โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำเนียบขาวเผยเอกสารฉบับเต็ม ต้นกำเนิดโควิด-19 ชี้มาจาก "แล็บอู่ฮั่น"

Thai PBS

อัพเดต 8 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

วันนี้ (31 ก.ค.2569) เว็บไซต์ ทำเนียบขาว เปิดเผยรายงานฉบับสมบูรณ์ความยาวกว่า 520 หน้า ซึ่งจัดทำและเผยแพร่โดยทำเนียบขาว ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ (Select Subcommittee on the Coronavirus Pandemic) ถือเป็นเอกสารสืบสวนเชิงลึก ที่สร้างความสั่นสะเทือนต่อวงการสาธารณสุขและการเมืองโลก

การจัดทำรายงานฉบับนี้ อาศัยกระบวนการตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียดมากกว่า 1,000,000 ฉบับ พร้อมทั้งทำการสอบสัมภาษณ์และบันทึกคำให้การของพยาน บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงมากกว่า 38 ครั้งตลอดระยะเวลา 2 ปี เพื่อถอดบทเรียนจากวิกฤตการณ์ระบาดใหญ่ ที่คร่าชีวิตประชากรโลกไปหลายล้านคน

ไวรัสหลุดจาก "ห้องแล็บ" ไม่ใช่ธรรมชาติ

ข้อสรุปสำคัญที่สุดในรายงานระบุว่า เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 มีความเป็นไปได้สูงที่สุด ที่จะเกิดจากการรั่วไหลในห้องปฏิบัติการ หรือเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการวิจัย ณ สถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น (WIV) เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน

ข้อมูลเชิงลึกทางชีวภาพชี้ให้เห็นว่า ตัวไวรัสมีลักษณะทางพันธุกรรมที่จำเพาะ และไม่เคยปรากฏในธรรมชาติ โดยเฉพาะโครงสร้างสายรหัสพันธุกรรมที่เรียกว่า "Furin Cleavage Site" เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ไวรัสสามารถแพร่กระจาย และเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ได้ด้วยประสิทธิภาพสูงอย่างผิดธรรมชาติ

รายงานระบุว่า สถาบัน WIV เป็นศูนย์กลางการวิจัยไวรัสโคโรนาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง และมีการดำเนินโครงการวิจัยแบบเพิ่มพูนหน้าที่ของเชื้อโรค (Gain-of-function) เพื่อดัดแปลงไวรัสให้มีความรุนแรงและสามารถแพร่เชื้อในมนุษย์ได้ง่ายขึ้น

ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ คณะสืบสวนพบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า มีนักวิจัยประจำสถาบัน WIV หลายรายล้มป่วยด้วยอาการรุนแรงทางระบบหายใจ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับโรคโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่รัฐบาลจีนจะประกาศการพบผู้ติดเชื้ออย่างเป็นทางการ ณ ตลาดสดอาหารทะเลอู่ฮั่นหลายเดือน

ทำเนียบขาวเผยต้นกำเนิดโควิด-19 มาจากแล็บอู่ฮั่น พร้อมขบวนการปกปิดข้อเท็จจริงระดับโลก

"เฟาซี" ถูกชี้เบื้องหลังดัน กลบกระแสไวรัสหลุดจากแล็บ

รายงานฉบับนี้ยังเปิดเผยถึงขบวนการบิดเบือน และปกปิดข้อเท็จจริงในระดับโครงสร้างองค์กรสาธารณสุขของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยมุ่งเป้าไปที่บทบาทของ นพ.แอนโทนี เฟาซี (Dr.Anthony Fauci) อดีตผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติสหรัฐฯ (NIAID)

