โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

‘ทำไม’ โมร็อกโกครึ่งแสน เสี่ยงตายว่ายน้ำข้ามแดน 'กฎหมายอ่อน หรือใครบงการ'?

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ดินแดนของสเปนในแอฟริกาเหนือกำลังเผชิญกับวิกฤติมนุษยธรรมและความมั่นคง หลังจากผู้อพยพหลายพันคนยังคงว่ายน้ำข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกไปยังเซวตา เมืองที่อยู่ในดินแดนของสเปน และล่าสุดเว็บไซต์ไทม์ รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตจากความวุ่นวายนี้อย่างน้อย 34 รายแล้ว

ภาพถ่ายและวิดีโอต่างๆ เผยให้เห็นฝูงชนจำนวนมาก หลายคนเป็นชายหนุ่ม กำลังข้ามรั้วชายแดนทาราจาลระหว่างโมร็อกโกและ “เซวตา” ดินแดนส่วนที่แยกออกจากสเปน

เมืองเซวตาได้รับการยอมรับมานานว่าเป็นประตูสู่ยุโรปสำหรับผู้อพยพที่ต้องการมีชีวิตที่ดีกว่า และเมืองก็ได้เสริมแกร่งพรมแดนอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับการข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมายที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่เมื่อวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) ที่ผ่านมา กลับมีผู้อพยพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างไม่ทราบสาเหตุ

ในเช้าวันศุกร์ (30 ก.ค.) กระทรวงมหาดไทยของสเปนคาดว่ามีผู้อพยพมากถึง 49,000 คน หลั่งไหลเข้ามาในเซวตาในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แต่แถลงการณ์ดังกล่าวถูกลบออกในภายหลังโดยไม่มีคำอธิบายตามมา

ศูนย์รับผู้อพยพก็เต็มไปด้วยผู้คน ขณะที่สวนสาธารณะและถนนหนทางในเซวตาก็แออัดไปด้วยผู้คนจากอีกฟากหนึ่งของพรมแดน

ฮวน เฆซุส วีวาส ผู้นำเมืองเซวตา กล่าวในรายการวิทยุ Cadena SER เมื่อวันพฤหัสบดีว่า วิกฤตการณ์นี้เป็น “สถานการณ์ฉุกเฉินด้านมนุษยธรรมและสังคมอย่างแท้จริง” และเรียกร้องให้ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติในเซวตา แต่ทางการสเปนปฏิเสธ และเลือกส่งกำลังพลมาประจำการเพิ่มเติม

ด้านรัฐบาลโมร็อกโกขอให้พลเมืองที่ข้ามพรมแดนไปแล้วกลับบ้าน

คาริมา เบนยาอิช ขณะที่เอกอัครราชทูตโมร็อกโกประจำสเปน กล่าวในงานที่สถานทูตเมื่อวันพฤหัสบดีว่า

สถานการณ์ในเซวตา “เป็นสิ่งที่ราชอาณาจักรโมร็อกโกไม่ต้องการ” และเสริมว่า “ทางการต้องการให้ทุกคนเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย เป็นระเบียบ และปลอดภัย”

สำนักข่าวเอเอฟอีรายงานว่า สเปนได้เรียกกองทัพให้เข้ามาเสริมทัพบังคับใช้กฎหมายในเมืองเซวตา

ด้านนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปน โพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า เขาได้พูดคุยกับวิวาสแล้ว และรัฐบาลกำลังทำงานร่วมกับทางการโมร็อกโกและนานาชาติ “เพื่อฟื้นฟูสถานการณ์ในเมืองให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด” ในเมืองเซวตา ซานเชซเดินทางไปยังดินแดนส่วนแยกของโมร็อกโกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

เมืองเซวตา จุดยุทธศาสตร์แห่งการอพยพเข้ายุโรป

เมืองเซวตา ซึ่งเป็นภูมิภาคคาบสมุทรครอบคลุมพื้นที่ 19.9 ตารางกิโลเมตร บนชายฝั่งทางเหนือของทวีปแอฟริกา เป็นหนึ่งในสองดินแดนที่แยกส่วนออกไปของสเปนในทวีปนี้ อีกที่คือเมืองเมลียา ที่อยู่ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 220 กิโลเมตร

เมืองปกครองตนเองทั้งสองแห่งของสเปนนี้ เป็นพรมแดนทางบกเพียงแห่งเดียวที่เชื่อมต่อสหภาพยุโรปกับทวีปแอฟริกา สเปนครอบครองเซวตา ซึ่งถูกแบ่งแยกออกจากแผ่นดินใหญ่ของสเปนด้วยช่องแคบยิบรอลตาร์นั้น มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1580

เซวตามีประชากรมากกว่า 83,000 คน ประกอบด้วยชาวคริสต์และชาวมุสลิม รวมถึงผู้อยู่อาศัยและแรงงานรายวันจากโมร็อกโกและสเปน โดยทั่วไปแล้วประชากรของเซวตาอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

