 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจเป็นตัวเลขที่ลดลงไม่มากเมื่อเทียบกับปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลเฮงซวยรับมือไม่ได้แบบนี้..แล้วใครจะกล้าให้แวลูหุ้นมากกว่านี้ล่ะคะ

สำหรับรายที่ดูดีสุดในกลุ่มแบงก์ก็คือ SCB เพราะธุรกิจลูกที่อยู่ในตระกูล X เริ่มออกดอกผลมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้กำไรไตรมาส 2 โตถึง 27% แบบนี้ ถือเป็นช็อตที่ทำให้นักลงทุนพูดถึงหุ้นตัวนี้อย่างมากมาย และถ้ามองไปถึงแผนบุกธุรกิจในโลกยุคใหม่แบบสุดซอย“โมนิก้า” ก็เชื่อว่า หุ้นตัวนี้จะเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะมีการส่งผ่านธุรกิจอย่างราบรื่น จึงต้องชมเชยหัวเรือใหญ่อย่างคุณพี่ อาทิตย์ มากเป็นพิเศษเจ้าค่ะ

เมื่อเม้าท์ถึงหุ้นแบงก์ที่ทำผลงานดีขึ้นมาทั้งที“โมนิก้า” กลับนึกถึงหุ้น CREDIT ขึ้นมาซะอย่างนั้น ซึ่งเป็นผลมาจากกำไรไตรมาส 2 เติบโต 10% แถมราคาที่เห็น ณ เวลานี้ ก็เป็นบริเวณโลว์เก่าที่หุ้นลงมาแตะ ต่อจากนั้นก็ไต่เพดานกลับขึ้นไปแถว 20 บาท อีฉันเลยมองการยืนปิดที่ระดับ 16.70 บาท บวกไป +0.20 บาท หรือขึ้นไป 1.21% น่าสนใจเหลือเกิน เพราะเป็นการเทรดบน PE 5 เท่า และมีอัตราเงินปันผลอยู่ที่ 3.64% นะจะบอกให้

ฉะนั้นการที่ดัชนีลงมายืนปิดที่ระดับ 1,191.75 จุด ลบไป16.38 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย4.90 หมื่นล้านบาท จึงเหมือนเป็นภาพสะท้อนเกี่ยวกับความกังวลที่มีต่อเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังได้เป็นอย่างดี เพราะคาแรกเตอร์ของแต่ละแบงก์ได้บอกใบ้ให้นักลงทุนรับรู้อย่างเป็นทางการแล้วว่า หนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยขวากหนาม และดอกแรกที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญก็หนีไม่พ้นภาษีทรัมป์ ซึ่งจนป่านนี้ก็ยังไม่รู้จะ“ออกหัว” หรือ“ออกก้อย” นะซี

โมนิก้าและทีมงาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...