รายงานระบุว่า นพ.เฟาซี เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและมีส่วนสำคัญในการ "กระตุ้น" รวมถึงกำกับดูแลให้มีการแต่ง และตีพิมพ์บทความวิชาการระดับโลกที่มีชื่อว่า "The Proximal Origin of SARS-CoV-2" ซึ่งถูกนำมาใช้อ้างอิงอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างกระแสความเชื่อหลักในสังคมว่า ไวรัสโคโรนามีจุดกำเนิดและส่งผ่านมาจากธรรมชาติ 100% พร้อมกันนั้นยังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ในการลดความน่าเชื่อถือ และตราหน้าทฤษฎีการรั่วไหลจากห้องปฏิบัติการว่าเป็นเพียง "ทฤษฎีสมคบคิด"

ขณะเดียวกัน คณะอนุกรรมาธิการฯ ยังตรวจพบพฤติการณ์มิชอบของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ในสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) และ NIAID โดยเฉพาะ นพ.เดวิด มอเรนส์ (Dr. David Morens) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคนสนิทของ นพ.เฟาซี ที่ถูกพบว่ามีพฤติกรรมหลบเลี่ยงกฎหมายข้อมูลข่าวสารของทางราชการอย่างเป็นระบบ

มอเรนส์ ยอมรับและปรากฏหลักฐานว่า ใช้บัญชีอีเมลส่วนตัว ในการติดต่อสื่อสารงานราชการที่เกี่ยวกับต้นกำเนิดไวรัส และจงใจลบอีเมลสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบโดยสภาคองเกรส

ตลอดจนมีการแอบส่งข้อมูลภายใน เกี่ยวกับการอนุมัติเงินทุนวิจัยให้แก่ ดร.ปีเตอร์ ดาสแซก (Dr. Peter Daszak) ประธานองค์กร EcoHealth Alliance ซึ่งเป็นองค์กรตัวกลางที่นำเงินงบประมาณภาษีของประชาชนอเมริกันจาก NIH ไปจัดสรรต่อให้แก่สถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น เพื่อดำเนินโครงการวิจัยดัดแปลงไวรัสอันตรายดังกล่าว

ทำเนียบขาวเผยต้นกำเนิดโควิด-19 มาจากแล็บอู่ฮั่น พร้อมขบวนการปกปิดข้อเท็จจริงระดับโลก

กฎเว้นระยะห่าง 6 ฟุต เป็นเพียงการ "คิดขึ้นเอง" ไร้พื้นฐานวิทยาศาสตร์

รายงานของทำเนียบขาวและสภาสหรัฐฯ ชำแหละความล้มเหลวของการกำหนดนโยบายสาธารณสุขในยุคแพร่ระบาด โดยระบุว่า มาตรการบังคับใช้หลายประการสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและเศรษฐกิจมากกว่าประโยชน์ในการควบคุมโรค

โดยเฉพาะมาตรการ "การเว้นระยะห่างทางสังคม 6 ฟุต" (6-foot social distancing rule) ซึ่ง นพ.แอนโทนี เฟาซี ยอมรับในการให้การแบบปิดลับต่อคณะอนุกรรมาธิการฯ ว่า กฎเกณฑ์ดังกล่าว "เกิดขึ้นมาเองโดยไม่มีข้อมูล หรือการศึกษาทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างรัดกุม"

มาตรการเว้นระยะห่างที่ไร้หลักการ ร่วมกับนโยบายบังคับสวมหน้ากากอนามัย และการสั่งปิดโรงเรียนเป็นระยะเวลานาน ได้ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อพัฒนาการทางการเรียนรู้ ทักษะทางสังคม และสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนทั่วโลก ขณะที่นโยบายล็อกดาวน์ภาคธุรกิจ ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและการสูญเสียอาชีพในวงกว้าง

นอกจากนี้ รายงานยังได้เปิดโปงความร่วมมืออย่างผิดกฎหมายระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และบริษัทผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ยักษ์ใหญ่ (Big Tech) ในการสร้างกลไกเซ็นเซอร์ กีดกัน และลบเนื้อหาของแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และประชาชนที่แสดงความคิดเห็นต่างจากแนวทางของรัฐบาล หรือตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพของวัคซีน และทฤษฎีแล็บหลุด ซึ่งถือเป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง

สภาสหรัฐฯ อัด WHO สอบตก

ในมิติระหว่างประเทศ รายงานฉบับนี้ได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ องค์การอนามัยโลก (WHO) อย่างรุนแรง โดยตราหน้าว่า WHO ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจหลัก เนื่องจากยอมจำนนต่อแรงกดดัน และการครอบงำทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP)

WHO ละเลยการกดดันให้จีนเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และเลือกที่จะรับรองรายงานผลการสืบสวนต้นกำเนิดไวรัสที่ขาดความสมบูรณ์ ซึ่งจัดทำขึ้นตามขอบเขตที่รัฐบาลจีนกำหนดไว้แต่เพียงฝ่ายเดียว

สำหรับหน่วยงานภายในประเทศ รายงานสรุปถึงความล้มเหลวเชิงระบบและการคอร์รัปชัน โดยระบุว่าองค์กร EcoHealth Alliance ภายใต้การนำของ ดร.ปีเตอร์ ดาสแซก ไม่เพียงแต่ละเลยการกำกับดูแลเงินงบประมาณวิจัยในต่างประเทศ แต่ยังปรากฏหลักฐานการแก้ไขเอกสารรายงานผล และการให้การอันเป็นเท็จต่อสภาคองเกรส ส่งผลให้กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ (HHS) มีคำสั่งระงับเงินทุนอุดหนุน และเริ่มต้นกระบวนการตัดสิทธิ์การรับทุนรัฐบาลในอนาคต

ยิ่งไปกว่านั้น รายงานยังได้บันทึกถึงกรณีอื้อฉาวของ อดีตผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก แอนดรูว์ คัวโม (Andrew Cuomo) ซึ่งออกคำสั่งบังคับให้สถานพักฟื้นคนชราต้องรับผู้ป่วยโควิด-19 เข้าพัก จนนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก และหลังจากนั้นได้มีการเจตนาปรับแต่ง และปกปิดตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แท้จริง เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ทางการเมืองของตนเอง

สรุป รายงานฉบับนี้มิได้จัดทำขึ้น เพื่อการหาข้อเท็จจริงย้อนหลังแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการวางรากฐานทางนโยบาย เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และการปฏิรูประบบความปลอดภัยชีวภาพสหรัฐฯและประชาคมโลก จะต้องเพิ่มมาตรการกำกับดูแลการวิจัยเชื้อโรคเสี่ยงสูงอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ความล้มเหลวเชิงระบบและหายนะทางสาธารณสุขเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกในอนาคต

อ่านข่าว :

สารภาพแล้ว! "ป๋อง-ธง" ลักทรัพย์-ยิง 2 พี่น้องรัสเซียดับ อำพรางศพป่าเขาชีจรรย์

สมช.เคาะ 6 มาตรการชายแดนใต้ ใช้ กม.เด็ดขาด-ร่วมมือมาเลเซียส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ธปท.สั่งจำกัดวงเงินโอน บัญชีเด็ก-เยาวชน ตัดวงจร "บัญชีม้า" ดีเดย์ ก.ย.นี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ผู้ป่วยไม่ฉุกเฉินต้องจ่าย 150-300 บาท กระทบสิทธิรักษาหรือไม่? (31 ก.ค.69) | ตรงประเด็น

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เอาใจช่วย “ลูกช้างป่า” พลัดหลงโขลงในพื้นที่ไทรโยค

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

แบน ‘พาราควอต-คลอร์ไพรีฟอส’ ชอบด้วยกฎหมาย Thai-PAN ย้ำ ทิศทางที่ดี คุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ครอบครัวยื่นเอกสารขอรับร่าง “ฮลุน” ผ่านสถานทูต วันนี้ (31 ก.ค.69) | ตรงประเด็น

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ต่างประเทศ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...