แต่โมร็อกโกซึ่งมีดินแดนล้อมรอบดินแดนแยกทั้งสองแห่ง ยังคงมองว่าดินแดนเหล่านั้นเป็นดินแดนที่ถูกยึดครอง และท้าทายอำนาจอธิปไตยของสเปน โดยอ้างถึงประวัติศาสตร์ที่ย้อนกลับไปถึงการพิชิตดินแดนของชาวอิสลามในช่วงศตวรรษที่ 8

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ราบัต รัฐบาลของโมร็อกโก ได้ก่อให้เกิดเหตุขัดแย้งทางการทูตหลายครั้งจากข้อพิพาทดินแดนดังกล่าว โดยในปี 2002 โมร็อกโกและสเปนเคยเผชิญหน้ากัน หลังทั้งสองฝ่ายส่งกำลังเข้าประจำการบนเกาะเล็ก ๆ ที่ไม่มีคนอยู่อาศัย ซึ่งตั้งอยู่นอกชายฝั่งเมืองเซวตา

และในเดือนพฤษภาคม 2021 ท่ามกลางความขัดแย้งทางการทูตที่รุนแรงขึ้นเกี่ยวกับภูมิภาคเวสเทิร์นซาฮาราที่กำลังเป็นข้อพิพาท รัฐบาลโมร็อกโกได้ผ่อนคลายกฎการควบคุมชายแดน ส่งผลให้ประชาชนเกือบ 8,000 คนจากโมร็อกโกและประเทศในแถบแอฟริกาใต้ซาฮารา หลั่งไหลเข้าสู่เมืองเซวตาภายในเวลาเพียงสองวัน แต่ผู้อพยพบางส่วนเลือกเดินทางกลับถิ่นที่อยู่เดิม และความแตกแยกทางการทูตได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งเมื่อสเปนให้การสนับสนุนแผนการปกครองตนเองในเวสเทิร์นซาฮาราของโมร็อกโกในปี 2022

‘กลุ่มค้ามนุษย์-กฎหมายอ่อน’ ปัจจัยดันผู้อพยพทะลักสเปน?

ไทม์ระบุว่า เหตุการณ์อพยพเมื่อวันพฤหัสบดีไม่ได้เริ่มต้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า โดยวีวาสให้สัมภาษณ์กับ Cadena SER ว่า

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เมืองต้องเผชิญกับผู้คนที่เดินทางข้ามมาจากโมร็อกโกมากกว่า 300 คนต่อวัน จนระบบบริการสังคมและหน่วยงานด้านความมั่นคงของเมืองรับภาระเกินขีดความสามารถ

“เพื่อให้เห็นภาพของสถานการณ์ หากเทียบกับทั้งสเปน จำนวนผู้ที่เดินทางเข้ามานี้คิดเป็นราว 2% ของประชากรทั้งหมดของเซวตา ซึ่งก็เปรียบเสมือนกับการที่มีผู้อพยพ 1 ล้านคนลักลอบเข้าสเปน” บีบาสกล่าวกับสถานีวิทยุดังกล่าว

วิกฤตการณ์ในเซวตาสวนทางกับแนวโน้มจำนวนอพยพของพื้นอื่นๆ ของสเปน ที่จำนวนผู้ลักลอบเข้าเมืองลดลงจาก 17,990 คนในหกเดือนแรกของปี 2025 เหลือ 12,138 คนในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2026 ตามสถิติของกระทรวงมหาดไทย ส่วนเซวตา มีผู้ลักลอบเข้าเมืองทางบก 2,582 คน เทียบกับ 978 คนในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 164%

แม้ว่าการลักลอบข้ามแดนอย่างผิดกฎหมายจะเคยเกิดขึ้นมาก่อนในเซวตา แต่ยังไม่ชัดเจนว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ผู้อพยพเข้าเพิ่มขึ้นมหาศาลในครั้งล่าสุดนี้

กระทรวงมหาดไทยของสเปนอ้างถึงคำตัดสินของศาลก่อนหน้านี้ว่าเป็นเบื้องที่กระตุ้นการหลั่งไหลของผู้อพยพครั้งล่าสุด และให้เหตุผลในแถลงการณ์โดยเชื่อว่า “เครือข่ายค้ามนุษย์” กำลังใช้คำตัดสินของศาลผลักดันให้เกิดการไหลเข้าของผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว

ทั้งนี้ คำตัดสินของศาลฎีกาสเปนเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ห้ามไม่ให้ทางการส่งตัวผู้อพยพที่เดินทางมาถึงเซวตาและเมลียาทางทะเลกลับประเทศในทันที อย่างน้อยก็ไม่ส่งกลับโดยปราศจากกระบวนการทางกฎหมาย

แม้คำตัดสินนี้ไม่ได้ทำให้การเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมายกลายเป็นถูกต้องตามกฎหมาย หรือรับประกันว่าผู้ที่ว่ายน้ำข้ามมาจะสามารถอยู่ในสเปนได้

แต่สถานีโทรทัศน์ RTVE ของสเปนรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า คำตัดสินดังกล่าวแพร่กระจายในโซเชียลมีเดียของโมร็อกโก และมีรายงานว่ามีส่วนกระตุ้นให้ผู้คนพยายามเข้าสเปนโดยการว่ายน้ำไปยังเซวตา

นอกจากนี้ ยังมีผู้อพยพทางเศรษฐกิจที่อาจปะปนอยู่ในกลุ่มผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้ามาล่าสุดด้วย จากข้อมูลสถิติอย่างเป็นทางการ พบว่า อัตราการว่างงานทั่วประเทศของโมร็อกโกลดลงจาก 13.3% ในปี 2024 เหลือ 13% ในปี 2025 แต่ยังคงสูงในกลุ่มเยาวชนโมร็อกโกอายุ 15-24 ปี (จาก 36.7% เป็น 37.2%) และผู้หญิง (จาก 19.4% เป็น 20.5%)

สถานีโทรทัศน์ RTVE รายงานด้วยว่า กระทรวงการต่างประเทศของสเปนปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าวิกฤตการณ์นี้เป็นการตอบโต้ของโมร็อกโกต่อการที่สเปนกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตกับแอลจีเรีย ซึ่งเป็นคู่แข่งในภูมิภาคของโมร็อกโกแหล่งข่าวภายในกระทรวงกล่าวว่า ความสัมพันธ์ของสเปนกับโมร็อกโก “ดีเยี่ยม และไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากความสัมพันธ์ที่ดีกับแอลจีเรีย”

สเปนเจอคำวิจารณ์ปัญหาผู้อพยพ

วิกฤตการณ์ในเซวตาได้กลายเป็นโอกาสให้ฝ่ายขวาของสเปนได้โจมตีรัฐบาลฝ่ายซ้ายนายกรัฐมนตรีซานเชซ ที่สนับสนุนผู้อพยพ ซึ่งสวนทางกับแนวโน้มของรัฐบาลในยุโรปที่หันไปทางขวา

ซานเชซวางแผนด้วยว่าจะให้ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร 500,000 คนในสเปนได้รับสถานะทางกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการนี้แล้วกว่าหนึ่งล้านคน

ซานติอาโก อับบาสกัล หัวหน้าพรรคขวาจัด Vox กล่าวว่า

“เปโดร ซานเชซ กับนโยบายการออกใบอนุญาตให้ผู้อพยพจำนวนมาก ก่อให้เกิดการรุกรานชายแดนของเรา ซึ่งชาวสเปนในเซวตาเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด”

ขณะที่อัลเบร์โต นูเนซ เฟยโฆ หัวหน้าพรรคประชาชนอนุรักษนิยม กล่าวในวิดีโอที่โพสต์ใน X ว่า รัฐบาลของซานเชซ “ปฏิเสธที่จะยอมรับว่าเรากำลังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงแห่งชาติที่ร้ายแรง”

นอกจากนี้ วิกฤตการณ์ในเซวตาบังได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยามากมายบนโซเชียลมีเดียจากส่วนอื่นๆ ของโลกเช่นกัน

จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีฝ่ายขวาของอิตาลี ยกเหตุการณ์ในเซวตามาพูดสนับสนุนนโยบายต่อต้านผู้อพยพของเธอ โดยขู่ว่าจะพยายามระงับข้อตกลงเชงเก้น และถอดสเปนออกจากเขตการเดินทางเสรีทั่วยุโรป “เพื่อปกป้องพรมแดนและรับประกันความปลอดภัยของพลเมือง”

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศของสเปนได้เรียกเอกอัครราชทูตอิตาลีเข้าพบเกี่ยวกับคำแถลงดังกล่าว

ส่วนฝรั่งเศสที่มีพรมแดนติดกับสเปน กล่าวว่า จะออกมาตรการควบคุมชายแดนเข้มงวดมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ในเขตปกครองตนเองเซวตา

"ผมได้สั่งการเมื่อคืนนี้ให้เสริมกำลังการควบคุมที่ชายแดนสเปนโดยทันที” ลอรองต์ นูเนซ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศสโพสต์ในโซเชียลมีเดีย

แอนนา เคลลี โฆษกทำเนียบขาว ให้สัมภาษณ์กับ The Daily Wire สื่อสายอนุรักษนิยมว่า

“ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เตือนยุโรปมาโดยตลอดว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากยังคงดำเนินนโยบายฝ่ายซ้ายสุดโต่งและโลกาภิวัตน์ต่อไป รวมถึงการเปิดทางให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่”

เคลลีกล่าวต่อว่า “สเปนและประเทศอื่น ๆ ที่ยึดแนวทางอันสร้างความเสียหายนี้ ควรเปลี่ยนทิศทางโดยทันที มิฉะนั้นอาจต้องเผชิญกับความล่มสลายของตนเอง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...